คุณเชื่อหรือไม่ว่า คนที่จะได้อยู่ด้วยกัน ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกัน ผมไม่เคยเชื่อเลยนะครับ ด้วยความที่ตัวเองไม่เคย อยากอยู่กับใคร หรือจริงๆ แล้วอาจจะไม่เคยรักใคร จนอยากจะอยู่กับเขามาก่อนก็ได้ แต่วันนี้มันมีเรื่อง แปลกที่ทำให้ผมเชื่อเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับผมครับ เพราะว่าถ้ามันเกิด ขึ้นกับผม ผมก็คงจะไม่มานั่งเขียน Blog คนเดียว ตอนตีห้าอย่างนี้แน่ ผมคงอยากจะใช้เวลาไปนอนฝัน ถึงเธอคนนั้นตลอดเวลาแน่นอน เรื่องก็มันมีอยู่ว่า เมื่อประมาณสามเดือนที่แล้วเพื่อนสนิท ที่เป็นผู้หญิงของผมคนหนึ่งได้โทรมาร้องไห้กับผม เพราะ เธอเพิ่งเลิกกับแฟนที่คบกันมาเกือบๆ 5 ปี ซึ่งสำหรับผม แล้ว 5 ปีกับความสัมพันธ์อันหวานชื่นราบรื่นมันดูยาวนาน มากๆ ส่วนเหตุผลทำไมเธอเลิกกับแฟนคนนั้นผมขอไม่ เล่าครับ ท่านที่มีแฟนนานๆ ก็คงจะพอเดาได้ ส่วนผมถ้า เพื่อนผมไม่เล่าให้ฟังก็ไม่สามารถที่จะเดาได้เลย เธอกับแฟนของเธอทดลองอยู่ด้วยกันก่อนตามประสาหนุ่มสาว รุ่นใหม่ทั่วไป พวกเขาเคยเช่าอพาร์ตเม้นท์หรูอยู่ด้วยกันแถว บ้านผม และผมก็กลายเป็นญาติสนิทของเขาทั้งสองคนโดย ปริยาย พอเขาเลิกกันก็เป็นเหตุที่จำจะต้องแยกกันอยู่ เพื่อน ผมก็กลับไปอยู่ที่บ้านแม่ของเธอ เธอได้รบกวนผมอย่างหนึ่งว่า ให้ช่วยหาคอนโดมือหนึ่งหรือ มือสองก็ได้ ที่สามารถจะย้ายเข้าไปอยู่ได้ทันที เพราะเธอ ต้องการจะมีที่อยู่เป็นของตัวเองคนเดียวอย่างถาวร ผมก็ ช่วยเธอเต็มที่ ตระเวณพาเธอไปเลือกซื้อ พวกพนักงานขาย ก็นึกว่าผมกับเธอกำลังจะแต่งงานกันมาดูคอนโดกัน เราก็ ทำให้มันกลมกลืนกันไป วันหนึ่งผมพาเธอไปดูที่คอนโดยี่ห้อดังแห่งหนึ่งย่านพญาไท ใกล้สถานีรถไฟฟ้า มันเป็นห้องที่ถูกธนาคารยึดเพราะคน ที่อยู่เดิมขาดส่งไป 6 งวด ธนาคารก็เลยยึดและประกาศขาย ตั้งแต่วินาทีที่เธอเดินเข้าไปในห้องๆ นั้น ผมเห็นรอยยิ้มของ เธอขึ้นมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่วันที่เธอร้องไห้โทรมาหาผม เธอ เดินไปรอบๆ ห้องด้วยรอยยิ้มที่ต่อเนื่อง แล้วก็ลองนั่งโซฟาที่ เจ้าของเดิมทิ้งไว้ เดินไปที่ระเบียงทำถ้าสูดอากาศเหมือน กับโฆษณาผงซักฟอก ก่อนที่เธอจะไปลองใช้ห้องน้ำ ลอง นอนกลิ้งไปบนเตียงนอนที่มีฝุ่นเขรอะ แล้วเธอก็รีบวิ่งมาหา ผมกับพนักงานขายที่ยืนงงอยู่ด้วยกันที่หน้าประตู และพูดว่า "เอาห้องนี่หล่ะค่ะ รู้สึกเหมือนเป็นบ้านตั้งแต่เดินเข้ามาเลย" แล้วเธอก็ยิ้มกว้างกว่าเดิมเป็นสองเท่า ตัวผมเองในฐานะ เพื่อนสนิทและคนที่อยากจะช่วยให้เธอสบายใจขึ้นมาบ้าง ก็ดีใจยิ้มตามเธอไปด้วย ก่อนที่รอยยิ้มของเธอจะแคบลงๆ เมื่อพนักงานขายกล่าวสั้นๆ ว่า "ห้องนี้ สามล้านห้าแสนค่ะ" ผมก็บอกเพื่อนผมว่า "ราคานี้มันซื้อทาวน์เฮาส์ย่านเอกมัยได้เลยนะ" เธอหยุดยิ้ม แล้วคิดคนเดียวอยู่สักครู่ ก่อนที่จะเอ่ยปากว่า "ต้องอยู่ที่นี่ให้ได้ เราชอบมาก แต่ขอไปหาทางหากู้เงินก่อน" หลังจากนั้นเราก็ลงมาจากห้องนั้น เธอเดินสำรวจบริเวณห้อง โถงชั้นล่าง สวนหย่อม และที่จอดรถ ก่อนที่จะยิ้มอย่างดีใจ อีกที ผมได้ชวนเธอไปทานข้าวด้วยกันหลังจากนั้น แต่เธอ ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าเธอจะต้องรีบไปปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ เรื่องการซื้อคอนโดห้องนี้ ในระหว่างที่ผมขับรถไปส่งเธอ เธอก็ถามผมเรื่องการผ่อนบ้านการกู้เงินไปตลอดทาง หลังจากวันนั้น เธอเงียบไปหนึ่งเดือนไม่โทรมาเล่าให้ผมฟัง เลย ผมเองก็ไม่อยากที่จะโทรไป เพราะเรื่องการเงินมันเป็น เรื่องส่วนตัวมาก ถึงเป็นเพื่อนสนิทก็ไม่ควรจะถามนอกจาก เธอจะขอความช่วยเหลือก่อน วันหนึ่งเธอโทรมาบอกว่า เธอสามารถหาเงินกู้ซื้อห้องนั้นได้ แล้ว ผมก็แสดงความดีใจกับเธอก่อนที่จะรีบขับรถไปรับเพื่อ ไปคุยกับบริษัทตัวแทนขาย พอเราไปถึงที่สำนักงาน พนักงานขายคนนั้นก็ทำหน้าเศร้า พร้อมบอกว่า หลังจากวันที่เราไปดูกันเธอได้พาลูกค้าอีกคน หนึ่งไปดูห้องนั้นเหมือนกัน และลูกค้าคนนั้นก็เพิ่งจะตัดสินใจ ซื้อห้องนั้นไปได้แค่ 5 วันก่อนหน้านี้เอง เธอร้องไห้ทันที ร้องไห้เสียงดังคนทุกคนในสำนักงานมอง มาที่เธอคนเดียว แล้วเธอก็ขอร้องให้พนักงานขายโทรไป บอกคนที่มาซื้อให้สงสารเธอหน่อย เธอรักห้องนั้นมาก และ มุ่งหวังพยายามที่จะหาเงินซื้อ แต่พนักงานขายก็ปฏิเสธ แม้แต่เบอร์โทรศัพท์ของคนที่ซื้อไปก็ไม่ยอมบอกเรา เพื่อนผมเธอต่างจากวันที่ผมขับไปส่งบ้านในวันนั้นมาก เธอ ร้องไห้ตลอด ร้องไห้หนักกว่าวันที่เธอโทรมาบอกผมว่าเธอ เลิกกับแฟนอีก แล้วก็รำพึงว่าเธอไม่มีที่อยู่แล้ว ผมก็ปลอบ เธอว่าจะพาไปหาที่ใหม่ เดี๋ยวจะหาดูให้ทุกวัน แต่เธอก็พูด สั้นๆ ว่า "ไม่ .. พอแล้ว" อีกสามวันต่อมาเธอโทรมาหาผมว่าเธอตัดสินใจว่าจะไปดัก รอเจอคนที่มาซื้อห้องนั้นแล้วขอคุยกับเขา ถึงจะต้องเพิ่ม เงินเพื่อจะซื้อต่อจากคนๆ นั้นก็ยอม ผมก็ตะโกนใส่โทรศัพท์ เพื่อเตือนสติให้อย่าทำแบบนั้น แล้วเธอก็ทำ เธอไปเฝ้าดักรอเจ้าของห้องใหม่ทุกวัน จนวันหนึ่ง เธอไปลองเคาะประตูห้องนั้นดู แล้วปรากฏว่า มีผู้ชายคนหนึ่งเปิดประตูออกมาจากห้อง เขาคือแฟนเก่าของเธอที่เพิ่งเลิกไปนั่นเอง วันนี้เองผมได้รับโทรศัพท์ของเธออีกครั้งหนึ่งเพื่อเชิญผมไป งานแต่งงานของเธอกับแฟนเก่าของเธอคนนั้นปลายเดือนนี้ และบอกว่าห้องๆ นั้นจะเป็นเรือนหอของเขาทั้งสองคน เพลงที่ผมเอามาให้ฟังเป็นเพลงของ Hoagy Carmichael และแต่งทำนองโดยNed Washington ในปี 1938 หลายคน คงจะคุ้นกับเพลงนี้ในเสียงของ Norah Jones หรือ Frank Sinatra แต่วันนี้ผมเอามาให้ฟังกันอีกสามเวอร์ชั่น
1. เสียงร้องของ Sarah Vaughan
 2. เสียงร้องของ James Taylor และแซกโซโฟนจาก Michael Brecker ศิลปินที่เพิ่งจากเราไปเมื่อไม่นานมานี้ จากอัลบั้ม "Nearness of You - The Ballad Book"
 3. เสียงเดี่ยว Flugelhorn ของคุณปู่ Clark Terry จาก อัลบั้มที่ออกคู่กับคุณลุง Max Roach ที่ชื่อว่า Friendship 
Nearness of You It's not the pale moon that excites me That thrills and delights me, oh no It's just the nearness of you It isn't your sweet conversation That brings this sensation, oh no It's just the nearness of you When you're in my arms and I feel you so close to me All my wildest dreams come true I need no soft lights to enchant me If you'll only grant me the right To hold you ever so tight And to feel in the night the nearness of you |