พิมพ์หน้านี้
|
ณ ตลาดประชานิเวศน์ 1 เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ร้านค้ามากมายตั้งเรียงรายอยู่สองข้างถนนในซอยที่ไม่ได้ยาวมากแต่มีร้านค้ามากมายไม่ต่ำกว่า 20 ร้านให้พวกหิวโหยที่มองหาของกิน แต่เมื่อมาถึงก็ไม่รู้จะกินอะไรดีมีให้เลือกเยอะเสียเหลือเกิน สองสาวหน้าใส พี่มิสนอร์กับพี่ชมพู่ เดินทางล่วงหน้าและกำลังนั่งตักข้าวผัดใส่ปากพร้อมกับขยับ หมับๆๆ ไม่ใช่คี้ยวข้าวนะแต่เมาท์อยู่ (555) ดูท่าทางของพี่ชมพู่ก็นั่งฟังพี่มิสนอร์กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เราก็แทรกตัวเข้าไปทำลาย เรื่องราวที่เขากำลังสนทนากันต้องยุติลงนำเอาเมนูอาหารเข้ามาแทรกว่าจะกินอะไรดี
สรุปมาหยุดอยู่ที่เกาเหลาลูกชิ้นหมูน้ำใสเจ้าประจำ ระหว่างนั้นก็พักชามก๋วยเตี๋ยวไว้ก่อนกลับมาสู่บทสนทนาที่พักไว้ก่อนจะเริ่มดึงกลับมาใหม่ซึ่งจุดหมายปลายทางอยู่ที่เพชรบูรณ์ ขณะที่พี่มิสนอร์ก็ยังคงตักข้าวผัดเข้าปากไม่หยุด เพราะพลังความหิวไม่อาจต้านทานได้ เพราะตรากตรำทำงานมาทั้งวันนั่นเอง ชามก๋วยเตี๋ยวพร้อมเครื่องปรุงวางอยู่ตรงหน้า กลิ่นเริ่มโชยไปเตะจมูกพี่ชมพู่เข้าพอดิบพอดีจากเดิมที่ว่าจะไม่กินก็อดลุกขึ้นไปสั่งไม่ได้ ส่วนพี่มิสนอร์ของเราสิข้าวผัดก็ยังไม่ทันหมดทำเป็นน้องพลับขอสอง เริ่มมองซ้ายแลขวาหาคำตอบจากสายตาคนรอบข้างว่าฉันผิดมากหรอที่จะกินอีกชาม (ไม่ผิดครับไม่ผิด)
เมื่อก๋วยเตี๋ยวมาส่งครบก็ขอเก็บเงินเลย ส่งสัยว่าจะกลัวพวกเราชิ่ง (สงสัยว่าจะมีคนเข้าใจผิดบ่อยว่ากินฟรี) ขณะที่พวกเรากำลังเอร็ดอร่อยกับชามก๋วยเตี๋ยวตรงหน้า พร้อมกับเติมความสุขด้วยการเอ๋ยถึงคนโน้นคนนี้พอเป็นน้ำจิ้มบางเล็กน้อยถึงปาน
ในขณะนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งโผล่(เสนอ)หน้าแบบไม่คาดคิดแถบย่องมาเงียบๆ ขวัญกระเจิงกันหมด มาคนเดียวไม่ว่าอุ้มลูกตัวเล็กๆมาอีกคนกลิ่นละมุดโชยเชียว ขอเงินกินข้าวหน่อย ยังไม่ทันตั้งหลักจากภาวะการตกใจกระทันหันบวกกับงุนงงไปชั่วขณะพี่ชมพู่ ผู้ที่อยู่ใกล้กับชายแปลกหน้าตัวเหม็นคนนั้นลุกพรวดขึ้นพร้อมกับกล่าววาจาที่ทำเอาขอทาน(แต่งตัวไม่แย่ไม่พิการ) แต่ทำตัวเป็นขอทาน ถึงกับอึ้งและงง จะกินไรไปเลยเลือกเดี๋ยวซื้อให้ตอนนี้ (เสียงห้าวสุดๆ) ประมาณแอบขู่นิดนึง
ใจนึกอยากจะปรบมือให้ดังๆสักสิบครั้งแต่ภาวะนั้นเริ่มตึงเครียดเมื่อชายคนนั้นไม่ตอบกระไร และทำหน้าอึดอัดคงไม่เคยเจอมุขนี้ละสิ (สะใจ) กระทั่งพี่ชมพู่ของเราถามย้ำอีกว่า จะกินไหมกินไรเลือกเอา ก่อนที่ชายคนนั้นจะทำหน้าไม่พอใจนิดหนึ่งกำลังติดสินใจว่าจะเดินไปดีหรือว่ากิน เพราะจริงๆแล้วจะเอาเงินไปซื้อเหล้ากิน แต่ก็ลือกตอบว่า ข้าวมันไก่ ประมาณว่าเลือกเอาร้านข้างหน้า ไม่คิดเลย
พี่ชมพู่ลุกจากเก้าอี้เดินไปสั่งข้าวมันไก่ให้ 1 จาน แล้วชายคนนั้นก็ไปยืนด้านหลังพี่ชมพู่แล้วถ่มน้ำลายอยู่ไม่หยุด นึกในใจไม่น่าซื้อให้(แม่ง) กินเลย แล้วชายคนนั้นก็ไปเลือกนั่งโต๊ะที่มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว หันไปอีกที สองคนที่นั่งอยู่ก่อนก็ลุกไปไหนแล้วไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะทำให้คนอื่นลำบากหรือเปล่า
ชายคนนั้นยังคงแสดงกริยาที่ไม่สุภาพด้วยการถ่มน้ำลายไม่หยุด และไปหยิบต้นหอมในถ้วยมากัดกินและส่งให้เด็กที่เขาอุ้มอยู่ เด็กก็กัดต้นหอมกินอย่างหิวโหย ไม่แน่ใจว่าเป็นต้นหอมของร้านข้าวมันไก่หรือไม่เพราะเป็นโต๊ะรวม ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่อยากจะรับรู้อะไรต่อแล้ว รู้แต่เพียงว่าอยากไปให้พ้นๆ (ไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นจะได้กินด้วยหรือเปล่าไม่รู้)
พี่พู่ควักเงินจ่ายค่าข้าวมันไก่แล้วบอกให้คนสับไก่เสิร์ฟให้ชายคนนั้นด้วย แต่เงินไม่พอขาดอีก 5 บาท รีบควักกันใหญ่เพราะอยากออกไปจากที่ตรงนี้เร็วๆ เมื่อจ่ายเงินค่าข้าวมันไก่เสร็จแล้วพวกเราก็เดินออกมา ก้าวจากร้านยังไม่ถึง 100 เมตร พี่สาวร้านข้าวผัดวิ่งหน้าตั้งมาหาพวกเราพร้อมกับบอกว่า น้องค่ะยังไม่ได้จ่ายเงินค่าข้าวผัด ฮา....... รีบจนลืมจ่ายเงิน น่าอายจริงๆ (ใครก็ไม่รู้) ขอชื่นชมความกล้าหาญของพี่ชมพู่กับภาระกิจสุดหรรษา ขอทานงงไปเลย ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่รู้อะไรที่ดึงดูดให้ขอทานคนนี้เลือกพวกเราเป็นเหยื่อแต่ที่รู้คือเขา คิดผิด
|