|
หลายวันก่อน ระหว่างที่ชีวิตได้ดำเนินไปตามปกติ คือ นอนดึกร่วมเช้า เพื่อที่จะตื่นขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เพื่อเริ่มต้นวงจรเดิมๆ อีกครั้ง วนเวียนอยู่เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในวันแล้ววันเล่า กลางดึกคืนนั้น ขณะที่กำลังทำงานอย่างคร่ำเคร่ง เท่าๆ กับที่ง่วงนอนจนเคร่งเครียด ผมก็มีความจำเป็นต้องหาข้อมูลบางอย่างเพื่อนำมาใช้กับงานตรงหน้า แต่ไหนแต่ไรมา ผมจะรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า เป็นคนแบบ Manual ที่เกิดและเติบโตมาก่อนหน้ายุคสมัยแห่งอินเตอร์เน็ต ที่มีข้อมูลมากมายหลายหลากรอคอยให้ค้นหาอยู่ในโลกออนไลน์ ดังนั้นข้อมูลส่วนใหญ่ของผมหากไม่ถูกเก็บสะสมอยู่ในสมอง และความทรงจำ ก็จะซุกตัวอยู่ในหนังสือจำนวนมากที่ผมอ่านเรื่อยมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ไปจนถึงบรรดาปกเทปซีดีต่างๆ ที่มีข้อมูลประทับอยู่เฉกเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ หนังสือภายในห้องของผมจึงพะเนินอยู่อย่างถาวร มิอาจทยอยเอาไปทำประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ ได้ หรือเมื่อข้อมูลที่ต้องการนั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่แหล่งข้อมูลภายในห้องนอนของผมจะอาจเอื้อม นั่นก็ถึงเวลาของห้องเก็บนิตยสารและหนังสือพิมพ์เก่าของหอสมุดแห่งชาติ ที่รอให้ผมเข้าไปค้นหากันจนตาลาย สำหรับในคืนนั้น หลังจากที่ลองนึกทบทวนด้วยสติอันเริ่มลางเลือน ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ข้อมูลดังกล่าวน่าจะอยู่ในดีวีดีพอร์ตงานจากออฟฟิศเก่าที่ผมได้ไรต์เก็บเอาไว้เมื่อครั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิต แน่นอนว่า ระยะเวลากว่า 4 ปีของการทำงานอันแสนสนุกสนาน - กับทีมงานที่ผมกล้าเรียกได้ว่า มีความเป็น "เพื่อนพี่น้อง ที่สนิทแนบแน่นที่สุดเท่าที่ชีวิตอันน้อยนิดของผมเคยผ่านมาเลย (สักวันผมจะเขียนซีรี่ส์ของที่นั่น และสารพันบุคคลที่มีความทรงจำร่วมกันตลอดหลายปีนั้น) ผมจึงมีดีวีดีและซีดีพอร์ตงานค่อนข้างมากให้ต้องทยอยเปิดขึ้นเพื่อหา
แผ่นแล้วแผ่นเล่าผ่านไป ข้อมูลที่ต้องการก็ยังไม่พบ ทว่าในระหว่างไฟล์ข้อมูลที่แบ่งโฟลเดอร์เอาไว้อย่างละเอียดนั้น ผมก็ได้พบกับไฟล์ Microsoft Word ไฟล์หนึ่ง ซึ่งทำให้รอยยิ้มผุดขึ้นมา ณ ริมฝีปากของผม เช่นเดียวกับความทรงจำมากมายที่รายเรียงอยู่ตลอดถ้อยคำเหล่านั้นที่ ไฟล์นั้นมีชื่อว่า สารคดีริมถนน.doc
.
สารคดีริมถนน โลกใบเล็ก (Best Place) โดย พีรภัทร โพธิสารัตนะ คือโลกใบเล็ก ที่เป็นเหมือนทุกๆ อย่าง และเป็นเหมือนดังกับบ้าน ที่รอฉันอยู่ ที่คอยฉันอยู่ตรงนี้
คือโลกใบเล็ก ทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสชมรายการ โลกใบเล็ก ทางช่อง 3 สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเก็บมาครุ่นคิดต่ออยู่เสมอเลยก็คือ เพลงไตเติ้ลรายการเพลงนี้ เนื่องจากมันทำให้ผมมีคำถามขึ้นกับตัวเองคำถามหนึ่งว่า แล้วโลกใบเล็กของเรามันอยู่ที่ไหนกัน? ซึ่งผมก็เชื่อว่า ยังมีคนอื่นๆ อีกมากมายที่จากบ้านเกิดมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็คงจะสับสนเช่นเดียวกับผมว่า แท้จริงแล้ว บ้าน, โลกใบเล็ก หรือ Best Place (= โลกใบเล็ก/บ้าน จากคำนิยามของตัวละครชื่อ ริว ในการ์ตูนเรื่องราชันย์แห่งภูติ) ของเรานั้นมีอยู่จริงหรือเปล่า? หรือว่าเราทำงาน/เรียนหนักจนลืมคำๆ นี้ไปแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนี้ ผมจึงเกิดไอเดียขึ้นมาว่า เราน่าจะลองรวบรวมสถานที่ที่น่าจะเป็นโลกใบเล็กของเราได้ ที่อาจจะไม่ใช่สถานที่ซะทีเดียว แต่เป็นที่ที่เราสามารถปล่อยวางและมีความสุขเมื่อมีโอกาสได้ไปอยู่ที่นั่น ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปตามบุคลิก, ลักษณะนิสัย หรือทัศนะวิสัยของแต่ละคน แต่ผมเชื่อว่าน่าจะมีซักที่ในที่นี้ที่ตรงใจคุณบ้าง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาลองไปอ่านกันได้เลยครับ
 1) บ้าน แน่นอนอยู่แล้วว่า บ้านย่อมเป็นของตายสำหรับทุกๆ คนที่จะรอเราให้กลับไปอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะอยากกลับหรือไม่ก็ตาม เพราะอย่างน้อยมันก็ยังมีที่ให้เราได้ปฏิบัติภาระกิจส่วนตัวได้ใช่ไหมครับ? และบ้านก็ยังเป็นที่ที่มีคนที่เรารักอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น คุณพ่อคุณแม่, พี่น้อง หรือญาติโกโหติกาทั้งหลาย เรียกว่า บ้านหลังเดียว ก็ทำให้เราได้พบความรู้สึกดีๆ มากมาย และไม่มีวันหมดเสียด้วย นอกจากนั้นสำหรับหลายๆ คน บ้านไม่ใช่เพียงกล่องสี่เหลี่ยมที่อยู่ได้เท่านั้น แต่มันยังเป็นเสมือน กระปุกออมสิน ที่มีความทรงจำอันหลากหลายสะสมอัดแน่นอยู่ในนั้น ซึ่งแต่ละส่วนของบ้านก็จะมีความทรงจำเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น กำแพง, รั้ว, ประตู หรือห้องครัว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีบางคนรู้สึกอิน เมื่อได้ดูโฆษณาที่มีเด็กตัวเล็กๆ มาพูดว่า ทำไมเราต้องย้ายบ้านด้วยครับพ่อ? (พ่อ ก็บ้านใหม่น่ะ ใหญ่กว่านี้ แล้วก็สวยกว่านี้ด้วยนะ) แต่บ้านนี้ก็สวยดีอยู่แล้วนี่ครับ
ผมคงจะคิดถึงห้องนอนสีฟ้าของผม
 2) พ่อแม่ คนที่ไม่เคยถือสา และอยู่เคียงข้างเราเสมอ ไม่ว่าเราจะพลาดพลั้ง หรือทำผิดมากสักเพียงใดก็ตาม คนที่เราสามารถพูดคุยปรึกษาได้ในทุกๆ เรื่องและปัญหา ซึ่งเราจะมั่นใจได้เสมอว่า อย่างน้อยถึงเราจะไม่ได้คำแนะนำที่ตรงตามที่เราต้องการ เราก็ยังมีคนที่พร้อมจะรับฟัง, ให้อภัย และเข้าใจเราอยู่เสมอ ซึ่งเราอาจจะไม่ได้เจอกับความรู้สึกแบบนี้อีกเลยก็ได้ ในยามที่เราไม่มีพวกเค้าอีกต่อไปแล้ว ดังที่ อ. ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ เคยสะท้อนถึงเรื่องนี้เอาไว้ในโดราเอมอนตอนหนึ่งว่า เด็กๆ น่ะ ในยามที่เขาพบกับเรื่องที่โหดร้ายต่อความรู้สึก พวกเขาก็สามารถกลับมาร้องไห้กับคุณพ่อคุณแม่ได้ ในขณะที่คนที่เป็นพ่อแม่เองในยามพบกับเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน เค้าไม่สามารถจะไปร้องไห้ให้ใครฟังได้เลย
 3) โรงเรียน โลกที่ผู้ใหญ่ (แทบ) ทุกคนอยากจะกลับไปอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เพราะโดย นิตินัย แล้วโรงเรียนนั้นไม่มีอะไรที่พอจะเรียกว่า อบายมุข หรือ สิ่งไม่ดี เลยนะในความคิดของผม สิ่งที่เราจะได้จากโรงเรียนก็ล้วนแล้วแต่เป็น ความรู้ และ ประสบการณ์ ทั้งสิ้น นอกเสียจากว่าเราจะทำสิ่งที่ไม่ดีนั้นขึ้นมาเสียเอง (ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจนะครับ) และยิ่งถ้าเราจะมองโรงเรียนในส่วนของ พฤตินัย แล้ว ที่นี่ก็ยิ่งเป็นสถานที่ที่เราน่าจะใช้เป็นที่พักใจได้เป็นอย่างดี เพราะโรงเรียนนั้นประกอบไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งในส่วนของ นักเรียน, ครู และเจ้าหน้าที่ในฝ่ายต่างๆ ดังนั้นเราจึงจะต้องพบกับเหตุการณ์ที่หลากหลาย จากบุคคลที่หลายหลาก ที่อาจจะสร้างเสียงหัวเราะหรือรอยน้ำตาให้กับเรา แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เรื่องราวส่วนใหญ่เหล่านั้น ถ้าเราย้อนมองกลับไป เราก็คงจะหัวเราะให้กับมัน เมื่อเราเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และก็คงจะมีคำถามที่ว่า ตอนนั้นทำไปได้ยังไงเนี่ย? ตามออกมาในยามที่เรานึกถึง โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเรากับสิ่งที่เป็นโลกใบเล็กข้อต่อไป ก็คือ เพื่อน
 4) เพื่อน คนหรือกลุ่มคนที่จะอยู่กับเราเสมอ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นๆ จะย่ำแย่สักเพียงใด แม้ว่าด้วยสภาพสังคมปัจจุบันจะทำให้เราไม่สามารถคาดหวังกับคำว่า เพื่อน ได้มากเท่าในอดีต ที่สังคมยังไม่มีความเป็น เมือง เท่ากับตอนนี้ แต่ถ้าเราพบกับเพื่อนแท้เข้าจริงๆ แล้ว ขอให้รู้ไว้เลยว่า คุณได้พบกับสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิตแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่อยู่ละแวกเดียวกัน, เพื่อนเรียน, เพื่อนที่ทำงาน หรือเพื่อนในวงสุราก็ตาม สิ่งที่เราจะได้รับแน่ๆ จากคนที่เราเรียกว่าเพื่อนก็คือ ความรู้สึกดีๆ ที่คุณสามารถรับรู้ได้โดย ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ มาบรรยายเลย และเหตุการณ์ที่เราได้เผชิญร่วมกับเพื่อนนี้ ไม่ว่าจะเหตุการณ์ไหนก็ล้วนแต่มีค่าควรแก่การระลึกถึงทั้งสิ้น ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านไปนานสักเท่าไร เฉกเช่นเดียวกับประโยคคลาสสิคที่เราได้ยินกันมาหลายต่อหลายปีที่ว่า เพื่อนไม่เคย
ไม่เคยทิ้งกัน ไม่ว่าความฝันนั้นจะไกลสักเท่าไหร่ ที่จะยังอยู่ในความประทับใจของคนร่วมยุคสมัยทุกคน และจะไม่ล้าสมัยไปตามกระแสแน่นอน
 5) คนรัก คนรัก, แฟน, หวานใจ หรืออื่นๆ ที่แล้วแต่ว่าใครจะเลือกใช้คำไหน แต่ก็มีความหมายเพียงหนึ่งเดียวเหมือนๆ กันคือ คนเหล่านี้เป็น คนที่เรารัก ซึ่งเราได้เลือกแล้วว่า คนนี้แหล่ะ คือคนที่เราจะใช้ชีวิตร่วมกับเขานับจากวันนี้เป็นต้นไป และจะเป็นคนที่เข้าใจเรามากที่สุด ไม่แพ้เพื่อนเลยทีเดียว เหมือนกับที่วง Queen เคยร้องเพลงยกย่องคนรักของเขาว่าเป็น Best Friend ซึ่งเป็นคนจะยืนเคียงคู่กับเราไปตลอดเส้นทางชีวิตที่แสนคดเคี้ยว แม้ไม่รู้เลยว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร แต่เขาก็ยังมั่นใจที่จะเดินร่วมไปกับเรา และยังเป็นหลักพึ่งพิงสุดท้าย (ตามสำนวนของคุณ บอยด์ โกสิยพงษ์) ในยามที่เราเหนื่อยล้าจากสิ่งที่ต้องเผชิญมาในแต่ละวันด้วย และจะปลอบประโลมเราด้วย ความรัก ซึ่งเราไม่ควรละเลยที่จะมอบความรักให้กับเขาคนนั้นกลับคืนไปด้วย เพื่อเติมเต็มให้โลกใบเล็กใบนี้สมบูรณ์และเป็นที่พักพิงอย่างแท้จริง
 6) งานอดิเรก ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าต้องเป็นสิ่งที่เรารักที่จะทำในยามที่พอจะมีเวลาว่าง และในเมื่อเป็นสิ่งที่เรา รัก หรือ พึงปรารถนา นั่นก็ย่อมหมายความว่า สิ่งต่างๆ ที่เราเลือกมาเป็นงานอดิเรกนั้นย่อมจะสร้างความรู้สึกดีๆ และสร้างโลกที่เป็นของเราขึ้นมาได้ทุกครั้งที่เราเหยียบย่างเข้าไป ไม่ว่างานอดิเรกนั้นๆ จะเป็นอะไรก็ตาม บางคนอาจจะเป็นการดูหนังฟังเพลง บางคนอาจจะเป็นการต่อจิ๊กซอ บางคนอาจจะเป็นการเล่นคอมพิวเตอร์ บางคนอาจจะชอบอ่านหนังสือ บางคนอาจจะชอบร่ำสุรา ฯลฯ แต่ที่สุดแล้วทุกๆ สิ่งที่เป็นงานอดิเรกก็ล้วนแต่พาเราไปสู่จุดหมายที่เดียวกันก็คือ ความสุข นั่นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่โจอี้บอย ร้องเอาไว้ว่า ดื่มกันสักแก้วหนึ่ง จะได้ลืมเธออีกแป๊บหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระซะทีเดียว เพราะมันหมายถึงการสร้าง โลกส่วนตัว ใบใหม่ขึ้นอีกใบหนึ่ง เพื่อหลบลี้หนีปัญหาที่กดดันอยู่ในจิตใจ แม้จะเพียงชั่วครั้งชั่วคราว และสุดท้ายก็ต้องกลับมาพบกับความจริงที่โหดร้ายอยู่ดี แต่นั่นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ สำหรับคนในสังคมที่วุ่นวายสับสนทุกวันนี้
 7) ความฝัน คำสั้นๆ ทว่ามีความหมายกว้างไกลคำนี้ มีความหมายเทียบเท่ากับคำว่า สร้างสรรค์ ต่างกันก็เพียงแต่ว่า ความฝันนั้นคือการถ่ายทอดสิ่งที่เราต้องการออกมาเป็นภาพ ส่วนการสร้างสรรค์คือการนำภาพนั้นๆ มาทำให้เป็นจริงได้ในที่สุด จึงน่าจะกล่าวได้ว่า ความฝันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เรามีวันนี้ได้ เพราะความฝันนั้นไม่เคยถูกตีกรอบเอาไว้โดยใครหรืออะไรทั้งสิ้น เราจึงสามารถสร้างภาพฝัน และค้นหามันได้ตลอดเวลา ซึ่งจะสามารถพบเห็นสิ่งที่มีจุดก่อกำเนิดออกมาจากความฝันมากมายในรอบๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีขนาดเล็กอย่างไม้ขีดไฟ ไปจนถึงสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตอย่าง เรือเดินสมุทร หรือแม้กระทั่งสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่าง ดนตรีกับบทกลอน ก็ล้วนแต่เปี่ยมล้นไปด้วยความฝันที่ผู้รังสรรค์แต่ละคนบรรจงใส่ลงไปอย่างประณีต เพื่อให้คนอื่นๆ สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อถึงได้ และเป็น โลก ของพวกเขาที่พร้อมจะเปิดกว้างให้คนอื่นๆ เข้าไปร่วมดื่มด่ำได้ แม้ว่าเราอาจจะไม่เข้าใจตรงกันกับพวกเขา แต่นั่นก็หมายความว่า ความฝันนั้นๆ ได้แตกแขนงแยกย่อยออกมาอีกรูปแบบหนึ่งแล้ว  8) คุณ ครับ ก็คุณนั่นแหล่ะครับ ไม่ต้องมองหาคนอื่นหรือสงสัยอะไรไป เพราะการที่คุณติดตามมาถึงบรรทัดนี้นั่นก็หมายความว่า คุณได้มีโอกาสรับชมผลงานของผมแล้ว และผมก็คงจะไม่มีความรู้สึกใดดีไปกว่า การที่คุณได้อ่านข้อเขียนของผมแล้วชอบ หรือได้อะไรติดหัวกลับไปแม้จะเพียงเล็กน้อย แต่นั่นก็ถือได้ว่าผมได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้แล้วละครับ ก็เช่นเดียวกับคนที่ทำงานในสาขาอื่นๆ นั่นแหล่ะครับ ถ้าผลงานของเราได้มีโอกาสเผยแพร่ออกไป แล้วมีคนได้รับรู้ความมีอยู่ของตัวงานแล้ว ตัวผู้รับสารนั่นละครับ คือ โลกใบเล็กของผู้สร้างงานทุกคน
ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นโลกใบเล็ก (Best Place) ของเราได้นะครับ ที่อาจจะดูน้อยไป หรือมากไปสำหรับผู้อ่านหลายๆ ท่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะถ้าจะมีคนคิดเหมือนๆ กันไปเสียหมด โลกก็คงจะไม่มีการพัฒนาเป็นแน่ และก่อนจะจากกันไป ก็ขอฝากไว้อีกนิดหนึ่งสำหรับคนที่ชอบคิดว่า ไม่มีที่ไหนเลยที่รู้สึกว่าเป็น โลกใบเล็ก ของเรา ว่า ไม่ต้องคิดมากครับ เพราะบ่อยครั้งที่เรามุ่งแต่จะค้นหามันจนไม่อาจพบความสุขที่แท้จริงได้ ในขณะที่บางครั้งสิ่งที่เราตามหามาตลอดชีวิตนั้น อาจจะอยู่ในที่ที่เราจากมานั่นเอง หรือไม่เราก็อาจจะพบกับมันแล้วโดยไม่รู้ตัวก็ได้ครับ
สำหรับสารคดีริมถนนครั้งนี้คงต้องลาไปก่อน ยังไงก็ขอให้คุณได้พบกับโลกใบเล็กของคุณกันโดยถ้วนหน้านะครับ ลาก่อนจนกว่าจะได้พบกันใหม่ สวัสดีครับ
....... เมื่อผมคลิก View ในแบบ Detail นวัตกรรมของ Bill Gates ในส่วนของ Date Modifiedได้บอกกับผมว่าไฟล์ขนาด 168 KB ที่มีชื่อว่า สารคดีริมถนน.doc นี้มีการบันทึกเอาไว้ได้ถูกทำเอาไว้เมื่อ 6/2/2544 9.00
ตัวเลขเพียงไม่กี่ตัวนั้นได้บ่งบอกว่า บทความบทนี้ได้ถูกเขียนขึ้นเนื่องในวาระใด และผมกำลังอยู่ในวัยวุฒิใด และมีคุณวุฒิหรือทักษะในการเขียน รวมทั้งการใช้ชีวิตมากมายเพียงไร
ตัวเลขบอกวันที่ 6 เดือนกุมภาพันธ์ได้บอกผมว่า ผมเริ่มเขียนงานด้วย ความเผา ขนาดไหน เพราะอย่างที่ผมเคยบันทึกเอาไว้ใน My Bros Day ว่า
...(หลาย) วันหนึ่ง เราทั้งหมด ได้ริอาจทำหนังสือทำมือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ในช่วงเวลาที่หนังสือทำมือได้รับความนิยมสูงสุด เพื่อนำไปขายในงานหนังสือทำมือ ที่ถนนพระอาทิตย์ ด้วยธีมหลักของหนังสือคือ "ความรัก" โดยไม่ต้องสงสัย - พี่วิภว์ เป็นโต้โผ, บรรณาธิการ และผู้ให้ชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า "โป้งเจ็ดที ดีเจ็ดหน" (ปัจจุบันหายไปจากความครอบครองของผมแล้ว...เศร้า)...
นั่นหมายความว่า หนังสือทำมือที่พวกเราทำด้วยกันนั้น จะต้องวางขายในช่วงวาเลนไทน์ และวันที่ 6 ก็เป็นวันที่ใกล้กับวันออกวางขายชนิดหายใจรดต้นคอกันจนร้อนผ่าวเลยทีเดียว
ผมจำได้ว่า ในขณะที่หลายคนในกองบรรณาธิการเริ่มทยอยส่งงาน พี่เพ็ญ (จันทร์เพ็ญ จันทนา) เขียนกลอนสวยๆ เพราะๆ มากมาย เช่นเดียวกับพี่โจ (ยศยอด คลังสมบัติ บรรณาธิการบริหาร Esquire) ที่เขียนเรื่องสั้นว่าด้วย ความเงียบ 2 ชั่วโมงระหว่างคู่รัก และกลอนเท่ๆ อีกเพียบ, ส่วนพี่นุ้ย (วัฒนาวดี เอื้อารักษ์) ก็เขียนบทกวีรักโศกตามสไตล์ของแก, โน้ต (รติรส สุภาพร) กับเรื่องสั้นแนวรักๆ ประสาสาวหวานของเธอ, เบียร์ (อภิศักดิ์ เจือจาน ปัจจุบันอยู่นิตยสาร FHM) ก็เขียนเรื่องสั้นฮาๆ ตามสไตล์ของเขา ในขณะที่ อ๋อย (กิตติยาภรณ์ กันธิยะ ปัจจุบันครีเอทีฟมุขคมกริบอยู่ Matchbox) ที่เงียบขรึมกลับฮาผิดคาดกับเรื่อง หอย ของเธอ ส่วน วัน (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร Hamburger ปัจจุบันอยู่ GTH และร่วมเขียนบทหนังเยี่ยมๆ อย่าง เด็กหอ และ สี่แพร่ง) นั้นยื้อกันจนวันสุดท้าย กระทั่งโน้ตเอา Quote สุดเท่ที่คลับคล้ายว่าวันเคยพูดเอามาปิดท้ายหนังสือได้อย่างเข้าที
ถ้าไม่นับงานเขียนที่ลงในเว็บไซต์ อันเป็นงานประจำในตอนนั้น ผมยังไม่เคยเขียนงานเผยแพร่สู่สาธารณชนบนหน้ากระดาษอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน เมื่อได้รับโจทย์ของเล่มที่ว่าด้วยเรื่องราวของ ความรัก นั้น ทำให้กว่าที่ตัวอักษรแรกจะหลุดจากแรงบันดาลใจไปสู่จอคอมพิวเตอร์นั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน มิใยต้องประเมินตัวเองต่อไปถึงประสบการณ์ความรักอันน้อยนิดของตัวเองด้วย
ผมใช้เวลาอยู่หลายวัน ก็ยังไม่มีไอเดียใดผุดขึ้นมาในหัวเลย จนเริ่มท้อใจอยู่บ้างพอสมควร
กระทั่งเสาร์หนึ่ง ระหว่างที่ผมนั่งรถเมล์สาย 8 จากหอพักไปยังเป้าหมายคือ แฮปปี้แลนด์เพื่อหาซื้อซีดีมือสองจากร้านประจำตามปกติของวันหยุดในช่วงนั้น ในมือมีหนังสือ Manga Katch เล่มล่าสุด ที่มีเรื่องราวของตัวละครตัวหนึ่งของ Joe the Sea-Cret Agent ที่เป็นตัวแมงดา แต่ชีวิตพลิกผันกลายไปเป็นนักมวยปล้ำพันธุ์โหดด้วยสถานการณ์พาไป
ทว่าเมื่อระฆังได้ดังขึ้น พร้อมกับการโจมตีของคู่ต่อสู้ เจ้าแมงดาขาโหดนั้นก็ตอบโต้โดยสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาจนชั่วชีวิต และสามารถคว้าชัยชนะ รวมถึงเข็มขัดแชมป์มาได้ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ชมอันกึกก้องทั้งสนาม
ทันใดนั้น เจ้าแมงดาก็พลันค้นพบ ที่ของตัวเอง
จากคำๆ นี้เอง บวกกับความทรงจำเกี่ยวกับ Best Place ของการ์ตูนเรื่อง Shaman King ราชันย์แห่งภูติ ที่กำลังติดตาม ไอเดียสำหรับชิ้นงานที่กำลังเค้นค้นหาก็แล่นขึ้นมาในหัว
จนกลายมาเป็น สารคดีปุยนุ่น
และปรับเป็น สารคดีริมถนน ในภายหลัง
.......
(เป็นอีกครั้งที่งานรัดตัวมากจนไม่สามารถมาเขียนเรื่องใหม่ๆ ในที่แห่งนี้ได้ กระทั่งทิ้งช่วงไปนานมากพอดู จึงขอเอางานเก่ามาเล่าใหม่อีกครั้งแล้วกันนะครับ โดยคงอาร์ตเวิร์คเดิม และไม่เรียบเรียงเพิ่มเติมใดๆ เพื่อให้ได้อ่านมุมมองและทักษะที่ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถของผมในขณะนั้นจะไปถึง ^_^ ขอบคุณที่รับอ่านครับ)
In my place In my place, in my place Were lines that I couldn't change I was lost, oh yeah I was lost, I was lost Crossed lines I shouldn't have crossed I was lost, oh yeah Yeah, how long must you wait for him? Yeah, how long must you pay for him? Yeah, how long must you wait for him? I was scared, I was scared Tired and underprepared But I wait for you If you go, if you go Leaving me here on my own Well I wait for you Yeah, how long must you wait for him? Yeah, how long must you pay for him? Yeah, how long must you wait for him? Please, please, please Come on and sing to me To me, me Come on and sing it out, out, out Come on and sing it now, now, now Come on and sing it In my place, in my place Were lines that I couldn't change I was lost, oh yeah Oh yeah (From 'In My Place' By Coldplay)
|