พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้จีด้าอยากแบ่งปันประสบการณ์ในการบริจาคเกร็ดเลือดค่ะ พอดีเมื่อวันศุกร์ 13 กรกฏาคม 2550 ที่ผ่านมา จีด้าได้มีโอกาสไปบริจาคเกร็ดเลือดที่โรงพยาบาลรามาฯมาค่ะ จริงๆ แล้ว วันนั้นตั้งใจไปบริจาคเลือดให้กับพ่อของพนักงานบริษัทในเครือเดียวกับบริษัทที่จีด้าทำงานอยู่ ซึ่งพ่อของเค้าต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื่องจากเป็นมะเร็งค่ะ จีด้าเอง เคยบริจาคเลือดมา 5 ครั้งแล้วค่ะ บริจาคครั้งแรกคือสมัยเรียนม.4 ที่ใต้โน่นนนนแน่ะค่ะ ซึ่งหลังจากบริจาคไปแล้วเนี่ย สิ่งนึงที่จีด้ารู้สึกคือ อิ่มใจ ตั้งแต่เริ่มเจาะเลือดเลยค่ะ เพราะเรารู้ว่า เลือดที่เราบริจาคจะได้นำไปใช้ประโยชน์ให้กับใครซักคนที่เค้าต้องการจริงๆ แทนที่จะมาเสียเปล่าในร่างกายของเรา และเค้าคนนั้น อาจกำลังต้องการเลือดถุงนี้มากจริงๆก็ได้ เราซะอีกบางครั้งไม่เคยเห็นความสำคัญของเลือดตัวเองด้วยซ้ำ ไม่งั้นจะมีพวกตีรันฟันแทง เลือดตกยางออก ไม่สนใจว่าตัวเองเจ็บตัวรึเปล่า ขอแค่ให้ได้เอาเลือดของศัตรูเราออกก็พอ มากขึ้นเรื่อยๆเหรอคะ เฮ้อออออ...... อ่ะ กลับมาเรื่องบริจาคเลือดต่อดีกว่า หลังจากที่เรายื่นความจำนงค์ว่าจะขอบริจาคเลือดให้กับคุณ .... ก็ตรวจเลือดเบื้องต้น ตอบคำถามเบื้องต้นว่านอนพอมั้ย กี่ชั่วโมง ทานข้าวรึยัง ทานยาอะไรมาบ้างมั้ย เป็นโรคอะไรรึเปล่า บลา บลา บลา ... แล้วก็มาวัดความดัน ก็พอดีว่า ขณะที่วัดความดันอยู่เนี่ย คุณเจ้าหน้าที่เค้าก็ถามว่าบริจาคเลือดมากี่ครั้งแล้ว จีด้าก็ตอบไปว่า 5 ครั้ง (4 ครั้ง สมัยอยู่ใต้ และอีก 1 ครั้งที่สภากาชาด แต่ในบัตรชั่วคราวของสภากาชาดระบุแค่ 1 ครั้ง เพราะ 4 ครั้งที่ใต้เค้าไม่มีข้อมูลประวัติ ก็เลยนับ 1 ใหม่เลยตอนมาบริจาคที่กรุงเทพฯ) พอเค้าได้ยินว่าเราเคยบริจาคมาแล้ว ก็เลยมาวัดดูขนาดเส้นเลือดค่ะ จีด้าก็งง เอ๊.... ครั้งก่อนๆ ไม่เห็นต้องวัดขนาดเส้นเลือดเลย ตอนแรกวัดแขนซ้าย ซึ่งปกติจะเจาะเลือดแขนนี้ เพราะถนัดแขนขวา ก็จะเก็บแขนขวาไว้ใช้งาน ก็ปรากฏว่าแขนซ้ายเส้นเลือดเล็กไป จีด้าก็เลยถามว่า วัดขนาดเส้นเลือดทำไมเหรอ คุณเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าถ้าขนาดใหญ่พอ จะให้บริจาคเป็นเกล็ดเลือดแทน จะได้ประโยชน์กว่า จีด้าก็เลยขอให้เค้าวัดแขนขวาอีกครั้ง (ยอมสละแขนข้างถนัดเลยค่ะ ^ v ^) ก็ปรากฏว่าขนาดพอใช้ได้ (แค่พอใช้ได้ค่ะ ไม่ใหญ่มาก แต่ก็ไม่เล็กเกินไป) แล้วคุณเจ้าหน้าที่เค้าก็เลยถามว่ามีเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงรึเปล่า เราก็โอเค ได้ๆๆ เราไม่รีบ (จริงๆ หนีงานไปนะคะเนี่ย แหะ แหะ) ก็เลยไปนอนรอเตรียมบริจาคเกล็ดเลือด ระหว่างนอนรอคุณเจ้าหน้าที่เค้าเซ็ตอุปกรณ์ ก็เลยถามเค้าค่ะ จีด้า : ทำไมต้องเคยบริจาคเลือดหลายๆครั้งแล้ว ถึงจะบริจาคเกร็ดเลือดได้เหรอคะ คุณเจ้าหน้าที่ : ใช่ค่ะ จริงๆ เพื่อตัวผู้บริจาคเอง เพราะกลัวว่าคนที่ไม่ชิน เดี๋ยวอาจเกิดการช็อกได้ และคนที่เคยบริจาคเลือดแล้วเนี่ย เลือดเค้าก็เหมือนได้รับการตรวจมาแล้ว มีประวัติแล้ว และเส้นเลือดของคนที่เคยบริจาคแล้วจะค่อนข้างแข็งแรงยืดหยุ่นกว่า เพราะเคยบริจาคเลือดมาได้แล้ว (ไม่ใช่แข็งแรงหรือยืดหยุ่นขึ้นนะคะ แต่หมายถึง แข็งแรงและยืดหยุ่นอยู่แล้ว ถึงเคยบริจาคเลือดได้ ถ้าจะบริจาคเกร็ดเลือดก็ไม่ต้องกลัวว่าเส้นเลือดจะแตก) การบริจาคเกล็ดเลือดเนี่ย ผู้บริจาคต้องมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงกว่าการบริจาคเลือดธรรมดา บางคน บริจาคเลือดเป็นประจำ ไม่เคยเป็นอะไรเลย แต่พอมาบริจาคเกล็ดเลือด กลับเป็นลมก็มีค่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถบริจาคเกล็ดเลือดได้ แม้จะเป็นคนที่บริจาคเลือดเป็นประจำก็ตาม (จีด้าค้นเพิ่มเติมมาได้ว่า อุปกรณ์ที่ใช้รับบริจาคเกล็ดเลือด ต่อ 1 การบริจาคเนี่ยราคาประมาณ 7-8 พันบาทนะคะ ถ้าเกร็ดเลือดเราดันใช้ไม่ได้หลังบริจาคและตรวจสอบ หรือเส้นเลือดแตกระหว่างการบริจาคต้องทิ้งอุปกรณ์ทั้งชุดไปเลยนะคะ คือเงิน 7-8 พันบาทนั่นจะเสียเปล่าไปเลย นี่ยังไม่รวมต้นทุนอื่นๆอีกนะคะเนี่ย) จีด้า : ทำไมต้องเส้นเลือดใหญ่ ถึงจะบริจาคเกล็ดเลือดได้เหรอคะ คุณเจ้าหน้าที่ : ใช่ค่ะ เพราะขนาดเส้นเลือดมีผลต่อการทำงานของเครื่องด้วย เพราะเครื่องต้องดูดเลือดของเราเข้าไปปั่นเพื่อให้ได้เกร็ดเลือด ถ้าเส้นเราขนาดเล็กมาก ก็ต้องใช้เวลานานมาก และเส้นเลือดอาจฉีกขาดได้ง่ายด้วย จีด้า : แล้วเกร็ดเลือดเอาไปทำไมคะ คุณเจ้าหน้าที่ : ก็เอาไปใช้ในการผ่าตัด หรือให้กับคนที่เค้าเกร็ดเลือดต่ำ เพราะเกร็ดเลือดจะช่วยในการแข็งตัวของเลือดค่ะ หรืออย่างคนที่เป็นไข้เลือดออก ก็ใช้เกร็ดเลือดเหมือนกัน หลักๆก็ประมาณนี่แหล่ะค่ะ นอกนั้นก็คุยสัพเพเหระ แล้วก็เจาะเลือดไปตรวจก่อน เพื่อเช็คระดับเกล็ดเลือดว่าพอที่จะให้ได้รึเปล่า (ต้องเช็คก่อนนะคะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะให้ได้ เพราะถ้าเกล็ดเลือดต่ำมาก ก็ต้องใช้เวลานานกว่าปกติ และถ้าร่างกายเกิดเสียเลือดภายในช่วง 2-3 วันหลังบริจาค และร่างกายยังผลิตเกล็ดเลือดมาไม่ทันก็อาจเป็นอันตรายได้) ซึ่งพอตรวจแล้วปรากฏว่าจีด้ามีปริมาณเกล็ดเลือดอยู่ 230,000 ก็ผ่านค่ะ บริจาคได้ (คนปกติจะมีเกล็ดเลือด100,000 500,000 ต่อเลือด1 ลูกบาศก์มิลลิลิตร แต่คนที่จะบริจาคเกร็ดเลือดได้ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 200,000 ขึ้นไปค่ะ) แต่ขนาดเส้นเลือดจีด้าแค่พอใช้ได้อย่างที่บอก และเกล็ดเลือดแค่ 230,000 ก็ใช้เวลาประมาณ 1.30 2 ชั่วโมงเลยค่ะ (นับตั้งแต่เครื่องทำงานนะคะ ยังไม่รวมเวลาช่วงนอนรอก่อน และหลังบริจาค) ระหว่างนั้นก็นอนให้เครื่องทำงานไป การทำงานของเครื่องจะมี 2 ช่วงค่ะ คือ ช่วงที่เครื่องจะดูดเลือดเราเข้าเครื่อง ซึ่งจะดูดเข้าไปพักในถุงสำรองก่อนแล้วนำไปปั่นเพื่อแยกเกร็ดเลือดออกจากส่วนประกอบอื่นๆ ซึ่งระหว่างที่เครื่องดูดเลือดเราเนี่ยเจ้าแผ่นรัดที่แขน(เหมือนแผ่นที่รัดแขนเวลาวัดความดันน่ะค่ะ)ก็จะรัดแน่น และลูกบอลยางในมือก็จะพองตัวออก เราก็ต้องช่วยบีบเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเข้าเครื่องเร็วและแรงขึ้นด้วย และอีกช่วงก็คือ ช่วงที่เครื่องจะคืนส่วนประกอบอื่นของเลือดที่ไม่ได้ใช้กลับมาให้ ซึ่งแผ่นรัดแขนจะคลายออก และลูกบอลยางจะแฟบลง เราก็ไม่ต้องบีบค่ะ แค่รอให้เครื่องคืนส่วนประกอบที่ไม่ได้ใช้คืนกลับมาให้ร่างกายของเราก็พอ และระหว่างนี้เอง ที่เครื่องก็จะเอาเลือดที่สำรองไว้ในถุงไปปั่นต่อ แล้วก็จะวนกลับไปช่วงดูดเลือดอีกครั้ง กลับไปกลับมาเรื่อยๆค่ะ (แหม ใช้คำว่า ดูด มันก็แรงไปนะคะ แต่จีด้าไม่รู้จะใช้คำไหนแทนน่ะค่ะ แต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะคะ ไม่ต้องตกใจไปค่ะ ^ v ^ ) ระหว่างที่นอนบริจาค เราจะรู้สึกชาตามมือ เท้า หน้า ปาก ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะเป็นอาการปกติค่ะ หลังจากนั้นซัก 2 ชั่วโมงก็หายแล้วค่ะ แป๊บเดียววววว ก็เป็นอันเรียบร้อยได้เกล็ดเลือดมา 1 ถุง จีด้าภูมิใจมากเลยนะคะ เพราะเคยตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะไปบริจาคเกร็ดเลือด แต่บังเอิญได้บริจาคยิ่งรู้สึกดีใจว่ามันคงเป็นโอกาสที่เหมาะแล้ว และเกร็ดเลือดถุงนั้นต้องได้ใช้แน่ๆ ขอเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคเกร็ดเลือดอีกนิดนะคะ 1. เกล็ดเลือด ทำหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวตรงจุดที่มีการฉีกขาดของเส้นโลหิต เจ้าเกล็ดเลือดเนี่ยจะมีอายุการทำงานในกระแสโลหิตของเราเอง ประมาณ 5-10 วันเท่านั้นค่ะ 2. ประโยชน์ของเกร็ดเลือด ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคต่างๆ ดังนี้ - ผู้ป่วย โรค Leukemia โดยจะต้องรับเกล็ดเลือดสัปดาห์ละ 2ครั้ง ถึงวันเว้นวันขึ้นกับอาการโรค - ผู้ป่วย Dengue fever (ไข้เลือดออก) จะใช้เกล็ดเลือดเวลาที่มีเลือดออกมาก - ผู้ป่วยมะเร็ง - DIC - ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia )ในโรคอื่นๆ - โรคเลือดอื่นๆ - Aplastic anamia 3. เกล็ดเลือดเมื่อเจาะออกมานอกร่างกายแล้ว จะมีอายุเพียง 24 ชั่วโมง - 5 วัน ตามลักษณะและกรรมวิธีในการเจาะเก็บและต้องเก็บรักษาไว้ในตู้ซึ่งควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 22 องศาเซลเซียส พร้อมกับมีการเขย่าเบาๆ ตลอดเวลา 4. คุณสมบัติพิเศษสำหรับผู้บริจาคเกล็ดโลหิต (นอกเหนือจากคุณสมบัติทั่วไปจากผู้บริจาคเลือดปกติ) - หมู่โลหิตจะต้องตรงกับผู้ป่วยที่ต้องการเกล็ดโลหิต - เส้นโลหิตตรงข้อพับแขนชัดเจน - ไม่รับประทานยาแก้ปวดแอสไพริน ในระยะเวลา 5 วันก่อนบริจาค - ควรงดอาหารที่มีไขมันสูงก่อนการบริจาค - และควรเป็นผู้ที่บริจาคโลหิตสม่ำเสมอ 5. ความถี่ในการบริจาคเกร็ดเลือดจะอยู่ที่ทุก 30 วัน (สำหรับการบริจาคเลือดทั่วไปจะอยู่ที่ทุก 3 เดือน และการบริจาคพลาสมาจะอยู่ที่ทุก 14 วันค่ะ) เสร็จแล้วคุณเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า เราจะไม่รู้สึกเพลียมากเท่ากับการบริจาคเลือดปกตินะคะ เพราะเค้าเอาเลือดเราไปนิดเดียวค่ะ แต่ต้องทานบำรุงพวกแคลเซียม เพราะคุณเจ้าหน้าที่อธิบายว่า ในส่วนประกอบที่เครื่องคืนกลับมาให้เราเนี่ย มันมีส่วนของสารที่ช่วยให้เลือดไม่แข็งตัวด้วย ซึ่งแคลเซียมในร่างกายเราจะจับเข้ากับสารตัวนี้ทำให้ปริมาณแคลเซียมเราลดลงกระทันหัน แต่ไม่ต้องตกใจค่ะ แค่กินแคลเซียมเพิ่มเติม ออกกำลังกายนิดหน่อย มันก็จะกลับมาเหมือนเดิมแล้วค่ะ แล้วสำหรับเกล็ดเลือดที่บริจาคไป ร่างกายก็จะผลิตกลับมาภายใน 3 วันค่ะ แต่ระหว่างนี้ก็อาจต้องระวังอย่าพยายามให้เกิดอุบัติเหติที่ทำให้เลือดออกมากๆ เพราะเกร็ดเลือดเราจะต่ำลง อาจมีผลกับการหยุดไหลของเลือดได้ค่ะ แต่ถ้ามาบริจาคครั้งหน้าแล้วเกร็ดเลือดลดต่ำลงกว่าเดิมจนผิดสังเกต ก็อาจต้องบำรุงตัวเองใหม่ และคงต้องหยุดบริจาคซักพัก จนกว่าร่างกายจะผลิตกลับมาทดแทนได้หมด เท่าที่จีด้าคุยกับคุณเจ้าหน้าที่ เค้าบอกว่าอย่างที่โรงพยาบาลรามาฯเนี่ย วันๆนึงต้องใช้เลือดและเกร็ดเลือดเป็น 20 ถุง แต่เบิกจากสภากาชาดมาได้ไม่ครบ บางวันได้มาแค่ 2-3 ถุงก็มี เพราะทางสภากาชาดก็ไม่ได้มีเลือดเหลือพอแจกจ่ายครบทุกโรงพยาบาล เลือดพิเศษบางกลุ่มแทบไม่มีสำรองเลยก็มี ทางรามาฯเองก็ต้องอาศัยเปิดรับบริจาคเองที่โรงพยาบาลเนี่ยแหล่ะค่ะ แต่ก็ยังไม่พอ จีด้าฟังแล้วก็สะท้อนใจนะคะ ว่าคนเราเนี่ย ทุกคนมีเลือดเหลือใช้อยู่แล้วล่ะค่ะ บริจาคแค่นิดเดียวแต่มีประโยชน์มากมายต่อใครอีกคนนะคะ ร่างกายมนุษย์เราเก่งนะคะ เดี๋ยวก็สร้างใหม่มาทดแทนได้แล้ว ยิ่งคนสมัยนี้เนี่ยร่างกายแข็งแรงก็เยอะแยะ เพราะคนเราหันมาใส่ในสุขภาพมากขึ้น ออกกำลังกายกันมากขึ้น ก็น่าจะแข็งแรงพอมาบริจาคเลือดที่เหลือใช้ได้เยอะแยะไปค่ะ ยิ่งดีซะอีกที่เราบริจาคเลือดส่วนเกินพวกนี้ เพราะเมื่อร่างกายเสียเลือดก็จะทำให้ร่างกายมีการสร้างเลือดใหม่กลับมาทดแทนให้เราอีก เร็วกว่าที่จะรอให้มันเสียเปล่าไปแล้วค่อยสร้างใหม่กลับมาทดแทนซะอีกค่ะ ใครที่สนใจ และรู้ตัวว่ามีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงลองติดต่อไปตามโรงพยาบาล หรือสภากาชาด หรือหาตามเว็บไซค์ต่างๆ ก็ได้ค่ะ ไม่ต้องกลัวเจ็บนะคะ เดี๋ยวนี้เค้ามีสเปรย์ยาชาฉีดให้ก่อนเจาะเข็มแล้วค่ะ ^ v ^ สำหรับรายละเอียดอื่นๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของสภากาชาด http://www.redcross.or.th |