|



"พี่ๆ ครับ เย็นนี้เชิญด้วยนะครับ งานเลี้ยงฉลองยศที่บ้านบางบอน" คิดขำๆ ทำไมคุณพ่อเฉลิม เร่ง วาง จุดตายให้รัฐบาลเร็วเหลือเกิน เล่าใคร ถามใครก็ไม่มีใครเชื่อว่า คุณพ่อเฉลิม ปล่อยให้ ลูกดวง อายุ 30 ปี ทวงยศกลับเข้ากรมด้วยตนเอง ถ้านายดวง มีแสงยานุภาพจริง มีศักยภาพจริง น่าจะแสดงอภินิหารตั้งนานสองนานแล้ว ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ พ่อเฉลิม เป็นบิ๊กมหาดไทย ณ.วันนี้ 



คลิป ดู่ ดู๊ ดู ใคร ทำดาบยิ้มตาย เรื่องดาบยิ้ม โลดแล่นในข่าวของเมืองไทย
หลังเกิดเรื่องใหม่ๆ นายดวงที่ยังคงใช้ชื่อ ดวงเฉลิม ขณะดำรงยศ ร.ต. สังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หรือ ศรภ. ได้หลบหนีไปต่างประเทศ ขาดราชการการเกินกว่า 15 วัน โทษก็คือ ไล่ออก อีกทั้งสังคมกดดันผู้รับผิดชอบในขณะนั้นอย่างหนัก จึงทำให้มีการจำใจต้องถอดยศ ร.ต.ดวงเฉลิมเสีย ทั้งนี้ ครั้งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หากชายคนหนึ่งคนใดหลบหนีทัพยังต้องโทษกุดหัว การขาดราชการของดวงเฉลิมในครั้งนั้นก็ต้องมีการให้ไล่ออก และถอดยศ จึงสมควรอยู่แล้วมิใช่หรือ การจะอ้างว่าต้องคืนยศให้เพราะศาลตัดสินยกฟ้องถือเป็นผู้บริสุทธิ์นั้น ดูจะไม่คำนึงถึงการ ขาดราชการ
เหตุเกิดเมื่อกลางดึกคืนที่ 29 ต.ค. 2544 นายดวงเฉลิม ,นายวันเฉลิม พี่ชายและลูกน้องพากันไปเที่ยวที่ทเวนตี้คลับ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ผับดังย่านรัชดาภิเษก ขณะผับใกล้เลิก พนักงานสอบสวน คือ พ.ต.ท.สุทิน พ่วงทรัพย์ ร.ต.อ.วิวัฒน์ บุญชัยศรี และด.ต.สุวิชัย รอดวิมุต เข้ามาตรวจสถานบันเทิงดังกล่าว ต่อมาทั้งสองฝ่ายเกิดโต้เถียงกัน มีปากเสียงกัน เนื่องจากจำเลยที่ 3 เดินเหยียบเท้าของร.ต.อ.วิวัฒน์ และหนึ่งในคนร้ายใช้ปืนยิง ด.ต. สุวิชัย จนเสียชีวิต ท่ามกลางแสงไฟสลัวในผับ หลังเกิดเหตุ นายดวงเฉลิม ได้หลบหนีการจับกุมกว่า 4 เดือน ต่อมาได้เข้ามอบตัวที่สถานทูตไทยประจำประเทศมาเลเซีย ก่อนเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อสู้คดีในชั้นศาล ตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมปฏิเสธไม่ได้เป็นคนฆ่าดาบยิ้ม ขณะเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ยืนยันความบริสุทธิ์ของลูกชาย และอ้างว่าคนที่ยิง ด.ต.สุวิชัย รอดวิมุต หรือดาบยิ้ม คือไอ้ปื้ด หรือนายเฉลิมชนม์ บุริสมัย คนขับรถ
ต่อมาวันที่ 25 พ.ค. นายสุพัตรา รอดวิมุต ภรรยาดาบยิ้ม ซึ่งเป็นโจทก์ร่วม พร้อมด้วยนายวัชระ สุคนธ์ ทนายความ ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลอาญา เพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ซึ่งให้เหตุผลว่า เนื่องจากโจทก์ร่วมไม่เห็นพ้องตามคำวินัจฉัยของศาลชั้นต้นที่ยังคลาดเคลื่อนในเหตุผลข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายหลายประการ โดยเสนอประเด็นอุทธรณ์รวม 6 ประเด็น
นายวัชระ ทนายความ กล่าวว่า นางสุพัตรา โจทก์ร่วมได้คัดค้านทุกประเด็นที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1,2 และ 5 พร้อมทั้งเสนอให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำเบิกของพยานโจทก์สอดคล้องกับผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งญาติผู้เสียชีวิตยังมีหวังในชั้นอุทธรณ์ และฎีกา ส่วนเหตุที่ไม่ยื่นอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 3 และ 4 ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน เพราะในการยื่นฟ้องในศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 และ 4 ร่วมกับอัยการในความผิดฐานดังกล่าว ดังนั้นการอุทธรณ์ในข้อหานี้เป็นหน้าที่ของอัยการ
แต่บทสรุปสุดท้าย ดาบยิ้มก็ตายฟรี! เมื่ออัยการ ซึ่งได้ขอขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์ออกไปหลายครั้ง ในที่สุดก็มีความเห็นไม่อุทธรณ์ คดีที่ นายดวงเฉลิม อยู่บำรุง ตกเป็นจำเลยสังหารดาบยิ้ม ตำรวจกองปราบปราม โดยระบุว่า เห็นตรงกับคำพิพากษา ไม่มีพยานยืนยันใครคือคนลั่นไก หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ตั้งคณะทำงานมาพิจารณาว่า ควรสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือไม่ โดยคณะทำงานสรุปความเห็นว่าไม่สมควรอุทธรณ์คดี และอัยการทำหน้าที่เต็มที่แล้ว หากว่าความเห็นไม่อุทธรณ์ในครั้งนี้จะขัดกระแสสังคมและความรู้สึกของประชาชน ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
คดี ดาบยิ้ม จะถูกบันทึก จดจำและเล่าขานต่อไปอีกนาน ตราบเท่าที่กระบวนการยุติธรรมยังดำรงอยู่คู่สังคมไทย และประชาชนตั้งแต่เหนือจรดใต้ ยังคงเรียกหาความยุติธรรม ความเสมอภาคซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดว่าบุคคลทุกคน ไม่ว่าจะเพศใด บุคคลใด หรือฐานะใด ย่อมมีความเสมอภาคกันแม้กระทั่งในทางกฎหมายก็ตาม ดวงเฉลิม หายตัวไปกว่าครึ่งปีก่อนจะไปโผล่เข้ามอบตัวที่สถานทูตไทยในมาเลเซีย เมื่อเช้าวันที่ 2 พ.ค.2545 ก่อนถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดี ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ตั้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แต่ไม่มีการตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงาน ทำให้พนักงานสอบสวนถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนในวงการตำรวจด้วยกันมากพอสมควร หลังจากนั้น พนักงานอัยการก็ส่งฟ้อง ดวงเฉลิม กับพวกอีก 2 คน ประกอบด้วยนายกฤษพัฒน์ จาตุรานนท์ และนายสุพจน์ แสงอนันต์ เป็นจำเลยต่อศาลอาญา ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนนายวันเฉลิม อยู่บำรุง พี่ชายคนกลาง และพ.ต.ต.ศราวุฒิ สกุลมีฤทธิ์ อดีตสารวัตร 191 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยใช้กำลังประทุษร้าย และช่วยเหลือให้ผู้กระทำผิดมิให้ถูกจับกุม ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไม่ยอมละความพยายามง่ายๆ นำตัว ไอ้ปื๊ด หรือนายเฉลิมชนม์ บุริสมัย เข้ามอบตัวอีกรอบ แต่ก็ถูกเมินอีกตามเคย เนื่องจากในทางการสืบสวนของตำรวจขณะนั้น เห็นว่า ไอ้ปื๊ดไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องกับคดี ต่อมาคดี ฆ่าดาบยิ้ม ก็เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล โดยเริ่มสืบพยานโจทก์ นัดแรกเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2545 โดยพนักงานอัยการนำนางสุพัตรา ขึ้นเบิกความเป็นพยานโจทก์ปากแรก ต่อด้วยพยานสำคัญอีกหลายปากไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง รอง ผกก.1 ป. ,ร.ต.อ.วิวัฒน์ บุญชัยศรี รอง สว.ผ.5 กก.2 ป.,ส.ต.ต.ทศพล อ่อนพันธุ์ ตำรวจประจำกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ,น.ส.นฤมล วงศ์เสือ ,นายสมภพ สุภิษะ ,น.ส.ทิฐินันท์ ฤทธิวัฒนะพงศ์ ซึ่งล้วนแต่อยู่ในคลับทเวนตี้ ผับ ขณะเกิดเหตุ ทำให้ผู้สันทัดกรณีในวงการกฎหมายหลายคนเชื่อกันว่างานนี้ ดวงเฉลิม รอดยาก ส่วนแนวทางการการต่อสู้คดีของทีมทนายความจำเลย ที่นำโดยทนายมือดี สมหมาย กู้ทรัพย์ มุ่งนำสืบพยานพุ่งเป้าไปที่ประเด็นแสงไฟในคลับทเวนตี้ คืนเกิดเหตุ เพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่าพยานโจทก์ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ดวงเฉลิม เป็นผู้ลั่นไกยิงดาบยิ้ม นอกจากนี้ยังมีพยานปากสำคัญอย่าง พล.ต.ต.วิชิต สมาธิวัฒน์ ผบก.นต.แพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ เบิกความหักล้างพยานโจทก์ในประเด็นวิถีกระสุน เนื่องจากบาดแผลจากหน้าผากด้านขวา ลงไปทะลุท้ายทอยด้านซ้าย เป็นไปได้ยากที่ ดวงเฉลิม จะยืนประจันหน้ากับ ดาบยิ้ม ขณะลั่นไกสังหารตามคำให้การของพยานโจทก์ สุดท้าย ศาลอาญาโดย นายวรพงษ์ ศิริกานต์นนท์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะพร้อมองค์คณะพิจารณาพยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้วมีคำพิพากษายกฟ้อง!?! นายกฤษพัฒน์ จาตุรานนท์ นายสุพจน์ แสงอนันต์ และนายดวงเฉลิม อยู่บำรุง เนื่องจากพยานโจทก์ขัดแย้งกันในสาระสำคัญอย่างสิ้นเชิงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อว่าจำเลยทั้ง 3 คน ร่วมกันฆ่า ด.ต.สุวิชัย อีกทั้งผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ก็ไม่สามารถทำให้ศาลเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยได้ว่าจำเลยที่ 5 คือนายดวงเฉลิม อยู่บำรุง เป็นคนยิงผู้ตายจนเสียชีวิต จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย คำพิพากษา ยกฟ้องดวงเฉลิม ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย เพราะสังคมได้พิพากษาไปแล้วว่า ดวงเฉลิม คือ ฆาตกร มิหนำซ้ำต่อมาพนักงานอัยการมีความเห็นไม่สมควรยื่นอุทธรณ์ จำเลยทั้ง 5 โดยให้เหตุผลว่า ที่ศาลชั้นต้นอ้างไว้ในคำพิพากษามีความสมเหตุสมผลแล้ว โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่องวิถีกระสุนและ ระยะห่างระหว่าง ผู้ตายกับผู้ยิงที่จะต้องเป็นลักษณะการกดปากกระบอกปืนประชิด ซึ่งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงได้ เช่นเดียวกับนางสุพัตรา ภรรยาหม้ายของดาบยิ้มที่ยอมถอยไม่ยื่นอุทธรณ์เช่นกันทำให้คดีถูกปิดลงแค่ในศาลชั้นต้นเท่านั้น ย้อนกลับมาดูชีวิตของครอบครัวเหยื่อสังหาร หลังเวลาผ่านไป 6 ปี สุพัตรา รอดวิมุต เผยว่าเธอและลูกชาย ยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านพักย่านแหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เมื่อขาดเสาหลักของครอบครัวไป เธอกับลูกชายก็ต้องเหนื่อยกันมากขึ้น โดยเธอได้รวบรวมเงินช่วยเหลือและเงินบริจาคตอนจัดงานศพ ดาบยิ้ม และเงินเก็บส่วนตัวได้ก้อนหนึ่ง นำไปซื้อรถบรรทุก 10 ล้อได้ 1 คัน เอาไปฝากวิ่งขนส่งร่วมกับบริษัทดาริกาทรานสปอร์ท ของเพื่อนสนิทเก็บรายได้จากค่าเช่ามาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว เมื่อรวมกับเงินบำนาญของดาบยิ้มอีกจำนวนหนึ่งก็พอจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก ส่วนลูกชายตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาจักษุแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี ชีวิตครอบครัวขณะนี้ถือว่ามีความสุขตามอรรถภาพ และไม่คิดจะกลับไปทวงถามหาความเป็นธรรมจากใครอีก คดี ฆ่าดาบยิ้ม ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญ ที่มีการฆ่ากันจริงๆ ตายกันจริงๆ แต่กลับไม่ได้ ฆาตกรตัวจริง มาลงโทษ ถึงวันนี้ เวลาผ่านมา 6 ปีแล้ว ไอ้ปื๊ด ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อ้างว่าเป็นมือปืนตัวจริงตอนนี้อยู่ที่ไหน?! มีใครสนใจจะนำตัวมาดำเนินคดีหรือไม่ ?! หรือเป็นแค่ตัวละครที่ ร.ต.อ.เฉลิม อุปโลกขึ้นมาเพื่อแก้ข้อกล่าวหาให้ลูกชาย และสุดท้าย การตาย(ฟรี) ของ ดาบยิ้ม ก็เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า บางครั้งกระบวนการยุติธรรมก็ไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกๆคนได้...
|