• jao
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jao@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-17
  • จำนวนเรื่อง : 152
  • จำนวนผู้ชม : 77199
  • จำนวนผู้โหวต : 386
  • ส่ง msg :
jaofoto
ภาพนี้มีเรื่องเล่า
Permalink : http://www.oknation.net/blog/jaofoto
วันศุกร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551
เองกอ ทหารจีนโบราณสะท้อนเทศกาลตรุษจีนปีหนู ตกต่ำถึงขนาดต้องวิ่งลอก
Posted by jao , ผู้อ่าน : 149 , 12:15:35 น.  
พิมพ์หน้านี้


ตรุษจีน

              ตนและคณะมังกรทอง  สโมสรถาวรฟาร์ม  จ.นครสวรรค์  เดินทางกับอาชีพนี้กว่า20 ปี จากเด็กเข็นกลอง ตีฉาบ ตีกลอง จนถึงเข้าเชิดสิงห์โต และแห่งมังกร  ที่จ.นครสวรคค์  ต้นตำหนับคณะมังกร ที่แต่สาขาพี่ สาขาน้องออกไปกว่า 20 ทีม    ปีนี้เนื่องจากในทุกภาคส่วนไม่จัดให้มีการเฉลิมฉลองให้ยิ่งใหญ่เนื่องจากไว้ทุกข์ให้สมเด็จพระพี่นาง  ทำให้เรื่องราวของเทศกาลตรุษจีนดูเงียบลงไป   อย่างมังกรก็จะให้มังกรที่มีความยาวไม่ถึง 20 เมตรซึ่งถือว่าเป็นชุดเล็ก ใช้คนเชิด 15 คน ระยะเวลาก็จะไม่ถึงชั่วโมง ต้องจบ  แต่คนในคณะมันมีเกือบ 60 ชีวิต 

             ธวัช วิมลอนันต์  หัวหน้าคณะ  พูดถึงการปรับตัวในสถานการณ์อย่างนี้    ปีนี้ถูกบอกเลิกงานไปถึง 6 งาน แต่ก็ทำใจ และปรับแผนในการทำงาน ก็จะใช้วิ่งลอก หลายที่ พอแสดงเสร็จในช่วงตรุษจีน ก็จะวิ่งไปที่อื่นต่อ  ที่ละไม่เกิน 2 ชม  อย่างรถที่มาก็ใช้เป็นรถบัสเก่าดัดแปลง ไม่ติดจราจร เลยจะได้ไม่สิ้นเปลือง ใช้รถคันเดียวพอ  แต่ก่อนจะใช้รถหกล้อ และรถกระบะ  ขนทุกสิ่งทุกอย่างมาคันเดียวพอ เหมือนรถลิเก    แต่ก่อนจะใช้มังกรยาว ๆ ยิ่งยาวยิ่งได้ราคา  เศรษฐกิจดีๆ  นี้ค่าจ้างหลายหมื่นบาท  แต่การลงทุนก็สูง  การดูแลรักษาอุปกรณ์ก็แพง  สมัยก่อนต้องนำเข้าจากจีน  แต่ปัจจุบันใช้ของไทยทำทั้งหมด  เราคิด ตบแต่งเองหมด  เวลาซ่อมหรือมีอะไรเสียหาย คนไทยเราทำเองหมด   ตนความคิดดูจากจีน นำเข้ามาก่อน    ช่วงรุ่งๆนี้ในคณะต้องมี 100 ชีวิตขึ้นไป

ไม่มีงานก็เข้าฝึก  หาท่าเล่นใหม่ๆ   วิธีนำเสนอ   ช่วงก่อน ก็ใช้เด็กโล้ เสา เล่นลูกแก้ว  ล่อมังกร  แต่ปีที่แล้วเด็กหลุดมือ ตกลงมาเป็นข่าว     ต้องเลิกแสดงพวกหวาดเสียว   สังคมจะช่วยบอกเราว่าจะนำเสนออย่างไร  ตรงนี้ปรับไปกับสังคมได้     ตอนนี้มาเนื้อหาของผู้จ้างก็เรื่องราคา  การว่าจ้าง ต้องถูกๆ ไว้ก่อน

 

 

              เศรษฐกิจไม่ดีจริงๆ  เถ้าแก่ไม่ค่อยกล้าจ้างแพงเท่าไร สังเกตุจากแต๊ะเอีย ก็ไม่หนัก  ทุกปีจะให้คณะกันทุกคนเลย  ซองแดง  แต่ปีนี้ก็จะให้ซองเดียวแล้วไปแบ่งกันเอง  ขนม  ของไหว้ก็น้อย ลง บางปี หรือบางที ห้างเขาขายได้เยอะๆก็จะยกเข่ง หรือยกถุง ส้มให้เลย แต่ปีนี้ก็ตามสภาพ ไม่ว่ากัน    คณะสิงห์โต และมังกร ปีหนึ่งๆก็จะมีงานช่วงตรุษจีน   เชียงเม้ง  เท่านั้น  นอกนั้นก็จะวิ่งลอก ไปในจังหวัดใหญ่ๆ ที่มีศาลเจ้า บางคนแก้บน บางคนฉลองเสาตะเกียง   หรือขึ้นสำนักงาน    เด็กรุ่นใหม่ๆ มีอาชีพดีๆ ก็จะเดินออกไป  หัวหน้าคณะก็จะพัฒนา หาเด็กรุ่นใหม่ๆเข้ามาทดแทน  ไม่แน่นอนสักเท่าไหร่    

              รายได้ก็คนหนึ่งแบ่งๆก็ได้ สี่พันบาท   แต่ช่วงหลังๆ  ก็เห็นใจหัวหน้าคณะ  ยอมอด ยอมสู้  หวังว่าต่อไปเศรษฐกิจดีๆ  เถ้าแก่ หรือเจ้าของกิจการก็จะ ทริป หรือ แจกอั๊งเปามากๆ   เคยได้บางร้านให้คนละ พันต่องานก็มีไม่รวมค่าตัวเหมาคณะไปเฉลิมฉลอง     เนื่องจากเราเคยไปแห่ง แล้วทำให้เขาร่ำรวยยิ่งขึ้นเขาก็จะเรียกใช้เราอีกเหมือนเราเป็นตัวเฮง ๆ  เขาก็จะให้

 

"ระบำเองกอ" มีเเหล่งที่มาจากเรื่องราวในวรรณกรรมจีนที่พูดถึงเรื่องราวในราชวงค์ซ้องมีชายชาตรี 108 คนที่ถูกบีบบังคับให้ขึ้นเขาเหลียงซานเเล้วปลอมตัวเป็นงิ้ว ลงจากเขามาปล้นทรัพย์สินเงินทองของคนรวยไปเเจกจายให้คนจน พวกเขาได้ซ้อนอาวุธเอาไว้ เปลี่ยนเป็นไม้กระบ๋องที่ใช้กวัดเเกร่งในยามเเสดง ตีฆ้องตีกลองไปพลางเเละเคลื่อนขบวนรุดหน้าไปพลาง ภายหลังได้ค่อยๆกลายเป็นรูปเเบบการเเสดงชนิดหนึ่ง ซึ่งก็คือ "ระบำเองกอ" ในปัจจุบันนั่นเอง   ดัดแปลงมาเป็นการแสดงในประเทศไทย  ก็จะต้องทาหน้าทาตา พรางตัวกันใหม่ ใส่สีเสื้อหลากสีสัน   หัดกายกรรม  กระโดดไปหน้า ม้วนตัวไปหน้ากลับหลัง  เก่ง เวลามาเล่นกับการแห่งมังกร ก็จะเป็นทหารอารักษ์มังกร เวลามังกรขยับ โลดแล่น

 

มังกรจีน เป็นสัญลักษณ์โดดเด่นอันหนึ่งของจักรพรรดิและวัฒนธรรมจีน มีลักษณะที่มาจากสัตว์หลาย ๆ ชนิดผสมผสานกัน ลักษณะลำตัวยาวเหมือนงู มีเขี้ยวขนาดใหญ่หนึ่งคู่อยู่ที่บริเวณขากรรไกรด้านบน มีหนวดยาวลักษณะเหมือนกับไม้เลื้อย และมีแผงคอเหมือนกับของสิงโตอยู่บน คอ , คาง และข้อศอก มีเกล็ดสีเขียวเข้มทั่วทั้งบริเวณลำตัวรวมทั้งสิ้น 117 เกล็ด ซึ่งเกล็ดมังกรจำนวน 81 แผ่น มีคุณสมบัติเป็นหยางซึ่งเป็นเกล็ดที่มีความดี เกล็ดมังกรจำนวน 36 แผ่น มีคุณสมบัติเป็นหยินซึ่งจะเป็นเกล็ดที่มีความชั่ว ลักษณะเขาของมังกรจะมีสันหลังทอดยาวไปตามหลังและหาง เป็นหนามยาวและสั้นสลับกัน มีขา 4 ขาและกรงเล็บแข็งแรง

เกล็ดของมังกรจีนนั้น จะผันแปรเปลี่ยนไปตามแต่ละชนิดของมังกร ตั้งแต่สีเขียวเข้มจนถึงสีทอง หรือบางแหล่งกล่าวกันว่า มังกรจีนนั้นมีหลายสี เช่น สีน้ำเงิน สีดำ สีขาว สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง แต่ในกรณีของมังกรชนิด ไชโอะ (chiao) หลังของมังกรจะเป็นสีเขียว บริเวณด้านข้างเป็นสีเหลือง และใต้ท้องเป็นสีแดงเข้ม มังกรจีนชนิดหนึ่งจะมีปีกที่ด้านข้างของลำตัว และสามารถที่จะเดินบนน้ำได้ แต่สำหรับมังกรจีนอีกชนิดหนึ่งเมื่อสะบัดแผงคอไปข้างหน้าและข้างหลัง จะทำให้เกิดเสียงที่ฟังดูเหมือนกับเสียงขลุ่ย

 

มังกรจีนจะมีโหนกอยู่บนหัวซึ่งทำให้สามารถบินได้ เรียกโหนกที่อยู่บนหัวว่า เชด เม่อ (ch’ih muh) แต่ถ้ามังกรจีนตัวใดไม่มีโหนกที่บริเวณหัว จะกำคทาเล็ก ๆ ที่เรียกว่า โพ เชน (po-shan) ซึ่งสามารถทำให้มังกรลอยตัวในอากาศได้ ในประเทศจีนคนโบราณมีความเชื่อกันว่ามังกรคือสัตว์ที่ทรงพลังและศักดิ์สิทธิ์แห่งฟ้าและดิน ได้รับการกล่าวกันว่ามีความเป็นมิตร มากกว่าความร้ายกาจ เป็นสัญลักษณ์ที่นำมาซึ่งความสุข และความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง พบได้ใน แม่น้ำและทะเลสาบ ชอบที่จะอยู่ท่ามกลางสายฝน มังกรได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้สร้างกฎแห่งความใจบุญ และเป็นสิ่งที่เสริมสร้างความมั่นใจ และความเชื่อมั่นให้แก่กษัตริย์ในราชวงศ์ชิง กษัตริย์จะนั่งบนบัลลังก์มังกร เดินทางโดยเรือมังกร เสวยอาหารบนโต๊ะมังกร และบรรทมบนเตียงมังกร

 

ตำนานงิ้ว

 

“งิ้ว” เป็นศิลปะการแสดงที่เกิดขึ้นมานาน 5,000 ปี 
เริ่มต้นจากช่วงรัชสมัยราชวงศ์จิว ซึ่งมีการผสมผสานการขับร้อง
และการเจรจาประกอบกับลีลาท่าทางของนักแสดงให้ออกเป็นเรื่อง
เป็นราว โดยนำเหตุการณ์ต่างๆ ในพงศาวดารและประวัติศาสตร์
มาดัดแปลงเป็นบทแสดง นอกเหนือไปจากพงศาวดารและ
ประวัติศาสตร์แล้ว เรื่องของความเชื่อ  ประเพณี  และศาสนาก็เป็น
สิ่งที่ผสมผสานอยู่ในการแสดง“งิ้ว” ด้วยเช่นกัน ในยุคสมัยนั้นยัง
ไม่มีแบบฉบับโดยเฉพาะ จึงมีผู้แสดงเพียงไม่กี่คน และมีการแสดง
เป็นเรื่องสั้นๆ  
         
         
งิ้ว...เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ซ้องประมาณปีค.ศ.1179-
1276
ทางภาคใต้ของจีนมีคณะงิ้วที่มีชื่อได้เปิดการแสดงที่มีบทพูดเป็น
โคลงกลอน..สลับกับการร้อง...ใช้เครื่องดีดสีตีเป่าเป็นดนตรีประกอบการ
แสดง..ในยุคนั้นยังไม่มีรูปแบบในการแสดงที่ชัดเจน...ใช้ผู้แสดงแค่ไม่กี่คน...
จึงมีการแสดงเป็นเรื่องสั้นๆเพียงเท่านั้น.  
        
         
ทางภาคเหนือนั้น ราวช่วงต้นศตวรรษที่ 13 พวกชนเผ่ามองโกล
สร้างรูปแบบของงิ้วขึ้นมาเรียกว่า "ซาจู" โดยมักแบ่งการแสดงออกเป็น 4
องค์ โดยตัวละครเอกเท่านั้น ที่จะมีบทร้องเป็นทำนองเดียวตลอดเรื่อง ส่วน
ตัวประกอบอื่นอาศัยการพูดประกอบขณะที่อุปรากรฝ่ายเหนือเป็นที่นิยมใน
หมู่ขุนนางชั้นสูง ทางใต้นั้นผู้คนนิยมดูงิ้วที่มีเนื้อหาเป็นเรื่องเล่าพื้นบ้าน 
         
          
ในศตวรรษที่ 16 บ้านเมืองเข้าสู่ความสงบ ผู้คนเริ่มมีฐานะและ
ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้วงการวรรณกรรมเฟื่องฟูไปด้วย ซึ่งส่งผลทำให้
บทร้องอุปราการสละสลวยยิ่งขึ้น โดยนายเหว่ย เหลียงฟุ (1522-1573)
นำนิยายพื้นบ้านดังๆเรียกว่า "คุนฉู" มาเขียนเป็นบทร้อง มีสไตล์การร้อง
ที่อ่อนหวาน ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นส่วนใหญ่คือกลองและขลุ่ยไม้  
        
         
วิวัฒนาการของงิ้ว...ยังคงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและมาเจริญรุ่ง
เรืองมากที่สุดในสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้ ประมาณปีค.ศ.1736-1796
ในศตวรรษที่ 18 เกิดอุปรากรแบบใหม่ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นรูปแบบของงิ้ว
ปัจจุบัน อุปรากรดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายนับตั้งแต่เปิดการแสดงในงานฉลอง
วันคล้ายวันพระราชสมภพของเฉียนหลงฮ่องเต้ ในจำนวนคณะงิ้วที่เข้ามา
แสดงเหล่านี้รวมถึงคณะของนายเว่ย จางเฉิน จากเสฉวน ซึ่งนำเทคนิคการ
แสดงงิ้วแบบใหม่ๆเข้ามาเผยแพร่ในเมืองหลวงกระทั่งปลายราชวงศ์ชิง งิ้ว
จึงมีลักษณะต่างๆกันออกไปหลายร้อยแบบ ทั้งในด้านการร้อง การจัดฉาก
เพลง แต่ส่วนใหญ่นำเนื้อเรื่องมาจากคุนฉู หรือนิยายที่เป็นที่นิยม และ
อุปถัมภ์คณะงิ้วกันมากขึ้น.... การแสดงงิ้ว...จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่
หลายไปจนทั่วประเทศจีน  
        
          
งิ้วที่ยอมรับกันว่าเป็นงิ้วที่สมบูรณ์แบบชนิดแรกคือ ละครใต้
(
หนันซี่) ของสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ แถบเมืองเวินโจว จนกระทั่งสมัยราชวงศ์ชิง
จึงเกิด ‘งิ้วปักกิ่ง’ ซึ่งถือได้ว่าเป็นศิลปะประจำชาติ และมีความโดดเด่นมาก
เพราะเป็นการแสดงที่เอาความเด่นของงิ้วทุกชนิดมารวมเข้าด้วยกัน มีการ
แสดงที่โลดโผนกว่างิ้วแต้จิ๋ว มีการร้องโอเปร่า ร้องลากเสียงเพื่อแสดงพลัง
เสียง และมีการใช้เสียงบีบเพื่อแสดงศิลปะการใช้เสียงที่หลากหลายด้วย 

 


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

แสงหนึ่งคือรุ้งงานม

นิทรรศการแสงหนึ่งที่ม.แม่ฟ้าหลวง

View All
<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29