• ผู้ชายต้องคำสาป
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kapong_64@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-20
  • จำนวนเรื่อง : 15
  • จำนวนผู้ชม : 3098
  • จำนวนผู้โหวต : 3
  • ส่ง msg :
ชีวิตแบบเจ๋งๆ เขาทำยังไง
ทั่วไป แต่ไม่ไร้สาระ บางทีเขาก้อว่าดี แต่ทุกทีมันมีสาระ รู้อะไรมันต้องรู้ไห้จริงครับ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/jaeng
วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม 2550
พระกำแพงชุ้มกอ
Posted by ผู้ชายต้องคำสาป , ผู้อ่าน : 1173 , 11:06:51 น.  
พิมพ์หน้านี้


เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โตพรหมรังษี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม ได้ขึ้นไปเมืองกำแพงเพชรเพื่อเยี่ยมญาติโยม เมื่อปี พุทธศักราช 2392 และพระคุณเจ้าได้อ่านศิลาจารึกหลักที่ 3 ที่วัดเสด็จจึงรู้ว่าที่เมืองกำแพงเพชรยังมีโบราณวัตถุโบราณสถาน และพระบรมธาตุอยู่ทางทิศเหนือของฝั่งนครชุมขึ้นไปอีกแห่งหนึ่ง และก็ยังเป็นดังศิลาจารึกนั้นทุกอย่าง นับเป็นการพบวัดพระบรมธาตุและพระเจดีย์ 3 องค์ ซึ่งพญาลิไทย(พระมหาธรรมราชาลิไท พ.ศ. 1897-1919 รวม 22 ปี)กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ลำดับที่ 5 ได้ทรงสถาปนาไว้เมื่อพระองค์ครองราชย์อยู่ ต่อมาวัดพระบรมธาตุได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้น ครั้งนั้นได้มีการเปิดกรุองค์พระเจดีย์ดังกล่าวจึงได้พบพระพุทธรูป พระเครื่อง และโบราณวัตถุอันมีคุณค่ามากมายมหาศาลในครั้งนั้น พระเครื่องที่เราเรียกชื่อท่านว่า และกำแพงซุ้มกอก็พบจากกรุแห่งนี้ มีลักษณะและทรวดทรงคล้ายเล็บมือ เป็นพระเนื้อดินเผา และสร้างด้วยเนื้อชินเงินมีอยู่ประมาณ 3 พิมพ์ทรงที่อยู่ในความนิยมยิ่งคือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ขนมเปี๊ยะ มีกนกบ้างและไม่มีกนกบ้าง มีสีสรรหลายอย่างเช่น สีพิกุลแห้ง สีแดง สีดำ สีน้ำตาล ส่วนชนิดที่นำเอาวัสดุต่างๆ มาสร้างนั้นได้แก่ว่านหน้าทอง หน้าเงิน

พระซุ้มกอแตกกรุจากวัดบรมธาตุเป็นครั้งแรกเมื่อปี พุทธศักราช 2392 ช่วงระยะต่อมาพบอีกเล็กน้อยเมื่อ พ.ศ. 2490 – 2510 และ พ.ศ. 2505 – 2509 ก็พบที่กรุวัดพิกุล กรุฤาษี กรุนาตาคำ กรุตาพุ่มกับกรุวัดน้อยบ้านไร่ อีกเล็กน้อยเท่านั้น เรียกว่าพระซุ้มกอกรุเมืองกำแพงนี้ มีพบกันหลายสถานที่ พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์กลาง กรุวัดพิกุล จ.กำแพงเพชร มึงมีกูไว้ไม่จน เป็นคำพูดของนักสะสมพระเครื่องคนเก่าๆ ที่เสียชีวิตไปหมดแล้ว นักเรียนรุ่นหลังๆ เลยจำมาเขียนประกอบเรื่องขึ้นเท่านั้น เพื่อเป็นการจูงใจให้มีคนสน ที่จริงแล้วเป็นเรื่องของนักจำหน่ายพระ เพื่อจะให้มีราคาแพงเท่านั้น ลองดูซิว่าถ้าเรามีพระซุ้มกอแท้สักองค์ไม่ทำการทำงานอะไรเลย จะจนไหม ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่สะสมไว้ให้ก่อนตายละก็มักจะเสร็จแทบทุกราย จะมีก็เพียงแต่บุกคลที่มีบารมี มีโชคมีลาภมีวาสนาถูกหวยรวยเบอร์เท่านั้นหรือ และผู้ที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษเท่านั้น อาจจะไม่จนสิ่งที่จะทำให้จนมีอยู่ 5 ประการคือ หวยบนดิน (หวยรัฐบาล) การพนันมวยทุกชนิด, การพนันบอลทุกชนิด (ทั้งต่างประเทศและในประเทศ) การพนันม้าทุกชนิด และสุดท้าย เมียน้อยทุกชนิด สรุป ม้า, มวย, หวย,บอล นารี ทั้ง 5 ชนิดเป็นมูลเหตุแห่งความยากจนกันแท้จริง งดเว้นได้ ท่านจะร่ำรวย ไม่จำเป็นต้องมีพระซุ้มกอได้นะครับท่าน

อ่านแล้วชอบเป็นการส่วนตัวอย่างมาก   ไห้ตายจิ อายุการสร้าง600-700 ปี สร้างมาตั้งกะสมัยอยุทยา ก่อนกรุงแตกอีก แต่ ตามหลักแล้ว ในความคิดของส่วนตัวผมเองนั้นผมคิดว่า พระกำแพงชุ้มกอ เป็นสุดยอด จริงๆๆ ไม่ว่าไนด้าน การสร้าง เนื้อดินที่เป็นเอกลักษ์ แต่เท่าที่ได้ศักษา และได้พยายามมาอย่างมาก พบว่า พระกำแพงนั้นมีหลากหลายกรุเหลือเกิน ทำไห้การจำแนกว่าองค์ไหนแท้องค์ไหนเทียมโดยวัดจากพิมพ์นั้นเป็นความคิดที่ผิด (ในความคิดผม )สิ่งที่จะเทียบเคียงไห้ได้รู้ผมว่าอยู่ที่ เนื้อ ขององค์พระ มากกว่าครับ เพราะ พระกำแพงมีความต่างคือเนื้อดิน ที่สวยมากถ้าได้จับองค์จริง และสิ่งที่ทำไห้ผมคิดอยู่นานคือว่าทำใมพระกำแพงถึงได้ระบุว่า " มีกูไว้ไม่จน" ในเมือเป็นพระที่สร้างประมาน700 ปี ชึ่งประวัติศาสตร์ของไทยยังไงก้อได้ระบุใว้ว่าเมือง มีแต่สงครามมาเป็นช่วงๆๆจน กรุงแตก ผมว่าจะอยู่ที่คงกระพัน ชาตรี  มากว่า แต่ ถ้าเป็นอย่างที่สร้างมาเพื่อ "มีกูไว้ไม่จน" จริงก้อสมควรที่จะสร้างมาไห้พวกบรรดาเจ้านายนายกองกันมากว่า เพราะช่างนั้น ไทยยังไม่มีการชื้อขายกับต่างชาติเท่าไหรนัก ส่วนชาวบ้านต้องส่งส่วย ไห้กับราชการ และยังมีระบบทาสอยู่มากมาย  ชึ่งขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ผมเลยมองว่าพระชุ้มกอนั้นคือสุดยอดพระจริงๆๆ พูดง่ายๆๆเลยข้อมูลน้อยมาก มีแต่การเดากันไปเองได้ยินมาแล้วเล่าต่อ และไนช่วงนั้นมีสงครามติดๆๆกัน พระหรือคนที่สร้างต้องแน่นอนจริงๆๆ แน่ๆๆเรื่องพิธีโบรานแท้ๆๆ แน่นอนและอีกอย่างศิลปะ สวยมากครับ  สวยที่สุด ส่วนด้านราคา เท่าที่ผมบพบเจอ และผ่านมาจากการถาม มีสนนราคาหลักแสน ถึงหลักล้าน

 

พระกำแพง "ซุ้มกอ" ทุ่งเศรษฐี

เจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐี


พระซุ้มกอ หรือเจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐีเป็นยอดพระเครื่องอันดับนำของจังหวัดกำแพงเพชรที่ใครได้ไว้บูชาติดตัวแล้ว นับว่าเป็นสิริมงคลให้กับตัวเอง เพชรนพเก้าค่าล้นปานใดก็ตาม บางครั้งก็หาเปรียบได้กับ พระซุ้มกอ ซึ่งสูงทั้งค่าและมีประสิทธิภาพซึ่งมนุษย์ไม่อาจเนรมิตได้ การมีชีวิตเพื่ออยู่และสร้างแต่กรรมดีแล้ว พระซุ้มกอ ย่อมคุ้มครองท่านได้เสมอ และสิ่งที่น่าอิจฉาสำหรับผู้มีพระพิมพ์นี้ยิ่งขึ้นก็คือ ท่านจะอยู่อย่างคนมีโชคตลอดเวลาทีเดียว   

ผมเองนั้นเชื่อเหลือเกิน เชื่อว่า มึงมีกูไม่จน ประกาศิตที่กังวานจากเจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐีนั้นจะเป็นใครกล่าวหรือใครพูดขึ้นเล่นก็ตามทีเถิด เพราะจนบัดนี้ ผู้ที่ใช้ พระซุ้มกอ แล้วก็ยังไม่เคยมีใคร บอกว่าห้อยพระซุ้มกอแล้ว ยากจน เลยสักรายเดียว 

ประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
กำแพงเพชรเมื่อในอดีต
จากซากวัตถุโบราณบางชิ้นแสดงให้รู้ว่า กำแพงเพชร เมื่ออดีตนั้น คงเป็นส่วนหนึ่งที่ ขอม เข้ามามีอำนาจปกครองอยู่ จนกระทั่งถึง พ.ศ. 1890  พระยาเลอไท กษัตริย์องค์ที่ 4 ในราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย ได้โปรดให้ฟื้นฟูบูรณะเมืองกำแพงเพชรขึ้นใหม่พร้อมกับพระราชทานนามว่า นครชุม แล้วยกให้เป็นเมืองลูกหลวงควบคู่กันไปกับ ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร แม้จะมีชื่อใหม่ในยุคนั้นว่า นครชุม แล้วก็ตาม ชาวเมืองก็ยังคงเรียกว่า ชากังราว หรือ นครชุม ตลอดมาจนถึงสมัยอยุธยา ในแผ่นดินของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จึงได้กลับมาเรียกเมือง 2 ชื่อนี้ใหม่อีกครั้งว่า กำแพงเพชร และได้กันเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

เมือง กำแพงเพชร นี้ได้ประมาณกันว่ามีอายุกว่า 700 ปี ขึ้นไป นับเป็นเมืองหน้าด่านที่ต้องเผชิญกับภัยสงครามตั้งแต่สมัยอยุธยาเรื่อยมา จนถึงสมัยกรุงธนบุรี ตั้งแต่ พ.ศ. 1926-2317 นับเป็นสงครามที่สร้างความบอบช้ำให้กับกำแพงเพชร ในช่วงนั้นไว้มาก

ก่อนหน้าที่จะเรียกกันว่า กำแพงเพชร นั้น ปรากฏว่าเมื่อ พ.ศ. 1900 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ พระมหาธรรมราชาลิไทย ครองราชย์อยู่นั้น พระองค์นับเป็นกษัตริย์องค์เดียวของกรุงสุโขทัย ที่ทรงฝักใฝ่การพระศาสนามากกว่าด้านการทหาร

และในช่วงระยะ พ.ศ. 1900 ดังกล่าวนี้เอง กำแพงเพชร นับว่าเป็นเมืองสำคัญยิ่งนัก ทั้งนี้ก็เพราะ พระพุทธศาสนา ได้เจิดจ้าขึ้นอย่างคาดไม่ถึง จากศิลาจารึกหลักที่ 3 ได้แสดงให้รู้ว่า พระมหาธรรมราชาลิไทย ได้เสด็จไปสถาปนาพระบรมธาตุ, ปลูกพระศรีมหาโพธิ์, และยังได้บำเพ็ญพระราชกุศลเกี่ยวกับการพระศาสนาไว้ ณ ที่ นครชุม นั้นอีกเป็นอันมาก

นอกจากนั้น กำแพงเพชร จากตำนานยังได้กล่าวไว้ว่า เมืองนี้ได้เคยเป็นที่ประดิษฐานองค์พระแก้วมรกต, และพระพุทธสีหิงค์อีกด้วย

ณ จังหวัดกำแพงเพชรปัจจุบันนี้ ถ้ามองจากตัวจังหวัดพุ่งสายตาข้ามลำน้ำปิงไปทางทิศนะวันตกก็จะพบกับผืนแผ่นดินนั่นนั้น ซึ่งเมื่อครั้งอดีต คือ นครชุม แต่ปัจจุบันนี้เป็น ตำบล ซึ่งรู้จกกันทั่วไปว่า ทุ่งเศรษฐี อาณาจักรของพระเครื่องที่โด่งดังในด้านโชคลาภมหานิยมยิ่งนัก

และที่ฝั่งลำน้ำปิง ซึ่งใกล้กับปากคลองสวนหมากฝั่งนครชุมนั้นเอง จะปรากฏ วัดพระบรมธาตุ อารามหลวงที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งพระมหาธรรมราชาลิไทย กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงในรัชกาลที่ 5 ได้เป็นผู้สถาปนาพระบรมธาตุ ไว้เมื่อ พ.ศ. 1900 นอกจากนั้น ที่ลานทุ่งเศรษฐียังปรากฏโบราณสถานที่รกร้างเหลืออยู่บ้าง, กับที่เป็นเนินดินไม่ปรากฏซากปรักหักพังเสียก็มาก คงมีแต่ชื่อวัดที่สำคัญ เช่น วัดพิกุล, วัดฤาษี, วัดทุ่งเศรษฐี, วัดน้อยบ้านไร่, วัดเจดีย์กลางทุ่ง ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้ ประมาณว่าได้กำเนิดขึ้นยุคเดียวกัน โดยอยู่ที่ลานทุ่งเศรษฐีทั้งสิ้น นอกจากนั้น วัดสำคัญที่กำเนิดในสมัยเดียวกันแต่อยู่ฝั่งจังหวัดก็มีเช่น วัดอาวาสน้อย, วัดอาวาสใหญ่, วัดช้างล้อม,วัดกำแพงงาม, วัดสี่อิริยาบถ, วัดเชิงหวาย, วัดช้าง, วัดป่ามืด, วัดพระแก้ว, วัดพระนอน, วัดกะโลทัย, วัดพระธาตุ และวัดนาคเจ็ดเศียร ฯลฯ เป็นต้น

ปฐมเหตุที่ทำให้พบกรุกำเนิดอันเป็นที่มาของพระเครื่องพิมพ์ต่าง ๆ นั้น ก็ด้วยท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ แห่งวัดระฆังฯ ได้ขึ้นไปเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร เมื่อปี พ.ศ. 2392 ท่านได้อ่านศิลาจารึกที่วัดเสด็จ ก็พบว่าที่เมืองกำแพงเพชรนี้ ยังมีโบราณสถานและพระบรมธาตุอยู่ทางฝั่งตะวันตก ซึ่งได้สร้างไว้เมื่อ พ.ศ. 1900 พระยากำแพง เจ้าเมืองเดิมจึงบุกป่าสำรวจตามแผ่นศิลาจารึกนั้น ก็พบพระเจดีย์ 3 องค์ องค์ใหญ่เป็นที่บรรจุพระบรมธาตุไว้ด้วย ต่อมา พระยาตะก่า จึงได้ขอปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ทั้ง 3 นั้น โดยรวมเข้าเป็นองค์เดียวกันแล้วสร้างเป็นแบบศิลปพม่า แต่พระยาตะก่าได้สิ้นชีวิตเสียก่อนจะปฏิสังขรณ์เสร็จต่อมา พะโป้ และ นางทองย้อย จึงได้ทำการสร้างต่อจนสำเร็จในที่สุด 

ในปัจจุบันนี้เหนือลำน้ำแม่ปิงขึ้นไปบนฝั่งนครชุมวัดที่จะยังคงอยู่ก็แต่ วัดพระบรมธาตุ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดพระเครื่องกรุแรกเท่านั้น และจากคราวท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ได้อ่านศิลาจารึกและพ่อเมืองกำแพงเพชรได้ไปสำรวจพบพระเจดีย์จน พระยาตะก่า และ พระโป้ ได้ขอบูรณปฏิสังขรณ์เสียใหม่ในครั้งนั้นนั่นเอง เมื่อทำการรื้อเจดีย์ก็ได้พบพระพุทธรูปและพระเครื่องมากมายอยู่ในเจดีย์นั้นทั้งยังเป็นที่ประจักษ์อีกว่า ผู้สร้างพระเจดีย์ทั้ง 3 องค์นั้น ได้เป็นผู้นำพระบรมธาตุจากลังกามาบรรจุไว้อีกด้วย นั่นก็คือ พระมหาธรรมราชาลิไทย กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยนั่นเอง พระเครื่องที่พบทั้งหมดจาการปฏิสังขรณ์คราวนั้นจึงมีอายุ 600 กว่าปีขึ้นไป

ส่วนพระเครื่องที่ขึ้นจากกรุวัดพระบรมธาตุครั้งนั้นก็มี พระซุ้มกอ, พระเม็ดขนุน, พระพลูจีบ, พระซุ้มยอ พระเชยคางข้างเม็ด,พระท่ามะปราง, พระฝักดาบเนื้อว่านหน้าทอง-เงิน, พระกำแพงขาโต๊ะ, พระกำแพงขาว, พระนาคปรก, พระเม็ดมะรื่น,พระนางพญากำแพง, พระกลีบบัว, พระกำแพงห้าร้อย, พระกำแพงเรือนแก้ว, พระเปิดโลก, พระกลีบจำปา, พระเม็ดมะเคล็ด, พระสาม, พระเชตุพน, พระงบน้ำอ้อย, และพิมพ์อื่น ๆ มากกว่าร้อยพิมพ์ทีเดียว ทั้งนี้ยังปรากฏว่าพระแผงเช่นพระนารายฯทรงปืน, พระซุ้มกระรอกกระแต, พระสาม พระปางมหาปาฏิหาริย์ ก็ได้รวมอยู่ในกรุนี้ขึ้นมาอีด้วยเช่นกัน

จากการอ่านศิลาจารึก ที่วัดเสด็จจนเป็นผลให้นำไปสู่กรุพระเครื่องมหึมาและได้พบพระบรมธาตุด้วยแล้ว ยังได้พบแผ่นลานเงินจารึกอักษรขอม เป็นตำนานกล่าวไว้ว่า ตำบลเมืองพิษณุโลก, เมืองกำแพงเพชร, เมืองพิชัย, เมืองพิจิตร, เมืองสุพรรณ, ว่ามีฤาษี 11 ตน ฤาษีเป็นใหญ่ 3 ตน ฤาษีพิลาลัยตนหนึ่ง ฤาษีตาไฟตนหนึ่ง, ฤาษีตาวัวตนหนึ่ง ซึ่งเป็นประธานฤาษีทั้งหลาย จึงปรึกษากันว่าเราทั้งหลายนี้จะเอาอันใดให้แก่พระศรีธรรมาโศกราช ฤาษีทั้ง 3 จึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงว่าเราจำทำด้วยฤทธิ์ ทำด้วยเครื่องประดิษฐานเงินทองไว้ฉะนี้ ฉลองพระองค์จึงทำเป็นเมฆพัตรอุทุมพร เป็นมฤตย์พิศย์อายุวัฒนะ พระฤาษีประดิษฐ์ไว้ในถ้ำเหวใหญ่น้อย เป็นอานุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลายสมณชีพราหมณาจารย์ไปถ้วนทั่ว 5000 พรรษา พระฤาษีองค์หนึ่งจึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงว่าท่านจงไปเอาว่านทั้งหลายอันมีฤทธิ์เอามาให้ได้ 1000 เก็บเอาเกสรดอกไม้อันวิเศษที่มีกฤษณาเป็นอาทิจึงป่าวร้อยเทวดาทั้งปวงให้มาช่วยกันบดยา ทำเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่งทำเป็นเมฆพัตรสถานหนึ่ง ฤาษีทั้ง 3 องค์นั้นจึงบังคับฤาษีทั้งปวงให้เอาว่านทำเป็นผงเป็นก้อน ถ้าผู้ใดได้ถวายพระพรแล้วจึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด ให้ระลึกถึงพระฤาษีที่ทำไว้นั้นเถิด ฯลฯ

ยังมีข้อความที่พระฤาษีได้กล่าวอุปเท่ห์ไว้อีกมาก ถ้าหากท่านได้ทราบเรื่องราวข้อความจารึกจากแผ่นลานทองที่ได้จากพระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณแล้ว บางท่านก็อาจจะสงสัยว่า ข้อความที่แปลจากใบลานทองดังกล่าว กับใบที่พบจากกรุพระปรางค์เมืองสุพรรณนั้น ช่างมีข้อความที่ออกจะไม่ต่างไปกว่ากันเลยละก้อ ขอให้นึกเสียว่า นั่นเป็นเรื่องราวที่ต่างก็ เล่ากันว่า... แล้วก็ยังมีการคัดลอกข้อความกันต่อ ๆ มาอีกเป็นทอด ๆ โดยจะจริงเท็จประการใดก็หาหลักฐานมาพิสูจน์ไม่ได้เลย

จากเรื่องราวดังได้กล่าวไปแล้ว จึงพอสรุปได้ว่าพระเครื่องในสกุลทุ่งเศรษฐีที่กำเนิดขึ้นระยะแรก โดยพระมหาธรรมาราชาลิไทยเป็นผู้สร้างไว้นั้น เมื่อ พ.ศ. 2524นี้แล้ว พระทุ่งเศรษฐีซึ่งพบครั้งแรกที่วัดพระบรมธาตุนั้น บัดนี้ได้แตกกรุออกมาเป็นเวลาถึง 132 ปีแล้ว และนับตังแต่ปีที่ได้สร้างพระ พ.ศ. 1900 พระทุ่งเศรษฐีกรุปฐมฤกษ์ก็จะมีอายุถึง 624 ปีแล้วด้วยเช่นกัน

ลักษณะของศิลปะ


ก็ด้วยเหตุนี้เอง จากการพบกรุพระในลานทุ่งเศรษฐีนั้น บางครั้ง กลับมีผู้ได้พระเครื่องศิลปแบบอยุธยายุคต้นก็มี นั่นย่อมแสดงให้รู้ว่า สมัยราชวงศ์พระร่วงได้เสื่อมลงไปแล้ว ศิลปย่อมสืบสมัยต่อมาโดยไม่สิ้นสุด เมื่อสมัยอยุธยารุ่งโรจน์ ศิลปะ ของสมัยนั้นย่อมเข้ามามีอิทธิพลแทนที่ในระยะต่อมา

ดังนั้น นักเลงพระ ที่ชาญฉลาดเขามักจะสังเกต ศิลปะ ที่เกี่ยวโยงกัน ซึ่งจะสามารถบอกให้รู้ถึงอายุของพระได้ หรือสังเกต เนื้อ ก็จะบอกให้รู้ถึงความเก่า-ใหม่ และถ้าทราบประวัติศาสตร์ไว้บ้างก็จะเป็นส่วนหนึ่งให้เราได้รู้ว่าพระ ทุ่งเศรษฐี นี้ มิใช่จะมีแต่พระศิลปแบบสุโขทัยเสมอไปเพราะจากคำว่า กำแพงเพชร หมายถึง ปราการที่แข็งแกร่ง รู้จักกันดีอยู่ในสมัยอยุธยา ส่วน นครชุม นั้นอยู่ในสมัยสุโขทัย และ ชากังราว ต่างก็เข้าใจว่า อาจเป็นระยะหนึ่งที่อยู่ในความปกครองของขอม ดังนั้นจึงเป็นของแน่เหลือเกินที่อาจมีผู้ได้พระเครื่องศิลปแบบลพบุรี จากลานทุ่งเศรษฐีนี้ไว้บ้างก็ได้

พระกำแพง ซุ้มกอ ทุ่งเศรษฐี 


พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระเครื่องปางสมาธิแบบ ขัดราบ ประทับนั่งบนฐานบัวเล็บช้างห้ากลีบ ด้านข้างทั้งสองขององค์พระใกล้ ๆ กับพระกรนั้นจะปรากฏลวดลายกนก 4 ขดม้วนตัววิ่งขึ้นไปบรรจบกับพระรัศมี ที่เป็นเส้นแฉกวิ่งจากประภามณฑล ที่ปรากฏ ที่ปรากฏล้อมรอบพระเศียรองค์พระซุ้มกอไว้อีกชั้นหนึ่ง อย่างอลังการไว้ทุกองค์ เว้นแต่พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์กลางบางพิมพ์เท่านั้น

 

 

พระยอดมหาโชคมหาลาภพิมพ์นี้ เป็นพระเครื่องเนื้อผง ผสมด้วยดินกับมวลสารที่รวมตัวเป็นองค์พระเครื่องนั้น จะมีว่านร้อยแปด โดยเฉพาะว่านดอกมะขาม จะต้องปรากฏให้เห็นตามผิวองค์พระ อันเป็นสัญลักษณ์ของพระเนื้อทุ่งเศรษฐีไว้ทุกๆ องค์ นอกจากนั้นก็มีทรายเงิน, ทรายทอง, และผงเกสรดอกไม้ร้อยแปดรวมอยู่ด้วย จึงทำให้พระกำแพง ซุ้มกอ กว่า80% เนื้อจะนุ่มอ่อนตัวกว่าคล้ายกับพระผงสุพรรณทีเดียวว่ากันที่จริงแล้วพระเครื่องพิมพ์ยอดนิยมจากลานทุ่งเศรษฐี ที่เราเรียกกันว่าพระกำแพงซุ้มกอนี้ หาได้มีแต่พิมพ์เดียวไม่ เพราะทั้งขนาดและเนื้อก็ยังมีแตกต่างกันออกไปอีกมาก ฉะนั้นเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รู้ซึ้งถึงการแตกต่างของพระเครื่องพิมพ์นี้ได้โดยละเอียดยิ่งขึ้น ผมจึงจะขอแยกกล่าวเป็นชนิด ๆ ดังต่อไปนี้

 

 

1.   พระซุ้มกอเนื้อผงชนิดมีลายกนก แบบมีลายกนกนี้ โดยเฉพาะเนื้อผงจะมีแต่สีแดง, และสีเหลือง, เท่านั้น ทั้งนี้ยังแยกแบบออกได้เป็น 3 พิมพ์คือ
พิมพ์ใหญ่ พระซุ้มกอพิมพ์นี้ด้านข้างจะหนา อย่างน้อยครึ่ง ซ.ม. ขึ้นไป พุทธลักษณะนับว่างดงามกว่าพระซุ้มกอทุกชนิด งามถึงขนาดเห็นหู, ตา, ปาก, จมูก และจะมีราคาเช่าแพงกว่าทุกพิมพ์อีกด้วย ข้อควรจำสำหรับพระพิมพ์ใหญ่นี้ก็คือ ซอกแขนทั้งสองข้างจะลึกมาก ด้านข้างจะถูกตัดด้วยเส้นตอก เหมือนกับด้านข้างพระนางพญา ส่วนด้านหลังสำหรับพระพิมพ์นี้จะต้องปรากฏเป็นลายกาบหมากอยู่ที่ด้านหลังไว้ทุกองค์ สำหรับขนาดจะมีประมาณ 1.7คูณ 2.5 ซ.ม.
 
พิมพ์กลาง พระซุ้มกอพิมพ์กลางนี้ ความหนาบางที่ปรากฏไม่ค่อยจะอยู่ในระดับมาตรฐาน แต่ถึงกระนั้นก็ควรจะหนาประมาณ 4 ม.ม. ขึ้นไป และพูดได้เลยว่า เป็นพิมพ์ที่ค่อนข้างจะหายากด้วย สำหรับความงามออกจะด้อยกว่าพิมพ์ใหญ่มากอยู่หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ หูตาปากจมูกตลอดจนชายสังฆาฏิจะเห็นเพียงราง ๆ เท่านั้น ทั้งซอกแขนก็จะตื้นมาก ส่วนด้านข้างจะถูกตัดด้วยคมตอกหรือปาดด้วยมีดก็มี แต่ด้านหลังจะเป็นมุมกลับกับพิมพ์ใหญ่คือ จะต้องมีลายมือปรากฏอยู่ หรือไม่ก็เป็นแบบปาดราบไปเลย พระพิมพ์นี้จะมีขนาดประมาณ 1.7 คูณ 2.3 ซ.ม.
พิมพ์เล็ก พระซุ้มกอพิมพ์เล็กนับว่าเป็นพระเครื่องที่ค่อนข้างมีมากกว่าทุก ๆ พิมพ์ทีเดียว ความหนาบางองค์พระก็จะไม่มาตรฐานอีกเช่นกัน ทั้งในด้านความงาม หรือขอบข้างหรือด้านหลัง ก็จะปรากฏ เช่นเดียวกับพระซุ้มกอพิมพ์กลางทุกอย่าง ขนาดวัดได้ประมาณ 1.5 คูณ 2.2 ซ.ม.

พิมพ์จิ๋ว พระซุ้มกอพิมพ์นี้ออกจะหาชมได้ยากมาก ทั้งของจริงก็ไม่งดงามด้วย ขณะนี้มีมากแต่ละองค์ก็สวยงามชัดเจนประมาณ 95% มักจะเป็นของปลอม พระพิมพ์จิ๋วนี้ส่วนมากมักจะเป็นของกรุวัดพิกุลองค์พระจะบางกว่าพิมพ์เล็กลงไปเล็กน้อย ส่วนด้านหลังจะมีลายมือปรากฏอยู่ประปราย ขนาดโดยประมาณวัดได้ 1.1 คูณ 1.4 ซ.ม. เท่านั้นเอง

2.   พระซุ้มกอพิมพ์ ขนมเปี้ย พิมพ์ขนมเปี้ยดังกล่าวนี้ เป็นพระซุ้มกออีกพิมพ์หนึ่งที่ให้แบบ คล้ายกับพระงบน้ำอ้อย แต่จะเล็กกว่า ลักษณะทำเป็นพิมพ์กลม ๆ ด้านหลังอูมนูนและมีลายมือปรากฏด้วย ส่วนด้านข้างจะโค้งทรงกลมโดยไม่มีรอยตัดเลย พระพิมพ์นี้ความจริงแล้วก็คือ พระซุ้มกอพิมพ์กลาง หรือ พิมพ์เล็ก นั่นเอง จะผิดกันก็ตรงที่มีปีกยื่นออกเป็นวงกลม นักเลงพระยุคโน้นเห็นพิมพ์ท่านอยู่ในลักษณะเช่นนั้นครั้นจะเรียกว่า ซุ้มกอพิมพ์งบน้ำอ้อย ฟัง ๆ ดูก็จะไปจ๊ะเอ๋กับพิมพ์จริง ๆ เข้า ทั้งยังเป็นพระเครื่องคนละสกุลกันอีกด้วย ดังนั้นจากความกลมของพระซุ้มกอพิมพ์นี้จึงได้ถูกเรียกกันต่อมา โดยไม่ซ้ำกับพิมพ์งบน้ำอ้อยว่า พิมพ์ขนมเปี้ย เพราะขนมเปี้ยนั้นเขาก็กลมอยู่แล้วเช่นกัน

พระซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี้ย นี้ ได้แยกขนาดออกเป็น 2 แบบด้วยกันคือ
พิมพ์ใหญ่ พระพิมพ์ใหญ่ซุ้มกอขนมเปี้ยนี้ ความจริงก็คือ พระซุ้มกอพิมพ์กลางและพิมพ์ธรรมดา ๆ เรานี่เอง จะผิดก็ตรงที่มีปีกวงกลมแผ่ออกไป โดยจะมีพระลอยองค์ตรงกลางเท่านั้นเอง ขนาดพิมพ์ใหญ่นี้เส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้ประมาณ  2.5 ซ.ม.
พิมพ์เล็ก สำหรับพระซุ้มกอขนมเปี้ยเล็กนี้ ค่อนข้างจะหายากสักหน่อย จะสังเกตองค์พระได้โดยจะเล็กกว่าพิมพ์ใหญ่ ส่วนปีกที่ยื่นออกเป็นทรงกลมนั้นจะไม่กลมทีเดียวทั้งขอบข้างบางองค์ก็จะเว้าแหว่งเป็นคลื่นด้วย ขนาดพระพิมพ์เล็กนี้เส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้ประมาณ 1.7 ซ.ม. เท่านั้น
 

3.   พระซุ้มกอดำ ถัดจากพระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี้ยผ่านไปแล้วคราวนี้ก็มาถึงเรื่องพิมพ์ซุ้มกอดำกันบ้าง พระพิมพ์นี้ พิมพ์ ค่อนข้างจะแหวกแนวไปมากอยู่แต่พุทธลักษณะของท่านจะเหมือนกับพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ชนิดที่มีลายกนกทุกอย่าง จะผิดก็แต่ตัดกนกด้านข้าง กับบัวเล็บช้างใต้ฐานประทับออกจนหมด พระซุ้มกอดำ จึงมีแต่พระประทับนั่งปางสมาธิบนฐานเชียง โดยมีปีกโค้งเว้า รองรับไว้กับมีประภามณฑลล้อมรอบพระเศียรไว้ด้วยพระพักตร์ค่อนข้างป้อม พระอุระจะผึ่งผายเข้มข้นกว่าพิมพ์นิยมชนิดมีลายกนกเอามากทีเดียว

ด้วยเหตุนี้เองเราจึงต้องยกให้ พระซุ้มกอดำ นี้ เป็นพระเครื่องศิลปะ วัดตระกวน ซึ่งเป็นยอดศิลปะชั้นหนึ่งของสมัยสุโขทัยยุคต้น และก็เลยทำให้ผู้เขียนได้คิดไปอีกว่า พระซุ้มกอดำ พิมพ์นี้ น่าจะเป็นพระซุ้มกอพิมพ์ปฐมฤกษ์ที่กำเนิดขึ้นก่อนพระซุ้มกอชนิดที่มีลายกนกเสียมากกว่า เพราะต่อเมื่อภายหลังขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของสุโขทัยได้รุ่งโรจน์ขึ้นแล้ว ก็ย่อมเป็นของธรรมดาที่ ศิลปะจะต้องได้รับการพัฒนาให้อลังการยิ่งขึ้นไปด้วยเช่นกัน ถ้าหากเป็นเช่นนี้แล้ว จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า พระซุ้มกอชนิดที่มีลายกนกด้านข้างนั้น ที่จริงแล้วอาจเป็นพระเครื่องที่ช่างให้การพัฒนามาจาก พระซุ้มกอดำ นั่นเอง

และการที่เรียกว่า พระซุ้มกอดำ นั้น ก็เพราะเมื่อก่อนไม่ว่าจะขุดพระพิมพ์นี้ได้จากกรุใดในลานทุ่งเศรษฐีก็ตาม พระทุกองค์มักจะมีสีดำ ไปหมดพระซุ้มกอพิมพ์นี้จึงถูกขนานนามว่า พระซุ้มกอดำ โดยถือเอาสีมาเรียกเป็นชื่อตั้งแต่นั้นมา 

ออกจะหย่อนงามไปบ้างสำหรับพระซุ้มกอดำ

เป็นที่รู้กันว่ากรุกำเนิดของพระซุ้มกอดำ และพระซุ้มกอชนิดที่มีลายกนกมากแบบนั้น ต่างก็ขึ้นจากกรุ วัดพระบรมธาตุ เป็นปฐมฤกษ์ด้วยกันทั้งนั้น พระซุ้มกอดำ ที่จัดว่างามผึ่งผายและเป็นที่นิยมกันมาก ก็เห็นจะได้กับพระซุ้มกอดำของ กรุวัดพิกุล ภายหลังต่อมาก็ได้มีผู้พบพระซุ้มกอดำพิมพ์นี้อีกที่กรุตาพุ่ม และ กรุวัดน้อย แต่ก็ได้เพียง 10 กว่าองค์เท่านั้น โดยองค์พระจะเล็กกว่าของกรุวัดพิกุล ทั้งเนื้อก็จะออกสีดำอมน้ำตาลเป็นส่วนมากด้วย

 

 

4.   พระซุ้มกอ เนื้อว่าน พระซุ้มกอชนิดเนื้อว่าน จัดเป็นพระเครื่องทุ่งเศรษฐีที่อยู่ในอันดับ ยอดหายาก อีกพิมพ์หนึ่งเนื้อเท่าที่ปรากฏจะคล้ายกับพิมพ์ฝักดาบ พิมพ์เม็ดขนุน, คือใช้ว่านมากชนิดรวมทั้งผงเกสรตำรวมกันแล้วอัดลงแน่พิมพ์อีกทอดหนึ่งเรื่องพระเนื้อว่านนี้ พระบางพิมพ์ของกรุทุ่งเศรษฐียังเคยปรากฏพบเนื้อที่เป็นแผ่นว่านล้วน ๆ กดลงแม่พิมพ์เป็นองค์พระก็มี

พระซุ้มกอที่เป็นชนิดเนื้อว่านนี้ปัจจุบันนี้เราจะพบก็แต่หน้าทองหรือเงินประกบไว้กับว่านอีกชั้นหนึ่งเท่านั้น เพราะเกือบ 80% พระทุ่งเศรษฐีเนื้อนี้มักจะกะเทาะกร่อนแตกหมด เรื่องพระซุ้มกอชนิดเนื้อว่านดังกล่าวนี้ (มีผู้ทำปลอมกันไว้มาก โดยเนื้อจะอยู่ในสภาพที่ดีเกินไป) นอกจากจะมีทำเป็นพิมพ์ประกบด้วยแผ่นทองคำ หรือแผ่นเงินปิดหน้าไว้แล้วชนิดที่เป็นว่านล้วน ๆ โดยไม่ประกบหน้าอะไรไว้เลยก็มี

เราจะพบกับพระเนื้อว่านซึ่งมีเฉพาะพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ชนิดมีลายกนกกับพิมพ์กลางเท่านั้น และก็ยังไม่เคยมีผู้ใดได้พบจากกรุอื่น ๆ ในภายหลังอีกเลย นอกจากกรุวัดพระบรมธาตุ ซึ่งได้แตกกรุออกมาเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2392 เท่านั้นเอง

5.   พระซุ้มกอ เนื้อชิน พระซุ้มกอชนิดเนื้อชินดังกล่าวนี้ นับเป็นพระอีกพิมพ์หนึ่งที่หายากกว่าชนิดเนื้อผงเสียอีก ความแตกต่างของพระซุ้มกอชนิดเนื้อชินเงินนี้ ยังแยกพิมพ์ออกได้เป็น 3 ขนาดดังนี้
พิมพ์ใหญ่ ความงามจะลึกคมพอ ๆ กับพระซุ้มกอชนิดเนื้อผงทีเดียว ทั้งนี้แม้แต่ขนาดก็จะเท่ากันด้วย แต่ด้านหลังแทนที่จะเป็นลายกาบหมาก กลับเป็นลายผ้าเหมือนพระเนื้อชินทั่ว ๆ ไป
พิมพ์กลาง ดูกันในด้านความงามแล้ว พระซุ้มกอชนิดเนื้อชินพิมพ์นี้ จะงามกว่าชนิดเนื้อผงพิมพ์กลางมาก แต่ความตื้นและขนาดยังคงเท่ากัน ส่วนด้านหลังจะเป็นลายผ้าและต้นปาดราบก็มี
พิมพ์เล็ก ในด้านความงามสำหรับพิมพ์นี้จะดีกว่าชนิดเนื้อผง แต่ขนาดจะเท่ากัน นอกจากนั้นทุก ๆ อย่างของพระซุ้มกอชนิดเนื้อชินพิมพ์เล็กนี้ จะมีเหมือนกับพระซุ้มกอเนื้อชินพิมพ์กลางทุกอย่าง

เจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐี
จากความยิ่งใหญ่ของพระกำแพงซุ้มกอนี้เอง บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมพระเครื่องพิมพ์นี้ จึงไดรับเกียรติยกย่องให้อยู่ในอันดับ  เหนือกว่าพระทุ่งเศรษฐีที่ขึ้นจากเมืองกำแพงเพชรทั้งปวง แม้กระทั่งผู้เขียนเองก็ยังถึงกับขนานนามว่า พระซุ้มกอ พิมพ์นี้ว่า เจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐี ที่เป็นเช่นนี้มิใช่ว่า พระซุ้มกอ จะเป็นพระเครื่องที่งามเพียบพร้อมทั้งพิมพ์และเนื้อก็หาไม่ แต่พระพุทธคุณของพระซุ้มกอนี่ซิ คือหัวใจของความยิงใหญ่ที่ทำให้พระเครื่องพิมพ์นี้ ได้เป็นพระยอดนิยมอันดับ 1 อยู่ในอาณาจักรพระเครื่องมาจนปัจจุบันนี้ 

พระซุ้มกอ หรือเจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐีเป็นยอดพระเครื่องอันดับนำของจังหวัดกำแพงเพชรที่ใครได้ไว้บูชาติดตัวแล้ว นับว่าเป็นสิริมงคลให้กับตัวเอง เพชรนพเก้า ทองคำมากมาย แก้วแหวนเงินทองค่าล้นปานใดก็ตาม บางครั้งก็หาเปรียบได้กับ พระซุ้มกอ ซึ่งสูงทั้งค่าและมีประสิทธิภาพซึ่งมนุษย์ไม่อาจเนรมิตได้ การมีชีวิตเพื่ออยู่ของท่านและสร้างแต่กรรมดีแล้ว หมั่นระลึกถึงบาปบุญคุณโทษใส่ใจในทั้งสามโลก แล้วพระซุ้มกอ ย่อมคุ้มครองท่านได้เสมอ และสิ่งที่น่าอิจฉาสำหรับผู้มีพระพิมพ์นี้ยิ่งขึ้นก็คือ ท่านจะอยู่อย่างคนมีโชคตลอดเวลาทีเดียว   

ผมเองนั้นเชื่อว่า มึงมีกูไม่จน ประกาศิตที่กังวานจากเจ้าพ่อแห่งลานทุ่งเศรษฐีนั้นจะเป็นใครกล่าวหรือใครพูดขึ้นเล่นก็ตามทีเถิด เพราะจนบัดนี้ ผู้ที่ใช้ พระซุ้มกอ แล้วก็ยังไม่เคยมีใคร บอกว่าห้อยพระซุ้มกอแล้ว ยากจน เลยสักรายเดียว 

 

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะใหญ่ กรุวัดพิกุล

พิมพ์ ส่งเมล

 พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะใหญ่ กรุวัดพิกุล 

ภาพปกลานโพธิ์องค์นี้งามระยับสมบูรณ์แบบ ทั้งพิมพ์ทรง คมชัด การตัดองค์ทรงกลมงดงาม นอกจากนั้นยังดูง่าย เนื้อหาจัดจ้านครบสูตร เนื้อดินเมืองกำแพง ดูแล้วสบายตา แต่จะหานั้นคงยากที่ได้เหมือนองค์นี้ เจ้าของไม่ประสงค์ออกนาม ยินดีมอบมาเพื่อให้ท่านผู้อ่านลานโพธิ์ได้ชมกันเป็นขวัญตา หมายถึง  โชคดีที่ได้เห็น เอาแค่เห็นเอาไว้ก่อน คอยจังหวะดีๆ มีโอกาส  พบเห็นที่ไหนโปรดอย่าได้พลาดโอกาสดีนั้น รีบไขว่คว้าหาเอามาแขวนคอเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง แต่โอกาสแบบนั้นมิใช่จะมีได้ง่ายๆ 

 

ผู้เขียนเองก็คอยโอกาสนั้นมาแล้วหลายสิบปียังไม่เห็นวี่แวว นิมนต์ว่าแค่เห็นก็พอแล้ว เอาหลวงพ่ออื่นแขวนคอไปก่อน  หากจะรอท่านมาโปรดก็คงไม่ได้แขวนพระกันพอดี  พูดถึงแขวนพระแล้วทุกวันนี้ คนแขวนพระแขวนเพื่ออะไร และทำไมฉบับนี้ จ.ส.อ.เอนก เจกะโพธิ์ ได้เขียนทัศนะของท่านเอาไว้น่าอ่านยิ่ง  จะยังไงก็ตามเราชาวพุทธก็ย่อมยึดถือองค์พระสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเป็นที่สุดแห่งการนับถือศรัทธามั่นคงต่อไป
ลานโพธิ์ฉบับนี้ ฉบับที่ 968 เริ่มเข้าใกล้เลขพันฉบับเข้าไปทุกที วันเวลาล่วงผ่านไป 33 ปี เข้าสู่ปีที่ 34 ที่ยังหยัดยืนนานและยืนยาวที่สุดในประเทศไทยในจำนวนหนังสือพระเครื่องด้วยกัน ย่อมต้องพัฒนากันต่อไปข้างหน้า เพื่อมอบคุณค่าที่เหนือกว่าอยู่เสมอ…สำหรับท่านผู้อ่านทุกท่าน

(บทบรรณาธิการ ลานโพธิ์ 968 เดือนกุมภาพันธ์ 2550  โดย... สุธน ศรีหิรัญ)

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ กรุวัดพิกุล

 ศิลปะทางด้านพุทธศาสนา ที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้ปรากฏพบหลายยุคหลายสมัย ที่ปรากฏพบมากที่สุด เป็นศิลปะสุโขทัย อู่ทอง และอยุธยาต้น สถานที่พบพระพุทธรูปบูชาและพระพิมพ์ (กรุพระ) ก็มีมากมายนับเป็นร้อยเป็นพันแห่ง แต่ละแห่งมีทั้งศิลปะที่แตกต่างกันไปตามยุคตามสมัย แต่ก็มีบางพิมพ์เลียนแบบศิลปะยุคก่อนเอาไว้ ถ้ามิได้ศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วยากจะแยกยุคสมัยได้ออก
ถ้าได้ศึกษาแล้วจะทราบว่าในแต่ละพื้นที่ได้มีการสร้างต่างยุคต่างสมัยกัน แต่ก็ยังอาศัยศิลปะเดิมจึงทำให้เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญ บ่งบอกว่าเป็นพระพุทธรูปบูชาและพระพิมพ์ของจังหวัดกำแพงเพชร และสิ่งที่สำคัญที่สุดของจังหวัดกำแพงเพชรที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ซึ่งไม่มีที่ใดในโลกเสมอเหมือนก็คือ " ดิน ที่นำมาสร้างพระ "

วัดหนองพิกุล หรือที่เรียกว่า

เมื่อสร้างไว้ระยะเวลาหนึ่งจะเห็นความแตกต่างกับดินของจังหวัดอื่นโดยสิ้นเชิง ของจังหวัดอื่นนั้นถ้าสร้างคนละครั้งแล้วเนื้อของดินจะแตกต่างกันจนแทบไม่ทราบว่าเป็นพระของจังหวัดใด แต่ของจังหวัดกำแพงเพชรนี้แม้ว่าจะสร้างคนละครั้ง คนละยุค คนละสมัย แต่เมื่อบรรจุกรุไว้ระยะหนึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นดินของกำแพงเพชรเหมือนกัน แตกต่างกันที่ความแห้งและความสดในกรณีที่อายุแตกต่างกัน แต่ถ้าบรรจุไว้เกิน 100 ปีแล้ว แทบจะดูไม่ออกเลยทีเดียว

พระเมืองกำแพงเพชรโดยเฉลี่ยแล้ว  ถือว่าเป็นพระสุดยอดของประเทศไทยเหนือกว่าจังหวัดอื่นๆ เพราะแม้แต่พระพิมพ์องค์เล็กขนาดไหนก็ตาม  ยังยึดอยู่กับศิลปะของแต่ละยุคแต่ละสมัย ไม่สร้างโดยอาศัยจินตนาการของผู้ทำพิมพ์และความสวยงามที่ขาดศิลปะของแต่ละยุคไป นอกจากนี้การสร้างก็ยังอาศัยรูปแบบของพระพุทธประวัติทุกพิมพ์

ดังนั้นพระของเมืองกำแพงเพชรจึงมีแบบอย่างมาตรฐานในการสร้างเพื่อสืบพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เป็นการสร้างที่มีจิตเป็นกุศล และก็เป็นเช่นเดียวกันทุกยุคทุกสมัยที่มีการสร้างพระพุทธรูปบูชาและพระพิมพ์ จึงเป็นสิ่งที่มีค่าควรหวงแหน เพราะนอกจากจะเป็นพระที่มีพุทธานุภาพสูง สะอาดบริสุทธิ์แล้วยังเป็นมงคลวัตถุตามพระพุทธประวัติซึ่งจะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว  จึงเหมาะสำหรับพุทธศาสนิกชนที่มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาด้วยความบริสุทธิ์

ซึ่งถ้านำมาเทียบกับการสร้างพระในสมัยนี้แล้วจะแตกต่างกันราวกับฟ้าและดิน เพราะในปัจจุบันได้เลิกสร้างโดยอาศัยพุทธประวัติแล้ว ยังลอกเลียนแบบพระที่ดังๆ ที่คนนิยม นำมาเป็นแบบเสียอีก เพียงแต่ต้องการขายได้ง่าย หาเงินง่าย จนกลายเป็นสินค้าตามตลาดทั่วๆ ไปอย่างหนึ่ง

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะใหญ่ ไม่ตัดปีก วัดพิกุล เนื้อดินผสมว่าน

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะกลาง เนื้อดินผสมว่านและเกสร กรุวัดพิกุล

สำหรับ “พระเมืองกำแพง” ที่ปรากฏแก่สายตาคนทั่วไปมามากกว่า 140 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีพระเป็นที่รู้จักกันมานานกว่าเมืองอื่นๆ ทำให้เกิดความคิดเห็นในแง่คิดต่างๆ ได้หลายอย่าง คือ

1.เป็นเมืองที่มีพระผ่านสายตามากไม่แพ้พระเมืองต่างๆ และมีเกือบทุกแบบ ทุกชนิด และทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็น ชิน ดิน ว่าน สัมฤทธิ์ เงิน, ทอง ฯลฯ

2.“พระเมืองกำแพง” มีพุทธศิลปะอยู่ทุกยุคทุกสมัย จากการที่ได้พบพระบูชาจากที่ต่างๆ ปรากฏว่ามีทุกสมัยมารวมอยู่ที่กำแพงเพชรนี้ นับตั้งแต่ทวาราวดี ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อ่างทอง อยุธยา ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีพระนอก (นอกประเทศไทย) บรรจุอยู่ เช่น ลังกา ศรีวิชัย และพม่า ฯลฯ เป็นต้น

3.พระพิมพ์ หรือพระเครื่องและพระแผง จะเป็นเนื้อดิน, ชิน ฯลฯ มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพุทธศิลป์และวัตถุมงคลที่นำมาสร้าง

พุทธศิลป์ จะมีศิลปะทุกสมัย แต่ที่เป็นเอกลักษณ์พอสังเกตว่าเป็นพระเมืองกำแพงก็คือ ส่วนใหญ่จะมีรัตนบัลลังก์หรืออาสนะเป็นขีดใต้องค์พระ เว้นแต่จะมีอาสนะเป็นอย่างอื่น โอกาสที่จะเห็นองค์พระลอยๆ อย่างพระเมืองอื่นๆ เช่น พระนางพญาของพิษณุโลก พระผงสุพรรณของสุพรรณบุรีฯ มีน้อยมาก

นอกจากนี้กรอบรอบองค์พระก็ยังเป็นไปตามพุทธประวัติ และมีความหมายในตัวเองเป็นส่วนใหญ่ พระส่วนใหญ่ที่ไม่ล้อพิมพ์จากจังหวัดอื่น จะทำพิมพ์และสร้างด้วยความประณีตทำให้ดูงดงามยิ่ง เทียบส่วนกันแล้วส่วนใหญ่จะดูซึ้งมากกว่าจังหวัดอื่น แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เจดีย์และสถานที่บรรจุพระมากมายหลายแห่งชำรุดพัง และถูกขุดทำลาย มานับเวลาเป็นร้อยปี ทำให้สภาพขององค์พระที่ได้พบอยู่ในสภาพที่ลบเลือนชำรุดเสียเป็นอันมาก

พระที่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์จะมีอยู่เพียงน้อย และพระที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์นี้ ถ้าผู้ที่นิยมและรักการสะสมพระเมื่อเห็นแล้วจะมีความรู้สึกรัก  และมีความซึ้งต่อองค์พระด้วยความรู้สึกในจิตใต้สำนึกด้วยตัวเอง  มวลสารและวัตถุมงคลที่นำมาสร้างเป็นองค์พระไม่รวมพระบูชา ถ้ากล่าวถึงวัตถุหลักๆ ได้ 3 ประเภท ได้แก่ ว่าน ดิน ชิน ส่วนวัตถุอื่นๆ มีเป็นส่วนน้อย

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะเล็ก เนื้อดินผสมว่านและเกสร กรุวัดพระแก้ว ชากังราว

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะเล็ก เนื้อดินผสมว่านและเกสร กรุวัดพระแก้ว ชากังราว

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ กรุวัดพิกุล เป็นประเภทพระเนื้อดินผสมว่าน ลักษณะเนื้อมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลักษณะพิมพ์พระคงไม่ต้องกล่าวถึง ท่านสามารถพิจารณาได้ตามภาพถ่าย เพราะทุกวันนี้การถ่ายภาพสมบูรณ์แบบ ให้เห็นความชัดเจนได้ทุกส่วนสัดทุกแง่มุมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สิ่งที่ควรพิจารณามากที่สุดก็คือ เนื้อพระ นอกจากพิมพ์จะถูกต้องแล้ว เนื้อพระก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

ดังนั้นการพิจารณาเนื้อพระเมืองกำแพงเพชรโดยเฉพาะพระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ ต้องพิจารณา 2 ส่วน คือ ดินและว่าน ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญของเนื้อพระ โดยพิจารณาความสำคัญทั้งสองส่วนนี้เป็นหลักใหญ่


พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ เท่าที่ปรากฏพบในเมืองกำแพงเพชรนั้นมีพบด้วยกัน 3 พิมพ์ คือ
1.พิมพ์ขนมเปี๊ยะ ใหญ่
2. พิมพ์ขนมเปี๊ยะ กลาง
3.พิมพ์ขนมเปี๊ยะ เล็ก

สำหรับกรุที่พบพระพิมพ์ซุ้มกอ ขนมเปี๊ยะนั้นมีพบอยู่ทั่วไป แต่ที่ปรากฏหลักฐานชัดเจนมีด้วยกัน 7 กรุ คือ
1.วัดพิกุล
2.วัดหนองลังกา
3.เจดีย์กลางทุ่ง
4.กรุนาตาดำ
5.วัดซุ้มกอ
6.วัดวังพระธาตุ
7.วัดพระแก้ว

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ กรุวัดพิกุล ที่นำมาเป็นปกลานโพธิ์ฉบับนี้ นับว่าเป็นพิมพ์ใหญ่ กรุวัดพิกุล ที่มีความงดงามมากพิมพ์หนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่พิมพ์นี้มักจะมีความคมชัดน้อยมาก จะหาองค์ที่มีความงดงามสมบูรณ์แบบทั้งรูปทรงที่ได้สัดส่วนกลมมนอย่างนี้ยากเต็มที

การแสวงหาพระกำแพงซุ้มกอโดยเฉพาะพิมพ์ขนมเปี๊ยะ ไม่ว่าพิมพ์ไหนกรุไหนก็ตาม ทุกวันนี้ต้องระมัดระวังให้ดีมีโอกาสเจอของปลอมง่ายมาก การพัฒนาการฝีมือปลอมทุกวันนี้ทำได้ดีมีความใกล้เคียงทั้งเนื้อและพิมพ์ จนรู้สึกว่า “น่ากลัว” มาก เหลืออย่างอื่นคือการศึกษาและความแม่นยำ บวกกับว่าอย่ามีกิเลสครอบงำ ก็จะทำให้ท่านพ้นภัยจากการหลอกลวงไปได้

(ย่อจาก ลานโพธิ์ 968 เดือนกุมภาพันธ์ 2550 โดย...พิรอด วัชระมนต์

แง..  อยากได้มือถือจัง!!!

พระกำแพงซุ้มกอ เป็นยอดพระเครื่องอันดับ 1 จากลานทุ่งเศรษฐี พิมพ์ที่นิยมกันมากได้กับพระซุ้มกอชนิดที่มีลายกนก ที่นิยมรองลงมาได้กับ พระกำแพงซุ้มกอดำ ซึ่งพระพิมพ์นี้จะไม่มีลวดลายกนกปรากฏรวมอยู่ในองค์พระไว้เลย 
พระเครื่องซึ่งพบที่จังหวัดกำแพงเพชร ไม่ว่าจะเป็นของพระเครื่องของกรุปฐมฤกษ์ วัดพระบรมธาตุ อันเป็นปราการด่านแรกของพระกรุทุ่งเศรษฐี หรือจากกรุอื่น ๆ ในบริเวณทุ่งฯ หรือแม้แต่กระทั่งกรุฝั่งเมืองกำแพงเพชรปัจจุบันนี้ก็ตาม ในจำนวนพระเครื่องเหล่านั้นทั้งหมด ศิลปที่ปรากฏประมาณ 70% จะแสดงออกตามจินตนาการของช่างสุโขทัย ซึ่งจะมีทั้งศิลปสุโขทัยยุคต้น ยุคกลางและยุคปลาย โดยเฉพาะศิลปสุโขทัยแบบกำแพงเพชรมากที่สุด นอกจากนั้น พระอีกประมาณ 30% เราจะเห็นว่า ศิลปะ จะมีส่วนสัมพันธ์กันถึง 4 สมัย เช่นพระเครื่องบางองค์เป็นแบบ สุโขทัย แต่รับเอาอิทธิพลของศิลป เชียงแสน ผสมเข้าไว้ และบางองค์ก็รับอิทธิพลของศิลป อู่ทอง สัมพันธ์ร่วมไว้อย่างอลังการ แม้กระทั่งศิลป ลพบุรี ก็ยังเข้ามามีอำนาจอยู่ในพระเครื่องเมืองนี้อยู่ด้วยเช่นกัน 

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
ผู้ชายต้องคำสาป วันที่ : 10/07/2007 เวลา : 11.42 น.
http://www.oknation.net/blog/jaeng

กำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะใหญ่ กรุวัดพิกุล

ภาพปกลานโพธิ์องค์นี้งามระยับสมบูรณ์แบบ ทั้งพิมพ์ทรง คมชัด การตัดองค์ทรงกลมงดงาม นอกจากนั้นยังดูง่าย เนื้อหาจัดจ้านครบสูตร เนื้อดินเมืองกำแพง ดูแล้วสบายตา แต่จะหานั้นคงยากที่ได้เหมือนองค์นี้ เจ้าของไม่ประสงค์ออกนาม ยินดีมอบมาเพื่อให้ท่านผู้อ่านลานโพธิ์ได้ชมกันเป็นขวัญตา หมายถึง โชคดีที่ได้เห็น เอาแค่เห็นเอาไว้ก่อน คอยจังหวะดีๆ มีโอกาส พบเห็นที่ไหนโปรดอย่าได้พลาดโอกาสดีนั้น รีบไขว่คว้าหาเอามาแขวนคอเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง แต่โอกาสแบบนั้นมิใช่จะมีได้ง่ายๆ




ผู้เขียนเองก็คอยโอกาสนั้นมาแล้วหลายสิบปียังไม่เห็นวี่แวว นิมนต์ว่าแค่เห็นก็พอแล้ว เอาหลวงพ่ออื่นแขวนคอไปก่อน หากจะรอท่านมาโปรดก็คงไม่ได้แขวนพระกันพอดี พูดถึงแขวนพระแล้วทุกวันนี้ คนแขวนพระแขวนเพื่ออะไร และทำไมฉบับนี้ จ.ส.อ.เอนก เจกะโพธิ์ ได้เขียนทัศนะของท่านเอาไว้น่าอ่านยิ่ง จะยังไงก็ตามเราชาวพุทธก็ย่อมยึดถือองค์พระสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเป็นที่สุดแห่งการนับถือศรัทธามั่นคงต่อไป
ลานโพธิ์ฉบับนี้ ฉบับที่ 968 เริ่มเข้าใกล้เลขพันฉบับเข้าไปทุกที วันเวลาล่วงผ่านไป 33 ปี เข้าสู่ปีที่ 34 ที่ยังหยัดยืนนานและยืนยาวที่สุดในประเทศไทยในจำนวนหนังสือพระเครื่องด้วยกัน ย่อมต้องพัฒนากันต่อไปข้างหน้า เพื่อมอบคุณค่าที่เหนือกว่าอยู่เสมอ…สำหรับท่านผู้อ่านทุกท่าน

(บทบรรณาธิการ ลานโพธิ์ 968 เดือนกุมภาพันธ์ 2550 โดย... สุธน ศรีหิรัญ)

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ กรุวัดพิกุล


ศิลปะทางด้านพุทธศาสนา ที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้ปรากฏพบหลายยุคหลายสมัย ที่ปรากฏพบมากที่สุด เป็นศิลปะสุโขทัย อู่ทอง และอยุธยาต้น สถานที่พบพระพุทธรูปบูชาและพระพิมพ์ (กรุพระ) ก็มีมากมายนับเป็นร้อยเป็นพันแห่ง แต่ละแห่งมีทั้งศิลปะที่แตกต่างกันไปตามยุคตามสมัย แต่ก็มีบางพิมพ์เลียนแบบศิลปะยุคก่อนเอาไว้ ถ้ามิได้ศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วยากจะแยกยุคสมัยได้ออก
ถ้าได้ศึกษาแล้วจะทราบว่าในแต่ละพื้นที่ได้มีการสร้างต่างยุคต่างสมัยกัน แต่ก็ยังอาศัยศิลปะเดิมจึงทำให้เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญ บ่งบอกว่าเป็นพระพุทธรูปบูชาและพระพิมพ์ของจังหวัดกำแพงเพชร และสิ่งที่สำคัญที่สุดของจังหวัดกำแพงเพชรที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ซึ่งไม่มีที่ใดในโลกเสมอเหมือนก็คือ " ดิน ที่นำมาสร้างพระ "



เมื่อสร้างไว้ระยะเวลาหนึ่งจะเห็นความแตกต่างกับดินของจังหวัดอื่นโดยสิ้นเชิง ของจังหวัดอื่นนั้นถ้าสร้างคนละครั้งแล้วเนื้อของดินจะแตกต่างกันจนแทบไม่ทราบว่าเป็นพระของจังหวัดใด แต่ของจังหวัดกำแพงเพชรนี้แม้ว่าจะสร้างคนละครั้ง คนละยุค คนละสมัย แต่เมื่อบรรจุกรุไว้ระยะหนึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นดินของกำแพงเพชรเหมือนกัน แตกต่างกันที่ความแห้งและความสดในกรณีที่อายุแตกต่างกัน แต่ถ้าบรรจุไว้เกิน 100 ปีแล้ว แทบจะดูไม่ออกเลยทีเดียว

พระเมืองกำแพงเพชรโดยเฉลี่ยแล้ว ถือว่าเป็นพระสุดยอดของประเทศไทยเหนือกว่าจังหวัดอื่นๆ เพราะแม้แต่พระพิมพ์องค์เล็กขนาดไหนก็ตาม ยังยึดอยู่กับศิลปะของแต่ละยุคแต่ละสมัย ไม่สร้างโดยอาศัยจินตนาการของผู้ทำพิมพ์และความสวยงามที่ขาดศิลปะของแต่ละยุคไป นอกจากนี้การสร้างก็ยังอาศัยรูปแบบของพระพุทธประวัติทุกพิมพ์

ดังนั้นพระของเมืองกำแพงเพชรจึงมีแบบอย่างมาตรฐานในการสร้างเพื่อสืบพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เป็นการสร้างที่มีจิตเป็นกุศล และก็เป็นเช่นเดียวกันทุกยุคทุกสมัยที่มีการสร้างพระพุทธรูปบูชาและพระพิมพ์ จึงเป็นสิ่งที่มีค่าควรหวงแหน เพราะนอกจากจะเป็นพระที่มีพุทธานุภาพสูง สะอาดบริสุทธิ์แล้วยังเป็นมงคลวัตถุตามพระพุทธประวัติซึ่งจะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว จึงเหมาะสำหรับพุทธศาสนิกชนที่มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาด้วยความบริสุทธิ์

ซึ่งถ้านำมาเทียบกับการสร้างพระในสมัยนี้แล้วจะแตกต่างกันราวกับฟ้าและดิน เพราะในปัจจุบันได้เลิกสร้างโดยอาศัยพุทธประวัติแล้ว ยังลอกเลียนแบบพระที่ดังๆ ที่คนนิยม นำมาเป็นแบบเสียอีก เพียงแต่ต้องการขายได้ง่าย หาเงินง่าย จนกลายเป็นสินค้าตามตลาดทั่วๆ ไปอย่างหนึ่ง



สำหรับ “พระเมืองกำแพง” ที่ปรากฏแก่สายตาคนทั่วไปมามากกว่า 140 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีพระเป็นที่รู้จักกันมานานกว่าเมืองอื่นๆ ทำให้เกิดความคิดเห็นในแง่คิดต่างๆ ได้หลายอย่าง คือ

1.เป็นเมืองที่มีพระผ่านสายตามากไม่แพ้พระเมืองต่างๆ และมีเกือบทุกแบบ ทุกชนิด และทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็น ชิน ดิน ว่าน สัมฤทธิ์ เงิน, ทอง ฯลฯ

2.“พระเมืองกำแพง” มีพุทธศิลปะอยู่ทุกยุคทุกสมัย จากการที่ได้พบพระบูชาจากที่ต่างๆ ปรากฏว่ามีทุกสมัยมารวมอยู่ที่กำแพงเพชรนี้ นับตั้งแต่ทวาราวดี ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อ่างทอง อยุธยา ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีพระนอก (นอกประเทศไทย) บรรจุอยู่ เช่น ลังกา ศรีวิชัย และพม่า ฯลฯ เป็นต้น

3.พระพิมพ์ หรือพระเครื่องและพระแผง จะเป็นเนื้อดิน, ชิน ฯลฯ มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพุทธศิลป์และวัตถุมงคลที่นำมาสร้าง

พุทธศิลป์ จะมีศิลปะทุกสมัย แต่ที่เป็นเอกลักษณ์พอสังเกตว่าเป็นพระเมืองกำแพงก็คือ ส่วนใหญ่จะมีรัตนบัลลังก์หรืออาสนะเป็นขีดใต้องค์พระ เว้นแต่จะมีอาสนะเป็นอย่างอื่น โอกาสที่จะเห็นองค์พระลอยๆ อย่างพระเมืองอื่นๆ เช่น พระนางพญาของพิษณุโลก พระผงสุพรรณของสุพรรณบุรีฯ มีน้อยมาก

นอกจากนี้กรอบรอบองค์พระก็ยังเป็นไปตามพุทธประวัติ และมีความหมายในตัวเองเป็นส่วนใหญ่ พระส่วนใหญ่ที่ไม่ล้อพิมพ์จากจังหวัดอื่น จะทำพิมพ์และสร้างด้วยความประณีตทำให้ดูงดงามยิ่ง เทียบส่วนกันแล้วส่วนใหญ่จะดูซึ้งมากกว่าจังหวัดอื่น แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เจดีย์และสถานที่บรรจุพระมากมายหลายแห่งชำรุดพัง และถูกขุดทำลาย มานับเวลาเป็นร้อยปี ทำให้สภาพขององค์พระที่ได้พบอยู่ในสภาพที่ลบเลือนชำรุดเสียเป็นอันมาก

พระที่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์จะมีอยู่เพียงน้อย และพระที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์นี้ ถ้าผู้ที่นิยมและรักการสะสมพระเมื่อเห็นแล้วจะมีความรู้สึกรัก และมีความซึ้งต่อองค์พระด้วยความรู้สึกในจิตใต้สำนึกด้วยตัวเอง มวลสารและวัตถุมงคลที่นำมาสร้างเป็นองค์พระไม่รวมพระบูชา ถ้ากล่าวถึงวัตถุหลักๆ ได้ 3 ประเภท ได้แก่ ว่าน ดิน ชิน ส่วนวัตถุอื่นๆ มีเป็นส่วนน้อย



พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ กรุวัดพิกุล เป็นประเภทพระเนื้อดินผสมว่าน ลักษณะเนื้อมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลักษณะพิมพ์พระคงไม่ต้องกล่าวถึง ท่านสามารถพิจารณาได้ตามภาพถ่าย เพราะทุกวันนี้การถ่ายภาพสมบูรณ์แบบ ให้เห็นความชัดเจนได้ทุกส่วนสัดทุกแง่มุมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สิ่งที่ควรพิจารณามากที่สุดก็คือ เนื้อพระ นอกจากพิมพ์จะถูกต้องแล้ว เนื้อพระก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

ดังนั้นการพิจารณาเนื้อพระเมืองกำแพงเพชรโดยเฉพาะพระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ ต้องพิจารณา 2 ส่วน คือ ดินและว่าน ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญของเนื้อพระ โดยพิจารณาความสำคัญทั้งสองส่วนนี้เป็นหลักใหญ่


พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ เท่าที่ปรากฏพบในเมืองกำแพงเพชรนั้นมีพบด้วยกัน 3 พิมพ์ คือ
1.พิมพ์ขนมเปี๊ยะ ใหญ่
2. พิมพ์ขนมเปี๊ยะ กลาง
3.พิมพ์ขนมเปี๊ยะ เล็ก

สำหรับกรุที่พบพระพิมพ์ซุ้มกอ ขนมเปี๊ยะนั้นมีพบอยู่ทั่วไป แต่ที่ปรากฏหลักฐานชัดเจนมีด้วยกัน 7 กรุ คือ
1.วัดพิกุล
2.วัดหนองลังกา
3.เจดีย์กลางทุ่ง
4.กรุนาตาดำ
5.วัดซุ้มกอ
6.วัดวังพระธาตุ
7.วัดพระแก้ว

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปี๊ยะ กรุวัดพิกุล ที่นำมาเป็นปกลานโพธิ์ฉบับนี้ นับว่าเป็นพิมพ์ใหญ่ กรุวัดพิกุล ที่มีความงดงามมากพิมพ์หนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่พิมพ์นี้มักจะมีความคมชัดน้อยมาก จะหาองค์ที่มีความงดงามสมบูรณ์แบบทั้งรูปทรงที่ได้สัดส่วนกลมมนอย่างนี้ยากเต็มที

การแสวงหาพระกำแพงซุ้มกอโดยเฉพาะพิมพ์ขนมเปี๊ยะ ไม่ว่าพิมพ์ไหนกรุไหนก็ตาม ทุกวันนี้ต้องระมัดระวังให้ดีมีโอกาสเจอของปลอมง่ายมาก การพัฒนาการฝีมือปลอมทุกวันนี้ทำได้ดีมีความใกล้เคียงทั้งเนื้อและพิมพ์ จนรู้สึกว่า “น่ากลัว” มาก เหลืออย่างอื่นคือการศึกษาและความแม่นยำ บวกกับว่าอย่ามีกิเลสครอบงำ ก็จะทำให้ท่านพ้นภัยจากการหลอกลวงไปได้

(ย่อจาก ลานโพธิ์ 968 เดือนกุมภาพันธ์ 2550 โดย...พิรอด วัชระมนต์)


ความคิดเห็นที่ 2
ผู้ชายต้องคำสาป วันที่ : 10/07/2007 เวลา : 11.24 น.
http://www.oknation.net/blog/jaeng


แต่ตามความเห็นส่วนตัวแล้ว พระกำแพงชุ้มกอ นี่เป็นมรดกแห่งชาติเลยทีเดียวชึ่งนับอายุแล้ว มากกว่า600 ปี โดยประมาน ตามหลักฐานที่ได้มีการจารึกไว้ สร้างในปี1900 ชึ่งถ้าใครได้มีไว้ครอบครองแล้ว ถือว่ามีของเก่าสุดๆๆเลยทีเดียว ในความคิดผมดูมีคุณค่ามาก ในแง่ประวัติศาสตร์ ของไทยเลยทีเดียว ดังที่ว่า เป็นพระที่สร้างมาเพื่อ ผู้ครองเมือง แล้วได้มีการอิง ในส่วนของ
ฤาษีเป็นใหญ่ 3 ตน ฤาษีพิลาลัยตนหนึ่ง ฤาษีตาไฟตนหนึ่ง, ฤาษีตาวัวตนหนึ่ง ตามที่ได้อ้างอิงใว้ ตามจารึกที่ค้นพบ ทำไห้ผมใด้นึกถึงว่า เอเคยใด้ยินมาจริงๆๆ ท่านเหล่านี้มีตัวตนอยู่จริงหรือ น่าสนใจอย่างมาก โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่นับถืออะไรถ้าผมไม่ได้ศึกษามา อย่างดี มิใช่เพราะลบหลู่หรือดูแคลน แต่ ยึดหลัก คำสอนที่ว่า ควรเชื่ออย่างมีเหตุผล แต่ว่าด้วยความที่เป็นของเก่าขนาดนี้ ผู้ใดมีไว้ครอบครองย่อมเป็นคนที่ มีของดีจริงๆๆ (ยึดคำพูดคนโบราณมาอิอิ) เพราะ และ อีกส่วนที่ได้รู้ว่า พระเบญจภาคี แทบทุกองค์ที่เป็นพระเก่า นอกเหนือจาก พระสมเด็จ นั้น ได้สร้างมา และได้เก็บรักษา ใว้ในเจดีย์ ที่ใส่พระธาตุ ไว้

โดย อ่านและเทียบเคียงจากหนังสือ บางเล่ม เพราะจังหวัดกำแพงเพรชนั้น ชื่อเมืองเดิมคือเมืองชากังราว แต่ต่อมาได้เปลียน ไป โดยเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ ไม่แพ้เมืองสุโขทัยเลยทีเดียว เพราะได้มีการค้นพบว่ามีถนนตัดผ่าน ระหว่างเมืองสุโขทัย กับเมืองกำแพงเพชร ด้วย และด้วยสถาพภูมิประเทศแล้ว เมืองกำแพง เป็นเมืองหน้าด่านที่ รับข้าศึกมานักต่อนักแล้ว เพราะมีกำแพงที่แข็งแกร่งดุจเพชร ตามชื่อเมืองนั้นเอง
ความคิดเห็นที่ 1
คนใส่แว่น วันที่ : 10/07/2007 เวลา : 11.14 น.
http://www.oknation.net/blog/chattrg

สวยครับ
สวยทุกองค์
สุดยอด ครับ

ข้อ แนะนำ
สวยกว่าพระ ครับ
ยืนยัน

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31