|
อิทธิฤทธิ์ของมังกรเขียวทำให้อาการบาดเจ็บของเจ้าเมืองกวานบีทุเลาขึ้นเป็นลำดับ
ทัมต๊อกโกรธมากเมื่อรู้ว่าซูจีนีไปจากหมู่บ้าน
"ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านเพ้อเจ้ออะไร"
"แต่นี่ เป็นคำสั่งเสียของอดีตผู้ใหญ่ และเป็นหน้าที่ของพวกเราด้วยพ่ะย่ะค่ะ" ชายแก่คนหนึ่งบอก
ทัมต๊อกย้อนถามว่า "แล้วยังไง เพราะซูจีนีอาจเป็นนายแห่งหงส์ไฟเลยต้องกำจัดนางงั้นหรือ"
"นั่นไม่ใช่หงส์ธรรมดา แต่เป็นหงส์ไฟดำ" ฮยอนโกว่า
"ถ้าอย่างงั้น ผู้หญิงอีกคนล่ะ คนที่ใครๆ ก็เชื่อว่าเป็นผู้ครองดวงจิตแห่งหงส์ไฟทำไมยังปล่อยให้นางรอด"
"นั่นเป็นเพราะว่า เรายังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ ว่านางคือหงส์ไฟดำนี่พ่ะย่ะค่ะ"
ชายแก่เสริมว่า "ประการแรก นางสามารถบังคับไฟได้ สอง
ไม่อาจควบคุมสติตัวเองให้ยั้งคิด ข้อสาม ในตัวนางปรากฎลักษณะของหงส์ไฟขึ้น
เอ่อ"
"นั่นก็แปลว่า
แค่นางขาดสติชั่วคราวและเผลอใช้พลังแห่งอัคคีเท่านั้น
ก็ต้องฆ่านางแล้วหรือ เสียทีเป็นอาจารย์ที่เลี้ยงนางมาแต่เล็ก"
ทัมต๊อกว่าอย่างหัวเสีย
"แต่ว่า สัญลักษณ์แห่งหงส์ไฟเคยปรากฎที่หน้าผากของนางตั้งแต่ยังเป็นเด็กแบเบาะ หม่อมฉันเห็นกับตาตัวเอง"
"ตอนนี้นางอยู่ไหน"
"เฮ่อ ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ"
"ทำไมถึงไม่รู้ พวกท่านจะฆ่านาง มีหรือจะไม่รู้ว่านางอยู่ไหน"
"นางจากไปคนเดียว เราไม่ได้ถามว่าจะไปไหน"
แม่ทัพโกแทรกขึ้น "ฝ่าบาท
พรุ่งนี้เราจะเดินทางไปเผ่าซิตันแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ เห็นแก่บ้านเมืองและราษฎร
ฝ่าบาทเคยรับสั่งว่าเรื่องนี้จะปล่อยให้ล่าช้าไม่ได้
ตอนนี้พวกจูมูจีก็แฝงกายอยู่ในกองทัพสกุลยอน
เตรียมประสานงานกับเราอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้เป็นแผนที่ฝ่าบาททรงวางไว้เอง
ไปเร็วก็ไม่ได้ ไปช้ากว่านี้ก็ไม่ได้
ฝ่าบาททรงกำชับไว้ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ"
"อย่าเห็นแก่ผู้หญิงคนเดียว ทำให้เสียงานใหญ่ดีกว่า ฝ่าบาททรงเป็นพระราชานะ" ฮยอนโกเตือน
ทัมต๊อกขัดใจมาก ทันใดนั้น เชโรก็เอ่ยว่า "ให้ข้าไปดีกว่า"
เชโร เจ้าเมืองกวานบีอาสาออกตามหาซูจีนีโดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะพานางกลับมาให้ได้
"ไม่ว่านางจะอยู่ไหน ข้าจะหาให้พบ"
"ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม เมืองกวานบีของเจ้าถูกข้ายึดครองแล้ว ข้ายังสามารถเป็นนายของเจ้าได้หรือเปล่า" ทัมต๊อกถาม
"ไม่นึกว่าราชาแห่งจูซินจะมีข้อสงสัยแบบนี้ด้วย"
"ป้ายนี้เสมือนหนึ่งตัวแทนข้า ภายใต้เขตปกครองของโกคูรยอ
เมื่อแสดงหลักฐานจะมีคนให้ความช่วยเหลือ หน้าที่อย่างเดียวของเจ้า
คือพานางกลับมา"
จูมูจีลอบเข้าไปในค่ายทหารของยอนโฮเกเพื่อพบกับปาซูและดัลบี แต่โชคร้ายกลับถูกยอนโฮเกจับได้
"บอกข้าซิ ข่าวลือไม่ต้อง ขอแค่เรื่องจริง ตอนนี้เมืองหลวง เป็นยังไงบ้าง" ยอนโฮเกถาม
จูมูจีตอบว่า "พูดสั้นๆ ไม่ต้องขยายความ
ตอนนี้แม้แต่พรรคอัคคีก็ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก
แม้แต่เหล่าขุนนางที่ถูกจับเพื่อจะต่อรองกับฝ่าบาท
ก็ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ"
"ฮึ่ม แล้วพ่อข้า ยอนกาเรียวล่ะ"
"ก็บอกแล้วว่าช่วยมาจากคนของพรรคอัคคีแล้วจะเอาไงอีก"
"แล้วยังไง"
"อะไรยังไง"
"ตอนนี้ตำหนักเทพเป็นไงบ้าง"
"ข้อนี้ข้าไม่รู้ พอกวาดล้างเสร็จ ข้าก็เดินทางมานี่"
"ฮึ่ม คนของเจ้ามีทั้งหมดเท่าไหร่"
"ก็พอมีบ้าง"
"ถ้าจะจ้างหมด คิดยังไง"
"ตอนนี้เรามีสัญญากับคนอื่นอยู่ ย้ายสังกัดไม่ได้ เสียใจด้วย"
"ใครที่ผูกมัดพวกเจ้าและจองตัวไว้นานขนาดนี้"
"คนที่มาจ้างเราด้วยตัวเอง คือฝ่าบาท"
"ช่างเหล็กปาซูก็พูดเหมือนเจ้าไม่มีผิด บอกว่าฝ่าบาทไปหาด้วยตัวเอง"
"เพราะเขาอยู่เฉยไม่เป็น ชอบทำโน่นทำนี่ แม้จะเป็นพระราชา แต่ก็ชอบคลุกคลีกับชาวบ้านธรรมดา" จูมูจีเอ่ยอย่างชื่นชม
"พาช่างเหล็กคนนั้นไปก็ได้ แต่ว่า
ต้องให้พวกปากสว่างที่แฝงกายเข้ามายุแยงตะแคงรั่วออกจากกองทัพข้าไปด้วย
ทีหลังถ้าให้พบเจออีก ข้าจะเล่นงานพวกเจ้าให้หนัก ไม่อยากตายก็รีบไปซะ"
ยอนโฮเกเอ่ยปากปล่อยทุกคนไป
แต่กลับส่งคนตามล่า ซึ่งเป็นไปตามที่จูมูจีคาดการไว้
ดังนั้นจึงให้ปาซูและดัลบี ขีม้าหลบหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้
000000000
ฮึกแกเห็นชาวบ้านที่ตายเพราะฝีมือทหารของยอนโฮเกก็แค้นมาก
"เห็นมั้ย พวกนี้มันชั่วช้าแค่ไหน ทหารของยอนโฮเก
ฆ่าคนเป็นผักปลาจริงๆ ไปถึงไหน คนก็ตายถึงนั่น
แต่ละคนเป็นชาวบ้านทั้งนั้น ดูซินั่น แม้แต่เด็กเล็กยังไม่เว้นเลย"
"พวกเขาทำแบบนี้ ที่จริงก็น่าเห็นใจอยู่
เพราะถ้าปล่อยให้คนรอดตาย ก็จะมีการส่งข่าวให้เผ่าอื่นรับรู้
พอเผ่าอื่นรู้เข้าก็จะเกิดการร่วมมือต่อต้าน เลยต้องฆ่าปิดปากไว้ก่อน
พอปิดปากได้แล้ว ค่อยเคลื่อนทัพอย่างเร็วต่อไป ฮ่า
นี่ก็เป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่ง" ฮยอนโกว่า
แม่ทัพโกเร่ง "ฝ่าบาท เราก็ต้องรีบเดินทางเหมือนกัน
เพราะจากข่าวที่หน่วยสอดแนมได้มา ชนเผ่า “พีลี” ที่อยู่ในละแวกนี้
กำลังมีการรวมตัวอย่างลับๆ"
"ความชั่วที่ยอนโฮเกทำไว้ กลายเป็นว่าต้องให้เราสะสางแทนหรือนี่" ฮึกแกบ่น
"ตอนนี้พวกเขาเห็นทหารโกคูรยอกลายเป็นศัตรูไปแล้ว เราต้องรีบไปจากที่นี่ซะ อย่าให้พวกเขามีเวลาเตรียมตัวทัน"
"เจ้ามานี่ซิ" ทัมต๊อกเรียกนายกองคนหนึ่ง
และสั่งให้พาลูกน้องไปนำศพที่เริ่มเน่าเปลื่อยมากองไว้ด้วยกัน
ฮยอนโกรู้ว่าทัมต๊อกจะทำอะไรก็ค้านว่า
"ฝ่าบาท แถวนี้ล้วนเป็นพื้นราบที่ไม่มีต้นไม้ซักต้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร ศัตรูจะมองเห็นได้จากแดนไกลนะพ่ะย่ะค่ะ"
"งั้นหรือ"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"เอ่อ คือ ฝ่าบาท เปิดเผยขนาดนี้ จะให้ศัตรูมาล้อมเราหรือพ่ะยะค่ะ เพราะแถวนี้ไม่มีที่ให้กำบังได้เลย" ฮึกแกสมทบมาอีกคน
"ถึงจะจู่โจมเรา พวกเขาก็ต้องมาสังเกตการณ์หลายวันก่อนไม่ใช่หรือ นายกองลี"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"เราจะเผาศพคืนนี้ เพราะถ้าศพเน่าแล้วจะเกิดเชื้อโรค ทำให้แถวนี้เกิดโรคระบาดน่ากลัวมาก"
"ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"อึม อ้อ เจ้าเคยเป็นทหารรักษาชายแดนใช่ไหม"
"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท"
"เห็นว่าชาวซิตันหูตาไวมาก"
"ใช่พ่ะย่ะค่ะ เพราะอาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้า สายตาจึงแหลมคมราวกับเหยี่ยวก็ไม่ปาน"
ฮึกแกแอบมาคุยกับฮยอนโกว่า "ท่านเป็นอาจารย์ของฝ่าบาทไม่ใช่หรือ ช่วยไปพูดกับพระองค์หน่อยซี่"
"พูดหรือ อ้อ ท่านไม่รู้นิสัยฝ่าบาทดี
ดูผิวเผินอาจจะเหมือนคนอ่อนแอ พูดจาอ่อนโยน กิริยานุ่มนวล แต่จริงๆ
ไม่ใช่คนอย่างงั้นซักนิด"
"ฝ่าบาทของเรา เป็นพระราชาที่ไม่ฟังคำเตือนของใคร"
"ทรงกล้าถึงขนาด บุกไปเมืองกวานบีพระองค์เดียวโดยไม่มีอาวุธ แล้วใครจะสามารถเกลี้ยกล่อมพระองค์ได้ล่ะ"
"บางครั้ง แม้แต่ข้ายังอยากจับฝ่าบาทมามัดแล้วขอให้เชื่อฟังหน่อย" แม่ทัพโกว่า
ฮึกแกลุ้นฮยอนโก "นี่ ท่านก็ลองดูสิ เร็วเข้า"
เอาเข้าจริงฮยอนโกก็ไม่กล้าไปพูดกับทัมต๊อก
000000000
ผู้เฒ่าได้รับรายงานจากชายแก่คนหนึ่งว่า
"พระราชาแห่งแพ่กเจ ตอนนี้ทรงไว้วางพระทัยเรามาก อาจเพราะพระเจ้า
“ชินซา” สิ้นพระชนม์ขณะออกล่าสัตว์ ทำให้พระองค์ได้ครองราชย์อีกครั้ง
ถือเป็นผลงานของเราด้วย"
"พระราชาโกคูรยอเดินทางไปเผ่าซิตัน ทำให้เมืองหลวงขาดผู้นำ เป็นโอกาสดีที่แพ่กเจจะยกทัพไปตีได้" ผู้เฒ่าว่า
"แต่นี่ไม่ใช่แผนที่เราวางไว้แต่แรกนี่ครับ
เดิมทีท่านผู้เฒ่าจะให้ยอนโฮเกขึ้นครองราชย์
แล้วเราจะอยู่เบื้องหลังควบคุมทั้งแพ่กเจและโกคูรยอไว้ในกำมือ
เป็นอย่างงั้นไม่ใช่หรือครับ หึ"
"ไปบอกให้พระราชาแพ่กเจเตรียมไพร่พลออกศึกอย่าได้รอช้า
อย่างน้อยก็ต้องยึด 10 เมืองกลับคืนก่อน รวมถึงเมืองกวานบีด้วย จากนั้น
ก็เข้ายึดครองโกคูรยอซะ"
"แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายน่ะครับ"
"เพราะอะไร"
"เพราะคนที่ดูแลสิบเมืองของแพ่กเจรวมถึงเมืองกวานบี เป็นอดีตทหารของแพ่กเจทั้งสิ้น"
ซายังเสริมว่า "ข้าก็ได้ยินมาอย่างงั้นครับ โดยเฉพาะ
ชาวบ้านหมดศรัทธาต่อแพ่กเจ ขอสวามิภักดิ์พระราชาทัมต๊อกดีกว่า
นอกจากไม่ทำร้ายชาวบ้านแล้ว พอยึดเมืองได้ สิ่งแรกคือเปิดยุ้งฉางแจกเสบียง
ทำให้ราษฎรเกิดความชื่นชม ต่อจากนั้น ที่อื่นก็เปิดประตูเมือง
ต้อนรับทหารโกคูรยอด้วยซ้ำ ฉะนั้น ถ้าตอนนี้ถูกแพ่กเจยึดคืนอีก
ชาวบ้านอาจลุกฮือขึ้นมาต่อต้านก็ได้ ดีไม่ดี
แม้แต่ผู้หญิงก็ขออาสาป้องกันเมืองด้วยซ้ำ"
"ที่สำคัญคือพระเจ้า “อาซิน” เป็นคนฉลาดหลักแหลม ถึงข้าจะยุยงยังไง เอ่อ"
"พวกเจ้ากำลังจะบอกข้าว่า
พรรคอัคคีที่สืบทอดมาหลายร้อยปีของเราเป็นได้แค่สุนัขรับใช้ของแพ่กเจงั้นหรือ
พระเจ้าอาซินแห่งแพ่กเจ
เพิ่งครองราชย์ไม่นานคงหวังจะสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับแก่เหล่าขุนนางบ้าง
และไม่มีอะไรน่าชื่นชมยิ่งกว่ายึดเมืองกวานบีกลับคืนอีกแล้ว"
"ข้าน้อยเข้าใจครับ"
"ตอนนี้ข้าจะไปเมืองเยี่ยน
ทัมต๊อกพาทหารไปทางตะวันตกเฉียงเหนืออย่างสบายใจ
เพราะเชื่อว่าเมืองเยี่ยนเป็นมิตรที่ดีกับโกคูรยอ
ซึ่งข้าจะไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป"
"แต่ว่า ทำไมทุกคนถึงได้กลัวเขานักล่ะครับ"
"เพราะทัมต๊อกวางแผนจะยึดครองดินแดนของซิตันทั้งหมด
อีกหน่อยถ้าให้เขาได้กำลังทหารจากยอนโฮเกไปอีก 4 หมื่นละก้อ
เป้าหมายของข้า ก็จะยิ่งเลือนลาง ซายัง"
"ครับ"
"จงไปเฝ้าคุณหนูคีฮาให้ดีล่ะ"
"ทราบแล้วครับ"
"พยายามอยู่เป็นเพื่อนนางไว้ และทำงานบางอย่างให้ข้าด้วย" ผู้เฒ่าสั่ง
ซายังต้มโจ๊กมาให้คีฮา แต่คีฮากลับถามว่า
"บอกมาว่าปีศาจเฒ่าอยู่ที่ไหน"
"ออกเดินทางไปแล้ว พาคนที่เหลือในพรรคของเราไปทำงานที่เมืองเยี่ยน"
"แล้วทำไมเจ้าไม่ตามไปด้วย นึกหรือว่าข้าจะใจอ่อน ไม่กล้าลงมือฆ่าเจ้าน่ะ เจ้าสังหารพ่อแม่ของข้าและยังจับข้ามานี่อีก"
"จะฆ่าข้าไม่ใช่เรื่องยากเลย ข้ายินดีมอบชีวิตให้อยู่แล้ว
เมื่อไหร่ก็ได้ ยังจะกลับไปตำหนักเทพอีกมั้ย ข้าดูแล้ว
ที่นั่นคงไม่ปลอดภัยสำหรับคุณหนูอีก ท่านคงรู้ว่า
ยอนกาเรียวตัดขาดกับพรรคอัคคีของเราแล้ว เขาอาจหันมาทำร้ายคุณหนู"
"เขาสั่งให้ทำอะไรอีก หึ กักตัวข้าไว้ที่นี่
คอยเฝ้าไม่ให้คลาดสายตา ต้องสั่งให้เจ้าทำอะไรอีกแน่
บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าเขาต้องการอะไรอีก หึ"
"เขาอยากให้คุณหนูไปหายอนโฮเก เพราะถ้าไม่มีพวกเราอยู่ในเมืองหลวง ที่นี่จะไม่ปลอดภัย"
"แล้วไงอีก" คีฮาคาดคั้น
"ให้ท่านช่วยยอนโฮเกตามหาของวิเศษอย่างที่ 4 ของวิเศษแห่งเสือขาว"
"เฮ่อ ท่านผู้เฒ่ามีชีวิตที่นานเกินไป
จนไม่รู้จักคำว่าเห็นใจคนอื่น เฮ่อ นางยังอยู่หรือเปล่า น้องสาวข้าน่ะ
วันก่อนนางเสียเลือดมาก ซายัง"
"ครับ"
"เจ้าดูแลข้ามาตั้งแต่เด็ก เหมือนเป็นพ่อ และพี่ชายข้า
คนที่ฆ่าไม่ตาย มีชีวิตที่เป็นอมตะ ซ้ำยังมีวิชาอาคมอันล้ำเลิศ
ถ้าให้เจ้าหักหลังเขา แล้วมาอยู่กับข้า เจ้าจะกล้าทำหรือเปล่า"
คำถามของคีฮาทำให้ซายังคิดหนักเหมือนกัน
ทัมต๊อกแสดงความจริงใจโดยจัดพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณชนเผ่าต่างๆ ที่เสียชีวิตไป แสดงถึงความเป็นมิตร
"ไฟ ช่างโหมแรงนัก" ฮยอนโกว่า
"งั้นหรือ อาจเพราะไม้แห้งเลยติดไฟง่ายมั้ง"
"เฮ่อๆ นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ พอทำแบบนี้ ชาวซิตันที่อยู่ละแวกใกล้เคียง ก็จะแห่กันมาที่นี่ เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น"
แม่ทัพโกกล่าวว่า "ฝ่าบาท เราอยู่ที่แจ้ง ศัตรูอยู่ที่ลับ
น่าเป็นห่วงนะพ่ะย่ะค่ะ ให้หม่อมฉันสั่งให้ทหารพกอาวุธ
เตรียมป้องกันดีกว่า"
"ทำอย่างงั้นคงจะไม่น่าดู เผาศพแท้ๆ กลับมีทหารพกอาวุธยืนล้อมรอบ มันจะดูไม่สมจริง หึ"
หนุ่มคนหนึ่งคุยกันว่า
"ทัพหลวงของฝ่าบาทเดินทางช้ามาก แตกต่างจากสมัยไปตีแพ่กเจโดยสิ้นเชิง
เหมือนไม่ได้ออกรบ แถมยังมีรับสั่งว่า ให้ทำการเผาศพคนที่ตายทั้งหมด
รับดูแลสัตว์เลี้ยงที่สูญเสียเจ้าของ แถมยังนั่งกินข้าวกับทหารทุกวัน
ดื่มเหล้าแบบเดียวกัน และดูเหมือนว่าทุกคืน
ฝ่าบาทยังคงนอนไม่หลับอีกเช่นเคย
ขุนนางที่เป็นห่วงต่างก็ขอร้องให้ทรงพักผ่อนบ้าง แต่พอออกจากเมืองหลวงมา
อาการนอนไม่หลับของฝ่าบาท ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น"
เช้าวันต่อมา ทัมต๊อกเดินดูแลทหารอย่างเป็นกันเอง จนแม่ทัพโกเข้ามา
"ฝ่าบาท หน่วยสอดแนมไปทำงานแล้ว ทั้งหมดไปกัน 7 กลุ่ม แยกย้ายไปตามเป้าหมาย ก่อนเที่ยงวันนี้ จะมีข่าวชุดแรกมารายงาน"
"ขอบใจมาก อ้อ ท่านได้ชิมอาหารบ้างมั้ย รู้สึกจะใส่เกลือเยอะไปหน่อยนะ"
"หม่อมฉันจะไปเตือนพ่อครัว"
"หึ รีบกินเร็วเข้า" ทัมต๊อกกล่าว
พอทหารได้รับบาดเจ็บมา เพราะถูกพวกซิตันดักกลางทาง ทัมต๊อกบอกให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือข้าศึก และระวังไม่ให้ข้าศึกไหวตัวทัน
"แม่ทัพฮึกแก"
"พ่ะยะค่ะฝ่าบาท"
"ท่านอ่านออกมั้ย" ทัมต๊อกถาม
"เอ่อ เป็นภาษาของเผ่า “คีโตฮาลี” พ่ะย่ะค่ะ เป็นชนเผ่าที่ใหญ่อันดับสอง รวมอยู่กับเผ่าซิตันมาตั้งแต่โบราณ"
"เห็นบอกว่าเผ่านี้ อยู่ทางเหนือของเผ่าซิตันไม่ใช่หรือ"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"หน่วยสอดแนมที่ห้าพ่ะย่ะค่ะ" แม่ทัพโกว่า
"ทางตะวันออก 40 ลี้ เห็นกลุ่มคนไปชุมนุม ประมาณ 2 พันคนได้พ่ะย่ะค่ะ"
"รู้มั้ยว่าเป็นคนเผ่าไหน"
"เนื่องจากดูอยู่ไกลมาก เลยเห็นไม่ชัดว่าเป็นเผ่าไหนพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่า เชื่อว่าน่าจะมี 2 เผ่ามารวมตัวกัน"
"คนพวกนี้ ปกติไม่ค่อยกินเส้นอยู่แล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่รู้ว่าเรามา จะรวมตัวได้เร็วขนาดนี้" ฮึกแกว่า
ฮยอนโกบอกมาอีกว่า "แต่ยังไงก็ตาม พวกเขามาเร็วกว่าที่เราคิดไว้
เพื่อเอาชนะทหารสกุลยอน จำต้องสามัคคีไว้ก่อน
เชื่อว่าพวกเขาน่าจะคิดแบบนี้"
"ท่านอาจารย์" ทัมต๊อกเรียก
"พะย่ะค่ะ"
"เตรียมของที่ข้าเคยสั่งไว้"
"อ้อ พ่ะย่ะค่ะ จะไปเดี๋ยวนี้"
"แม่ทัพฮึกแก"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"ไปเก็บศพคนที่เสียสละเพื่อพวกเราทั้งหมด"
"ฝ่าบาท ที่นั่นอาจมีศัตรูดักซุ่มก็ได้" แม่ทัพโกแย้ง
"กองหน้า 30 คน ทหารตามหลังอีก 5 กอง ให้คอยอารักขา"
"พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะไปเดี๋ยวนี้"
"แม่ทัพฮึกแก"
"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท"
"ถ้าไม่มีคำสั่งข้า อย่าทำอะไรเกินกว่านี้ล่ะ" ทัมต๊อกเตือน
ฮึกแกอึกอัก ทัมต๊อกย้ำอีกว่า "อย่าลืมว่างานนี้ต้องเชื่อฟังข้า บอกให้เดินก็เดิน ให้หยุดก็หยุด เข้าใจหรือเปล่า"
ฮึกแกจำต้องรับปาก "เข้าใจ ไม่ต้องห่วงพ่ะย่ะค่ะ"
"งั้นรีบไปเดี๋ยวนี้ เสร็จงานแล้วมารายงานข้า"
"พ่ะย่ะค่ะ หึ"
เมื่ออยู่กันตามลำพัง แม่ทัพโกก็ถามทัมต๊อกขึ้นว่า
"ฝ่าบาท คิดจะออกหน้าเองหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"กำลังคิดอยู่"
"ไม่ไว้ใจทหารของพระองค์แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"ตอนนี้ไม่มีคนนอกใช่ไหม"
"มีแต่หม่อมฉันคนเดียว"
"ข้าไม่ได้ไม่เชื่อฝีมือทหารของเรา เพียงแต่ไม่เชื่อตัวเองมากกว่า
ทั้งท่านและคนอื่นๆ วันๆ มาส่งข่าวให้ข้ารับฟังแทบนับไม่ถ้วน
ไหนจะเตือนอีก แต่สุดท้ายข้าก็ต้องตัดสินใจเอง พอมาถึงช่วงนี้
ท่านรู้มั้ยข้ากลัวแค่ไหน ถ้าข้าตัดสินใจผิดพลาด
หรือคาดการณ์บางอย่างผิดไป หรือว่ายืนกรานความคิดตัวเองจนเลยเถิด"
"ฝ่าบาท"
"ข้าจะทำให้ทุกคนตายหมด"
"ฝ่าบาท ทรงหันมาดูหม่อมฉันหน่อยได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ
หม่อมฉันเข้าสู่สนามรบตั้งแต่อายุ 15 ปี ทุกครั้งที่ได้ยินคำสั่งให้ออกศึก
หม่อมฉันมักไม่ลังเลที่จะออกไปเป็นคนแรก แต่จริงๆ แล้ว
หม่อมฉันก็มีความรู้สึกรักตัวกลัวตาย แต่ว่า ตอนนี้ไม่แล้ว
นับแต่ได้อยู่กับฝ่าบาท นี่เป็นครั้งแรก ที่รู้สึกว่าตายก็ไม่เห็นน่ากลัว
และเชื่อว่าทหารที่อยู่ข้างนอก ก็คงคิดเช่นเดียวกับหม่อมฉัน
ทุกคนยินดีพลีชีพเพื่อฝ่าบาท เพราะฉะนั้น
ขอเพียงรับสั่งให้เราทำงานก็พอแล้ว"
00000000000
ทางด้านยอนกาเรียว ก็มีนายกองคนหนึ่งเข้ามาคุยกับเขาว่า
"ท่านเคยรู้อะไรบ้างมั้ย นับแต่ฝ่าบาททรงครองราชย์มา ไม่เคยได้นั่งบนบัลลังก์อย่างสบายซักวัน"
"เป็นอย่างงั้นจริงๆ" ยอนกาเรียวแปลกใจ
"ครั้งหนึ่งข้าเคยทูลถามว่าทำไมไม่ทรงอยู่เฉยบ้าง
ฝ่าบาททรงตอบโดยไม่ลังเลว่า
เพราะยังสานต่อเจตนารมณ์ของอดีตพระราชาไม่เสร็จสิ้น จนวันนี้
จึงยังไม่ใช่พระราชาที่แท้จริง"
ยอนกาเรียวนึกถึงตอนที่ทัมต๊อกนำป้ายผู้นำหัวหน้าเผ่าทุกชนเผ่ามาให้
"รับไว้ ป้ายผู้นำหัวหน้าทุกชนเผ่า เราได้กลับคืนแล้ว"
"แสดงว่าฝ่าบาทยังจะให้หม่อมฉันรับหน้าที่เหมือนเดิม เป็นประมุขแห่งหัวหน้าเผ่าอีกหรือ"
"คิดว่าต่อไปข้าอาจไม่มีเวลาอยู่ในวังมากนัก ราชกิจใหญ่น้อยระหว่างที่ข้าไม่อยู่ คงต้องรบกวนท่าน"
"ให้หม่อมฉันบริหารราชกิจและครองเมืองแทนฝ่าบาทงั้นหรือ"
"ข้ายังต้องพึ่งท่านอีกมาก นี่ก็ใกล้เดินทางแล้ว ทหารกำลังรอข้าอยู่"
"ทุกหนทุกแห่งในโกคูรยอ แม้แต่ด่านต่าง ๆ และประตูเมือง 4 ด้านก็ให้หม่อมฉันเป็นคนสั่งการหรือ"
"ใช่ รวมถึงสิบเมืองที่ยึดได้จากแพ่กเจ และอีก 120 หมู่บ้าน
ต้องให้ท่านช่วยดูแลด้วย ป่านนี้แพ่กเจคงอยากได้เมืองที่สูญเสียกลับคืน
ท่านก็คอยดูสถานการณ์และส่งทหารไปเพิ่มละกัน"
"ฝ่าบาท จำได้ว่าหม่อมฉันเคยทูลพระองค์ไว้
ถ้าจำเป็นต้องให้เลือกระหว่างฝ่าบาทกับลูกชาย
หม่อมฉันคงจะเลือกสนับสนุนโฮเกมากกว่า"
"งั้นก็ทำอย่างที่ท่านคิดเถอะ แต่บ้านเมืองของเรา
ต้องการคนมีความรู้อย่างท่าน ท่านมีประสบการณ์ด้านการปกครองมากกว่าข้า
และความรักที่มีต่อชาติบ้านเมือง ข้ารู้ดี ยังมีอะไรจะห่วงอีก ไต้เท้ายอน
ท่านรู้มั้ยคำว่า “จูซิน” หมายถึงอะไร"
"หม่อมฉันกำลังรอฟังอยู่"
"ความร่มเย็นเป็นสุขของราษฎร ก็คือความหมายของจูซิน
การจะรวมแผ่นดินที่สูญเสีย เป็นภาระที่หนักสำหรับข้า เพราะฉะนั้น
ที่นี่ขอฝากท่านไว้ด้วย"
นายกองกล่าวกับยอนกาเรียวต่ออีกว่า "ฝ่าบาทให้บอกกับท่านว่า เราจะมี “ชางซา” และ “ชางกุน” มาเพิ่มในไม่ช้า"
"ชางซา? ชางกุนหรือ"
"เป็นตำแหน่งใหม่ที่ฝ่าบาททรงคิดขึ้น
รับสั่งว่าการบันทึกประวัติศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ จึงให้มีตำแหน่ง “ชางซา”
ขึ้นมา ส่วนตำแหน่ง “ชางกุน” หมายถึงกุนซือที่วางแผนการรบโดยเฉพาะ
ท่านอยากพบพวกเขาหรือเปล่า"
ชายแก่เข้ามาพบนายกอง "ไต้เท้า
เรากำลังจัดเตรียมของใช้ที่จำเป็นไปมอบให้เมืองเยี่ยน ก่อนที่ฝ่าบาท
จะออกเดินทาง สิ่งที่ทรงเป็นห่วงก็คือ แคว้นแพ่กเจ
เพราะเราได้สิบเมืองของพวกเขามา โดยไม่มีแผนปกครองที่เป็นรูปธรรมรองรับ
ถ้าไม่อยากให้แคว้นแพ่กเจมาตีคืน เราก็ต้องผูกมิตรกับเมืองเยี่ยน
จะได้ช่วยเป็นหูเป็นตา และเป็นด่านป้องกันชั้นแรก"
"พวกนี้เตรียมจะผูกมิตรกับแคว้น “คาย่า” และ “แวกุก”
แต่กำลังรอฟังข่าวที่แน่ชัดก่อน ส่วนทางโน้น
ศึกษาข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างแพ่กเจกับแคว้น คาย่า”
"เรื่องพวกนี้ ฝ่าบาทรับสั่งให้พวกเจ้าทำมานานแล้วหรือ" ยอนกาเรียวถาม
"ใช่ครับ และให้ถวายรายงาน 3 วันต่อครั้ง ห้ามบิดพลิ้ว เพื่อฟังคำสั่งต่อไป ดีที่หมู่บ้านไม้กล้าชำนาญการหาข่าวเลยไม่มีปัญหา"
ในเวลาต่อมา
ยอนกาเรียวให้ทหารส่งข่าวไปถึงยอนโฮเก
บอกว่าบัดนี้ทัมต๊อกได้นำทัพหลวงเดินทางไปยังเมืองซิตานและเตรียมหักหลัง ยอนโฮเกโดยถือว่าเป็นทหารที่กบฏ ยอนโฮเกทราบเช่นนั้นก็เป็นเดือดเป็นแค้นประหนึ่ง โดนไฟจี้
“นี่แหละพระราชาของเรา...หวังเพียงแต่ว่าจะเอาชนะข้ายอนโฮเก
โดยกล่าวหาว่าทหาร 4 หมื่นของเราคิดไม่ซื่อ แถมยังไปร่วมมือกับศัตรูอีก
นี่หรือคือพระราชา ข้าในฐานะผู้บัญชาการกองทัพขอประกาศไว้ ณ ที่นี้
นับแต่วันนี้ไปเราไม่สู้รบเพื่อพระราชาที่ไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วคนนั้นอีก
แต่จะสู้เพื่อโกคูรยออันเป็นที่รักของเรา นับตั้งแต่บัดนี้อะไรที่เกี่ยวข้องกับทัพหลวง
หรือมีทหารหนีทัพเพราะเชื่อข่าวลือ
ข้าจะให้ประหารทันทีเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง...แม่ทัพทั้งหลาย...เข้าใจหรือเปล่า”
พวกแม่ทัพทุกคนพากันเห็นด้วย
ในวันต่อมา ทัมต๊อกเตรียมตัวออกไปเจรจากับหัวหน้าเผ่าคีโตฮาลี ก่อนไปได้สั่งการแม่ทัพโกเอาไว้ว่า
“พวกนี้เกิดจากการรวมตัวของหลายชนเผ่า เชื่อว่าการสั่งการคงจะยุ่งเหยิง ไม่แน่อาจมีพวกวู่วามมาโจมตีเราก่อน ท่านต้องระวังให้ดีล่ะ”
“ทรงวางพระทัย หม่อมฉันจะเฝ้าที่นี่ไว้ ขอทรงดูแลตัวเองก็พอ”
“จูมูจี... ข้าอยากให้เขากลับมาเร็ว ๆ” ทัมต๊อกพึมพำ
“กองหน้าและหน่วยจู่โจมเตรียมพร้อมแล้ว รอคำสั่งอยู่พ่ะย่ะค่ะ” ทหารเข้ามารายงาน
ทัมต๊อกรีบเดินออกไป แม่ทัพโกตามออกไปยืนส่ง
“หม่อมฉันจะรอพระองค์กลับมา”
ทัมต๊อกหันมายิ้มพยักหน้ารับ แล้วพาทหารออกไปจำนวนหนึ่ง
เมื่อกลุ่มของทัมต๊อกเดินทางไปประจันหน้ากับเผ่าคีโตฮาลี เขาให้ทหารนำหีบของเล็ก ๆ ออกไปวางให้ พร้อมบอกว่า
“นี่คือของขวัญที่ข้าต้องการจะมอบให้ท่านข่าน...รวมถึงไมตรีที่หวังผูกมิตรด้วย ...อย่าลืมบอกเขาว่าข้ามาเยือนที่นี่"
จากนั้นทัมต๊อกได้นำทหารกลับค่ายเพื่อรอฟังข่าวที่อีกฝ่ายจะตอบกลับมา โดยไม่เสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด
ทางด้านคีฮาและซายังเข้าไปพบยอนกาเรียวที่วังหลวง พร้อมกับทำทีถามถึงผู้เฒ่าอัคคี
“ผู้เฒ่าแห่งพรรคอัคคี ได้ยินว่าพาคนไปเมืองเยี่ยนแล้ว”
“ข้าส่งทหารไปตรวจค้นทุกซอกทุกมุมในเมืองหลวง แต่ไม่พบร่องรอยของพวกเขา เห็นทีว่าพรรคมารกลุ่มนี้อาจจะสลายตัว”
“พรรคมารที่ท่านว่า...ข้าอยากจะรับช่วงต่อ...พรรคอัคคีมีเป้าหมายเพื่ออะไร
ท่านคงรู้ดีสินะ...พรรคอัคคี... เป็นพรรคที่มีประวัติยาวนานนับพันปี
ศูนย์ใหญ่ของพวกเขาอยู่ที่วัดอาบูลาน
เป็นที่ที่สามารถเชื่อมต่อกับทุกหนทุกแห่งในโลกนี้
ราวกับศูนย์กลางของใยแมงมุมยังไงอย่างงั้น”
“ด้วยเหตุนี้เผ่าพุกวี เผ่าเยี่ย เมืองเยี่ยน และเผ่าคาย่า ล้วนอยู่ใต้อำนาจของพรรคอัคคีใช่ไหม”
“เมื่อก่อนใช่และเดี๋ยวนี้ก็ยังใช่อยู่
เพราะแม้แต่ประมุขแห่งสกุลยอนซึ่งเป็นราชสกุลอันดับหนึ่งในโกคูรยอ
ก็ยังเชื่อฟังท่านผู้เฒ่าไม่ใช่หรือ แต่ว่าข้าจะไม่เหมือนเขา”
“ไม่เหมือนยังไง”
“จุดประสงค์ของท่านผู้เฒ่า
คือหวังเพียงได้พลังจากสวรรค์มาช่วยพรรคอัคคีเท่านั้น
แต่ข้าอยากร่วมมือกับคุณชายโฮเก รวมถึงคนอื่น ๆ
ให้รู้จักใช้กำลังของตัวเอง สร้างเมืองจูซินขึ้นมาอย่างอิสระ”
“แล้วทำไมต้องเอาเรื่องพวกนี้มาบอกข้าด้วย
การเป็นธิดาเทพที่พูดจาลบหลู่สวรรค์ ซ้ำยังไปเข้ากับพรรคมารอีก
ข้ายอนกาเรียวมีสิทธิ์ตั้งข้อหาลงโทษเจ้ายังไงก็ได้รู้มั้ย”
“เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
ข้าจำเป็นต้องเอาของวิเศษ...ที่เคยเป็นของข้ากลับคืนมา...อีกอย่างข้าอยากได้ของวิเศษ แห่งมังกรเขียวไปมอบเป็นของขวัญให้คุณชายโฮเก...ท่านจะยอมช่วยข้ามั้ย
แม้ข้าไม่อยากเร่งรัดท่านจนเกินไปนัก เพื่อให้ตัดสินใจโดยเร็ว
แต่ก็ไม่มีเวลามากพอ"
“ก่อนจะให้คำตอบ ข้ามีเรื่องหนึ่งจะถาม...ลูกชายข้ายอนโฮเกมีความหมายอะไรต่อเจ้าบ้าง”
คีฮาเอามือเปิดท้องที่โตขึ้นให้ยอนกาเรียวดู นางเอามือลูบด้วยความรักก่อนจะบอก “แค่นี้ พอจะเป็นคำตอบให้ท่นได้ไหม”
ยอนกาเรียวอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออก คาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะกลับกลายเป็นเช่นนั้น
ด้วยความภักดีที่เชโรมีต่อซูจินี เขาออกติดตามหานางโดยไม่ย่อท้อ
จนกระทั่งมีเด็กกลุ่มหนึ่งพาเชโรไปยังบ้านหลังเก่าทรุดโทรมหลังหนึ่ง
เชโรตกใจที่เห็นซูจินีนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง
เขาพานางออกมาแล้วให้หมอที่อยู่แถวนั้นดูอาการ
แต่ก็ไม่พบสาเหตุที่นางเป็นว่าคืออะไรกันแน่ ชีพจรของซูจินีเต้นอ่อน
ลมหายใจแผ่วแถมยังขาดหายเป็นช่วง
ๆ หมอบอกว่านางอาจอยู่ไม่ได้นานและเกินความสามารถที่เขาจะรักษาได้
เชโรพาซูจินีออกไปด้วยความเศร้า และเฝ้าดูนางอย่างใกล้ชิด
ความสุขที่ได้อยู่ใกล้ซูจินีทำให้ฝันของเชโรกลายเป็นความจริง
ทุกเสี้ยววินาทีเชโรรับรู้ถึงความสุขที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วการรอคอยของเชโรก็ดูมี ความหวังขึ้นมา
เมื่อในที่สุดซูจินีได้ลืมตาช้า ๆ เขาบอกนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
“คน ๆ นั้น...ให้ข้ามาพาเจ้ากลับไป”
ไม่นานจากนั้นเผ่าซิตานได้ส่งตัวแทนจาก 4 เผ่าของตน เข้ามาเจรจากับทัมต๊อก
โดยต่อรองเชิญทัมต๊อกไปที่กระโจมของตน
ด้วยเงื่อนไขให้ทหารติดตามไปได้เพียง 7 คนเท่านั้น
“บังอาจนัก ตั้งเงื่อนไขแบบนี้ เห็นเราเป็นตัวอะไรน่ะ ให้ฝ่าบาทพาทหารไปแค่ 7 คน แบบนี้มันหมายความว่าไง เดี๋ยวปั๊ด...” ฮึกแกโมโหแทน
ไม่ทันคาดคิด จูปรากฏตัวขึ้นมา “ให้ไป 7 คนก็ได้...แต่ต้องมีข้าด้วย”
ทัมต๊อกมองจูมูจีด้วยความดีใจ
ระหว่างอยู่ในค่ายทหาร ทัมต๊อกเขามาหาปาซูพร้อมแสดงความเสียใจกับเรื่องพี่ชาย ปาซูรู้สึกผิดต่อทัมต๊อกขึ้นมา
“ของวิเศษแห่งเสือขาวจริง ๆ
แล้ว...หม่อมฉัน...น่าจะบอกให้ฝ่าบาทรับทราบแต่แรกแทนที่จะปิดบัง
เพราะถ้าบอกก่อน ฝ่าบาทจะได้รีบไปเอามา
ไม่ต้องให้คนอื่นตัดหน้า แต่ว่าตอนนั้นหม่อมฉันไม่รู้จริง ๆ
ว่าพี่ชายอยู่ไหนกันแน่ และหม่อมฉันก็หาเขาไม่พบ
เลยคิดว่าขอเพียงติดตามฝ่าบาทซักวันคงจะหาเขาพบเอง” นางร้องไห้ “ฮือ...สุดท้าย ก็ให้ยอนโฮเกเอาไปจนได้
พี่ชายหม่อมฉัน...หม่อมฉันแทบอยากตัดมือตัวเองซะ
อยากตัดมือตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องทำอะไรชุ่ย ๆ อีก
ที่นี่มีมีดตั้งเยอะแยะ แถมตรงนั้นยังมีขวาน
หม่อมฉันจะหามาซักเล่ม...ฮือ...ฮือ...ฮือ ๆ ๆ”
“ฟังข้าพูดก่อนนะ...มือคู่นี้ของท่าน
ไม่ถือว่าเป็นสมบัติของท่านคนเดียว ถ้าทำเสียหาย ข้าจะไม่ให้อภัย
เจ้าของมือคู่นี้สมควรได้รับการดูแลอย่างดี เข้าใจหรือเปล่า”
ทางด้านยอนกาเรียว นับวันยิ่งเห็นผลงานที่ทัมต๊อกสร้างขึ้นมากมาย
ความละอายใจที่เก็บกักอยู่ภายในระบายออกมาเป็นจดหมายฉบับหนึ่งความว่า
“ก่อนหน้านี้หม่อมฉัน...เคยโง่เขลาเบาปัญญา
สายตามืดมิดด้วยความคิดอคติ จนน่าจะถูกลงอาญาด้วยซ้ำ
หม่อมฉันยอนกาเรียวขอทูลฝ่าบาทด้วยความจริงใจอีกครั้ง...บัดนี้สวรรค์ได้พิสูจน์ความ เป็นราชาแห่งจูซินผ่านการกระทำของฝ่าบาทให้หม่อมฉันได้เห็น
แต่ยังไม่อาจทำให้หม่อมฉันยอมศิโรราบได้
หากว่าทุกอย่างนี้คือลิขิตแห่งสวรรค์จริง ๆ
แล้วสิ่งที่มนุษย์พยายามทำอยู่ทุกวันนี้จะไม่มีความหมาย
ไม่มีวันสัมฤทธิผลเลยหรือ...ถ้าสวรรค์เบื้องบนกำหนดผู้เป็นราชาแห่งจูซินมาแต่แรก
แล้วจะใช้อะไรเป็นมาตรฐานตัดสินว่าควรจะเป็นคนไหน...หม่อมฉัน...คงต้องใช้อำนาจ และความไว้วางพระทัยที่ฝ่าบาททรงมอบให้
นำของวิเศษแห่งราชาจูซินออกไปโดยพลการ...และจะนำของเหล่านี้ไปให้ลูกชาย ของหม่อมฉันแทน...ลูกหม่อมฉันเป็นคนเก่งที่ถูกสวรรค์มองข้าม
แม้จะไม่สามารถใช้พลังของของวิเศษเหล่านี้ได้ก็จริง
แต่หม่อมฉันก็ยังอยากบอกให้เขารับรู้ไว้ว่า...การเป็นพระราชานั้น
ไม่จำเป็นต้องพึ่งอำนาจแห่งสวรรค์หรือรอโชคชะตาเสมอไป
เราแค่อาศัยความสามารถของตัวเอง ก็จะเป็นใหญ่ในโลกนี้ได้แล้ว
อีกทั้งราษฎรจำนวนมากที่มีหัวคิด
พวกเขามีสิทธิ์จะเลือกคนที่มาปกครองตัวเองด้วยความสมัครใจไม่ใช่หรือ
จำได้ว่าฝ่าบาทเคยรับสั่งกับหม่อมฉัน
คำว่าจูซินนั้น คือทำให้แผ่นดินร่มเย็น ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติยั่งยืน
แต่สุดท้ายหม่อมฉันก็ทรยศต่อความไว้วางพระทัยของฝ่าบาทจนได้
คนที่คิดไม่ซื่ออย่างหม่อมฉัน ไม่คู่ควรจะอยู่ในแผ่นดินของฝ่าบาทอีก
ขอคารวะอดีตพระราชาผู้สถาปนาโกคูรยอ ตอนนี้มาหวนคิดอีกที จริง ๆ แล้ว
หม่อมฉันก็ไม่ได้รอการกำเนิดของราชาแห่งจูซินหรอก
แต่ต้องการที่จะ...สร้างราชาแห่งจูซินขึ้นมาตามแนวทางของตัวเองมากกว่า
ใช่แล้วต้องเป็นอย่างงั้นแน่” สีหน้าและแววตาของยอนกาเรียวเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ปาซูมองทัมต๊อกอย่างซึ้งใจแล้วร้องไห้หนักเข้าไปอีก
ระหว่างอยู่ในค่ายทหาร ทัมต๊อกเขามาหาปาซูพร้อมแสดงความเสียใจกับเรื่องพี่ชาย ปาซูรู้สึกผิดต่อทัมต๊อกขึ้นมา
“ของวิเศษแห่งเสือขาวจริง
ๆ แล้ว...หม่อมฉัน...น่าจะบอกให้ฝ่าบาทรับทราบแต่แรกแทนที่จะปิดบัง
เพราะถ้าบอกก่อน ฝ่าบาทจะได้รีบไปเอามา
ไม่ต้องให้คนอื่นตัดหน้า แต่ว่าตอนนั้นหม่อมฉันไม่รู้จริง ๆ
ว่าพี่ชายอยู่ไหนกันแน่ และหม่อมฉันก็หาเขาไม่พบ
เลยคิดว่าขอเพียงติดตามฝ่าบาทซักวันคงจะหาเขาพบเอง” นางร้องไห้ “ฮือ...สุดท้ายก็ให้ยอนโฮเกเอาไปจนได้
พี่ชายหม่อมฉัน...หม่อมฉันแทบอยากตัดมือตัวเองซะ
อยากตัดมือตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องทำอะไรชุ่ย ๆ อีก
ที่นี่มีมีดตั้งเยอะแยะ แถมตรงนั้นยังมีขวาน
หม่อมฉันจะหามาซักเล่ม...ฮือ...ฮือ...ฮือ ๆ ๆ”
“ฟังข้าพูดก่อนนะ...มือคู่นี้ของท่าน
ไม่ถือว่าเป็นสมบัติของท่านคนเดียว ถ้าทำเสียหาย ข้าจะไม่ให้อภัย
เจ้าของมือคู่นี้สมควรได้รับการดูแลอย่างดี เข้าใจหรือเปล่า”
กลุ่มของทัมต๊อกเดินทางไปที่กระโจมของเผ่าซิตาน
นึกไม่ถึงว่าแคว้นซิตานกลับส่งมือธนูล้อมทัมต๊อกเอาไว้
แต่ทัมต๊อกก็พยายามยื้อสถานการณ์เอาไว้ไม่ให้ลุกลามมากกว่านั้น ระหว่างการ เจรจาหัวหน้าเผ่าซิตานแสดงความโกรธเคืองทัมต๊อก
เพราะคิดว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับยอนโฮเก
แต่ทัมต๊อกบอกว่าบัดนี้ยอนโฮเกถือเป็นนักโทษกบฏที่ตนออกติดตามอยู่
หัวหน้าเผ่าซิตานต้องการเห็นศีรษะยอนโฮเกเสียก่อนจึงจะยอมเจรจาการค้าและ ร่วมเป็นพวกด้วย
แต่ทัมต๊อกยืนยันว่า
ตนเป็นกษัตริย์แห่งโกคูรยอฉะนั้นโทษของยอนโฮเกตนควรจะเป็นผู้ตัดสินและจัดการเอง
Credit : กศน ผักไห่
|