|
14 กรกฎาคม 2551
วันนี้... เป็นวันที่ถึงกำหนดเวลาที่วารสาร "สาละวินโพสต์" ได้เดินทางมาอยู่ในมือของฉันเหมือนเช่นเคย
อย่างที่ฉันเคยเล่าไว้ในลิงค์ก่อนๆ http://www.oknation.net/blog/jamwainaja/2008/01/15/entry-1
ว่าวารสารเล่มนี้ เป็นอีกหนึ่งวารสาร "สุดโปรด" ของฉัน ไม่ว่ากี่วัน... กี่เดือน... กี่ปี... ทีมงานของหนังสือเล่มนี้ ก็ไม่เคยทำให้ผู้อ่านอย่างฉันผิดหวังแม้สักครั้งเดียว

หลังจากที่ฉันเปิดอ่านเนื้อในของวารสารไปเรื่อยๆด้วยความสนใจ ฉันก็ไปสะดุดใจอยู่ที่คอมลัมน์ "เล่าสู่กันฟัง" เนื้อเรื่องอ่านแล้วให้ความรู้สึกที่ทั้งลุ้น ทั้งยินดี ทั้งแสนเศร้าใจในความรัดทด จึงอดไม่ได้ที่จะนำมาให้ผู้ที่แวะเวียนมาเยี่ยมฉันใน บ้านblog แห่งนี้ได้อ่านกัน เผื่อจะมีใครประทับใจเรื่องนี้เหมือนอย่างฉันบ้าง...

วินาทีที่ลืมตาดูโลกท่ามกลางพายุของ "เด็กชายนาร์กิส"
แปลโดย : Numripan คอลัมน์ : เล่าสู่กันฟัง วารสารสาละวินโพสต์ ฉบับที่47 (16 พ.ค.-31 มิ.ย.51) หน้า : 36-37
หมู่บ้านเหย่ตวีนกง จากที่เคยมีบ้านเรือนกว่า 245 หลังคาเรือน และมีชาวบ้านอาศัยจำนวนกว่า 1,200 คน บัดนี้เหลือแต่ซากปรักหักพังระเนระนาด พายุไซโคลานนารืกิสได้ทำลายบ้านเรือนเสียหายเกือบหมด และยังทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้าน เหย่ตวีนกง เสียชีวิตกว่า 126 คน ทุกอย่างที่เคยมีในอดีต เหลือไว้เพียงแค่ความทรงจำในวันนี้เท่านั้น
ฉันอายุครบ 25 ปีแล้ว ในปีนี้ ฉันและสามีได้สร้างครอบครัวที่อบอุ่น ถึงแม้ครอบครัวเราจะเป็นครอบครัวเล็กๆ ก็ตาม สามีของฉันมีอาชีพเป็นชาวประมงเหมือนกับชาวบ้านคนอื่นๆทั่วไป ลูกชายคนโตของฉัน ตอนนี้อายุได้ 5 ขวบแล้ว
ประมาณสี่ทุ่มของคืนที่เกิดพายุถล่ม มีฝนตกหนักมาก ระหว่างนั้นเองฉันเริ่มรู้สึกปวดท้องคลอดขึ้นมา ก่อนหน้านี้ฉันได้ฝากท้องไว้กับหมอตำแยคนหนึ่งในหมู่บ้าน ถึงแม้ว่าหมอตำแยได้บอกฉันและสามีว่า ฉันมีกำหนดคลอดลูกในเร็ววันนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะคลอดวันไหน ฉันไม่คาดคิดว่าจะคลอดลูกเร็วขนาดนี้ และต้องคลอดท่ามกลางพายุไซโคลนพัดถล่อมอย่างนัก
ในขณะที่ฝนพัดกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา ฉันเริ่มปวดท้องคลอดรุนแรงมากขึ้น สามีของฉันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะจะไปเรียกหมอตำแยก็มืดแล้ว และหมอตำแยก็คงจะเก็บข้าวของอยู่ ทันใดนั้นลมแรงมาก พายุกำลังจะพัดเข้ามาในหมู่บ้าน สักพักน้ำก็ขึ้นมาอย่างรวดเร็วมาก ในคอนแรกนั้นฉันและสามีคิดว่ายังคงอยู่บนบ้านได้ แต่สักพักบ้านก็พังลงไปพร้อมๆกับลมพัดกระหน่ำและน้ำท่วมขึ้นอย่างรวดเร็ว
สามีของฉันเอาลูกคนแรกขี่หลังและส่งมือมาจับฉัน เราต้องจับมือกันแน่นมาก เพื่อไม่ให้ร่างของเราทั้งหมดถูกพัดตามกระแสน้ำไป
ระหว่างนั้นเอง... เราได้ไปเจอต้นมะพร้าวต้นหนึ่ง ฉันและสามีจึงรีบไปกอดต้นมะพร้าวนั้นไว้ ในเวลานี้.. มองไปทางไหนก็ดูมืดไปหมดจนมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง ในขณะที่น้ำก็ท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับอกของเราแล้ว
ฉันเองเริ่มใจไม่ดี !!!
ฉันเริ่มทนปวดท้องไม่ไหวแล้ว สุดท้ายจึงต้องเบ่งคลอดในน้ำ!!! ลูกของฉันได้ออกมาลืมตาดูโลก และตกลงไปในน้ำ มือข้างหนึ่งของฉันจับสามีไว้ และเอามือกับเท้าอีกข้างหนึ่งดันลูกขึ้นมาจากในน้ำ!!
หลังจากที่ฉันเอาลูกขึ้นมาได้แล้ว จึงจัดการห่อลูกไว้กับชุดคลุมท้อง แต่ขณะนั้นสายสะดือก็ยังไม่ออกมาจากท้องของฉันสักที ฉันจึงต้องบีบเอาสายสะดือไว้และเบ่งอีกประมาณ 30 นาที จนสายสะดือออกมา

ฉันจำเป็นต้องนำสายสะดือมาห่อกับเด็กและชุดคลุมท้องนานประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง และพวกเราพ่อ แม่ ลูก ต้องกอดต้นมะพร้าวไว้อย่างนั้นจะเช้ามืด พอเริ่มสว่าง... สามีของฉันก็ให้ฉันรออยู่ตรงต้นมะพร้าว และเอาลูกคนโตขี่หลังแล้วไปหาบ้าน เราหวังว่าอาจจะมีบ้านสักหลังที่เหลืออยู่ แต่ก็ไม่เหลือบ้านเลยสักหลัง และเราพบว่าบ้านทุกหลังในหมู่บ้านได้เสียหายไปเกือบหมด
ระหว่างนั้น... เราก็เห็นเรือลำหนึ่งลอยมา จึงดึงเอาเรือนั้นขึ้นปก และตักน้ำออกจากเรือ สามีให้ฉันและลูกทั้งสองคนไปนั่งบนเรือแล้วเอาถุงพลาสติกที่ลอยเกลื่อนกลาดอยู่บนน้ำ มาคลุมเราทั้งสามแม่ลูกเอาไว้ หลังจากนั้นก็ไปเก็บเอาเชือกที่ติดกับแห มามัดสายสะดือ และตัดสายสะดือออกจากลูกที่เพิ่งคลอดเมื่อคืนนี้
ถึงแม้เหตุการณ์เลวร้ายนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว และเราทุกคนก็ปลอกภัยดีในท้ายสุด แต่ในชีวิตของฉันกับสามีไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน และคงไม่อาจลืมไปได้ง่ายๆ
ฉันกับสามีตัดสินใจที่จะตั้งชื่อลูกคนเล็กว่า "เด็กชายนาร์กิส" เพราะเค้าเกิดตอนไซโคลนนาร์กิสพัดถล่ม จนพวกเราทั้งเกือบเอาชีวิตไม่รอด

เวลานี้... "เด็กชายนาร์กิส" ได้อยู่กับพ่อแม่และพี่ชาย อบอุ่นพร้อมหน้า พร้อมตา และได้อยู่กับชาวบ้าน เหย่ตวีนกง ที่ยังมีชีวิตรอดผ่านค่ำคืนอันโหดร้ายคืนนั้น
ถึงแม้ตอนนี้ความช่วยเหลืออาจจะมาไม่ถึงหมู่บ้านเท่าที่ควร แต่ "เด็กชายนาร์กิส" ก็มักจะได้รับค่าขนม และสิ่งของบริจาค เสื้อผ้า จากผู้คนที่มาช่วยเหลือหมู่บ้าน เหย่ตวีนกง อยู่เสมอๆ

ฉันเองรู้สึกดีใจและเสียใจในเวลาเดียวกัน ฉันดีใจ... ที่ฉันได้เป็นแม่คนและคลอดลูกออกมาอย่งปลอดภัย แต่ก็ต้องเสียใจ... ที่ต้องสูญเสียบ้าน และหมู่บ้าน อีกทั้งเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ที่เสียชีวิตจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้
ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเราได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านแม่ของฉันแล้ว แต่ยังไงฉันก็ยังอดเป็นห่วงว่าจะเลี้ยงลูกทั้งสองคนต่อไปยังไง เพราะยังไม่มีบ้านของตัวเองและยังไม่มีแหจับปลาเป็นของตัวเอง ฉันอยากกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวและอนาคตของลูกทั้งสองจะได้ดีขึ้น.
:
:
เป็นไงคะ.... อ่านเรื่องนี้แล้วคุณรู้สึกอะไรบ้างหรือไม่...
ขอขอบคุณวารสารดีๆ ทีมงานที่สุดเยี่ยม "สาละวินโพสต์"
ที่เสาะแสวงหาเรื่องราวดีๆ เปี่ยมด้วยแง่คิด มาให้เราได้อ่านกัน
ปล. ลิงค์ที่ฉันเคยเขียนถึง "สาละวินโพสต์" http://www.oknation.net/blog/jamwainaja/2008/01/15/entry-1
เก็บมาแนะนำให้อ่านโดย... ต้นอ้อค่ะ ( jamwainaja )
|