พิมพ์หน้านี้
|
ยอนโกจำต้องบอกรายละเอียดทั้งหมด
“ธนูสวรรค์ เป็นอาวุธส่วนพระองค์ของราชาแห่งจูซิน สามารถใช้ช่วยชีวิตหรือแม้แต่สังหารเหล่าเทพก็ยังได้ มีอยู่เท่านี้พ่ะย่ะค่ะ”
“จำได้ว่าข้าเคยใช้มาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนอยู่เมืองกวานบี”
“แต่ยังมีปัญหาตามมาอีก นั่นคือ....มันสามารถทำลายกระทั่งของวิเศษทั้ง 4 อย่างได้”
“หรือก็แปลว่า ถ้าจะทำลายของวิเศษทั้ง 4 ก็ต้องใช้ธนูสวรรค์ ทำยังไงน่ะ แค่เล็งไปที่เป้าหมายหรือ”
“ง่ายมากพ่ะย่ะค่ะ
ทำลายธนูซะ ก็เท่ากับทำลายของวิเศษด้วย ถ้าทุกอย่างถูกทำลายหมด
ราชาแห่งจูซินก็จะตายด้วย ของวิเศษ....รวมถึงเทพทั้ง 4 ที่ถูกพันธนาการ
และผู้เป็นเจ้าของก็ต้องตายตามไม่มีเหลือพ่ะย่ะค่ะ
ถึงได้เก็บอยู่ในด้ามกระบี่เล่มนี้
มีแต่หัวใจของราชาแห่งจูซินถึงจะปลุกให้ตื่นได้”
“ความลับนี้จะให้คนนอกรู้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้น ขอทรงอนุญาตให้ทำลายหลักฐานดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ” ผู้เกี่ยวข้องคนหนึ่งท้วงขึ้นมา
“พวกท่านไม่นึกแปลกบ้างหรือ” ทัมต๊อกบอก
“แปลกอะไร”
“ทำไมสวรรค์
ต้องส่งพลังมายังโลกมนุษย์ และทำไมฮวางวุงต้องกักขังเทพทั้ง 4
สุดท้ายก็เหลือเพียงด้ามจับกระบี่
เป็นเพราะอะไร....ข้าคงคิดมากไปเองใช่ไหม” ทัมต๊อกยิ้มมีความหมายขึ้นมา
ในเวลาต่อมา ทัมต๊อกได้รับรายงานเพิ่มเติมจากทหารว่า
“ฝ่าบาท
มีข่าวด่วนมาจากแดนใต้ แพ่กเจยกทัพมาตีเรา
กำลังเคลื่อนมาทางเมืองซูกุกพ่ะย่ะค่ะ นี่คืออาณาเขตเมืองซูกุก
ตอนแรกเรานึกว่าพวกเขาจะยึดเมืองกวานบีกลับคืน แต่จริง ๆ ไม่ใช่”
ยอนโกเอาแผนที่มาให้ดู
“เพราะพวกเขารู้ว่าตอนนี้เปลี่ยนเจ้าเมืองใหม่ มีท่านคากึนรักษาการอยู่”
“ฝ่าบาท ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพื่อให้เคลื่อนทัพโดยเร็วเราจะส่งหน่วยอาชานำหน้าไปก่อน”
“ท่านอาจารย์”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“แม่ทัพแพ่กเจที่มาคือแม่ทัพชินใช่ไหม”
“พระราชาอาซินนำทัพหลวง 5 พันมาด้วยตัวเองพ่ะย่ะค่ะ”
“แน่ใจหรือเปล่า”
“พวกเขาคงตั้งใจจะรบให้ชนะโดยเร็ว”
“สั่งไปที่เมืองซูกุก ยังไงก็ต้องป้องกันเมืองไว้ ข้าจะนำทัพไปด้วยตัวเอง”
“นี่....ฟังนะ
ข้าจะแบ่งงานให้ทำ” แม่ทัพโกสั่งการทหาร “เมืองซูกุกมีเขาล้อมรอบสามด้าน
ยกเว้นทางใต้ที่เป็นพื้นราบ ทำให้ยากแก่การป้องกัน
ไม่รู้ว่าก่อนเราจะไปถึง สามารถต้านได้นานแค่ไหน”
ทหารแต่ละคนรับฟัง
“พระเจ้าอาซินแห่งแพ่กเจ เป็นผู้กระหายในสงคราม และทุกครั้งฝ่าบาทของเราก็จะทรงนำทัพเอง ใช้กำลังให้น้อยเพื่อรับมือศัตรูให้มาก”
“ตอนนี้เวลาที่ฝ่าบาททรงรอคอยได้มาถึงแล้ว
ตามข่าวรายงานว่าพระเจ้าอาซินกำลังรับสมัครทหารใหม่จำนวนมาก
และพยายามทุกวิถีทางที่จะสรรหายุทธปัจจัยไปใช้ในกองทัพให้มากที่สุด
หนุ่มน้อยคนหนึ่งเข้ามารายงานเพิ่มเติม
“มีข่าวจากชิลลา
คนที่ไม่อยากเป็นทหารที่แพ่กเจได้หนีไปรวมตัวที่ชิลลา
แต่กลับถูกทางการชิลลาขับไล่ จึงขอความช่วยเหลือมายังเราพ่ะย่ะค่ะ”
“เมืองกวานบีเป็นไงบ้าง” ทัมต๊อกถาม
“ตอนนี้เห็นบอกว่าสร้างเรือรบได้อีก 30 ลำ รวมทั้งเร่งฝึกทหารเรือด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“เผ่าซิตานล่ะ”
“เรื่องนี้ทรงวางพระทัยได้ ตอนนี้ทุกชนเผ่ากำลังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการค้า จนแทบไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่นพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วชิลลาล่ะ”
“ทหารชิลลาที่เราแอบติดต่อไว้ กำลังเคลื่อนไปทางเผ่าคาย่า เพื่อกันไม่ให้พวกเขาไปช่วยเสริมทัพให้แพ่กเจพ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนนี้เราจะสู้กับแพ่กเจต่ออีก
ทหารชุดแรกให้ไปทางบกจนถึงริมฝั่งอาลีซูเพื่อรอรับคำสั่งพร้อมกับเบี่ยงเบน
ความสนใจของทหารแพ่กเจส่วนทัพใหญ่ของเราจะออกจากเมืองกวานบีล่องเรือไป ทางตะวันตกแล้วแบ่งเป็นสองสาย สายแรกให้ไปทางแม่น้ำอาลีซูจนขึ้นฝั่งเมืองฮันซอง ส่วนสายที่สองคือหน่วยอาชา ตามไปสมทบแล้วตีเมืองฮันซองพร้อมกัน ระหว่างทางอาจผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ ให้ปักธงแล้วจากไปเงียบ ๆ พร้อมกันนี้ยังมีทหารอีกชุดที่รอคำสั่งอยู่ริมแม่น้ำอาลีซู ถึงเวลาข้าจะสั่งการให้เข้าจู่โจมฮันซองเมืองหลวงของแพ่กเจเช่นกัน”
ในที่สุดได้เวลาเคลื่อนทัพของโกคูรยอ เป้าหมายหลักเป็นการทำศึกกับแพ่กเจ
กองทัพโกคูรยอเต็มไปด้วยความฮึกเหิมเพราะแท้จริงแล้วสงครามนี้เราเตรียมการมานาน
กว่า 4 ปี และเป็นไปตามที่ทัมต๊อกคาดการณ์เอาไว้ แคว้นแพ่กเจเริ่มส่อแววบาดหมางภายใน โดยเฉพาะที่พระราชาอาซินเร่งให้มีการเกณฑ์ทหาร ก่อนจะถูกโจมตีพระองค์ถูกราษฎรต่อต้านอย่างหนัก ไม่นานจากนั้นทัมต๊อกก็บุกเข้าตีเมืองฮันซองได้สำเร็จ ยึดเมืองหลวงของแพ่กเจไว้ได้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระราชาอาซินแห่งแพ่กเจไม่ยอมขี่ม้าหรือนั่งเกี้ยว ใช้วิธีการเดินเพื่อมาพบทัมต๊อกด้วยตัวเอง
“ผู้ที่มาร้องขอชีวิตสมควรคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์ไม่ใช่หรือ” แม่ทัพโกบอก
อาซินพูดขึ้นว่า “ก่อนที่จะคุกเข่าลง พระราชาผู้พ่ายแพ้มีเรื่องจะขอวิงวอนต่อพระราชาผู้ได้รับชัยชนะ”
“เชิญพูดมาได้”
“เผ่าคาย่าซึ่งบัดนี้ยังเป็นเมืองขึ้นของเราอยู่
ฝั่งหนึ่งของพวกเขาติดกับแพ่กเจตะวันตก ถ้าฝ่าบาทจะยึดครองทั้งหมด
อาจต้องใช้เวลาสู้รบอีกหนึ่งปี และทุกฝ่ายก็จะอยู่ภายใต้การเข่นฆ่าอีก”
ฮึกแกแย้งแทน “นี่....พูดแบบนี้หมายความว่าไง
ทุดครั้งที่ก่อให้เกิดสงครามคือแพ่กเจของท่านทั้งนั้น
และคนที่อภัยโทษให้ทหารแพ่กเจที่พ่ายศึกคือโกคูรยอของเราต่างหาก”
“ได้ยินว่าฝ่าบาทไม่หวังขยายอาณาเขต
เพียงแต่ต้องการผูกมิตรเท่านั้น
ฉะนั้นหม่อมฉันจึงอยากขอร้องให้คงชื่อแพ่กเจไว้ อย่าให้นองเลือดอีก”
“สิ่งที่ท่านต้องการคือคงชื่อแพ่กเจไว้ หรือว่าจะให้ข้าไว้ชีวิตท่านกันแน่”
“อาซินคุกเข่าลง
“อาซินแห่งแพ่กเจขอคำนับต่อพระราชาโกคูรยอ
นับแต่วันนี้ไปจะขอสวามิภักดิ์ไม่แปรเปลี่ยน สวรรค์เป็นพยานได้
แพ่กเจจะเป็นเมืองน้องของฝ่าบาท ส่วนหม่อมฉัน....ก็คือบ่าวของพระองค์”
พูดจบก็ก้มลงคำนับ
ทัมต๊อกประกาศเป็นการหยั่งเชิง “ปลิดชีพตัวเองซะ....ข้าจะได้แต่งตั้งพระราชาที่ข้าเลือกเองและคงชื่อแพ่กเจไว้เหมือน
เดิม” “พระเมตตาของฝ่าบาท หม่อมฉันขอตอบแทนในชาติหน้า....ขอกระบี่ให้ข้าได้ไหม”
แม่ทัพโกส่งดาบอันหนึ่งให้
อาซินรับดาบมาแล้วเตรียมปิดชีพตัวเองเหมือนอย่างที่บอกเอาไว้
ทันใดทัมต๊อกปากระบี่อีกอันเข้ามาเพื่อเป็นการขัดขวาง ทุกคนตกใจ
ทัมต๊อกประกาศ
“โกคูรยอกับแพ่กเจเดิมเป็นอาณาจักรที่พระราชาจูมงทรงรวบรวมเพื่อให้ลูกหลานแห่ง
จูซินได้ อยู่อย่างสงบสุข” “เดี๋ยว....เอ่อ....ฝ่าบาท
อย่าไปเชื่อเขานะพ่ะย่ะค่ะ ถ้าตอนนี้ไว้ชีวิต
พอเรายกทัพกลับเมื่อไรเขาก็จะรวบรวมทหารอีก จากนั้นก็ไล่หลังเรามา
กวาดล้างให้สิ้นซากหมดเรื่องหมดราว” ฮึกแกท้วงขึ้น
“ช่วยข้าดูแลแพ่กเจด้วย” ทัมต๊อกบอกอาซินแล้วสังการทหารของตัวเอง “สั่งทุกฝ่ายให้ถอนทัพ เราจะกลับเมืองหลวงเดี๋ยวนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ขณะที่มีเวลาอยู่ด้วยกัน ยอนโกไม่วายถามทัมต๊อกด้วยท่าทางเป็นกังวล
“ฝ่าบาท จะเหลือชื่อแพ่กเจไว้แล้วเราถอนทัพจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ทำไมจะไม่จริง”
“หม่อมฉันว่า พวกเขาอาจจะ....ตามมาตลบหลังก็ได้ ถ้าเราประมาท”
“มันก็อาจใช่”
“แล้วไม่เปลี่ยนพระทัยหรือ”
“ข้ารู้สึกทำผิดไป”
“ถ้าอย่างงั้นทำไมยังทรงยืนกรานอีก”
“เพราะอะไรหรือ ? จริง ๆ ข้าก็นึกสงสัยเหมือนกัน....ข้าอาจจะกำลังแข็งข้อต่อสวรรค์ก็ได้”
“แข็งข้อ....ต่อสวรรค์หรือ”
“เพราะคำว่าราชาแห่งจูซินและของวิเศษ
4 อย่างที่ค้ำคออยู่ ท่านรู้มั้ยว่า ข้ารู้สึกอัดอั้นตันใจขนาดไหน
คำพูดเหล่านี้ทำให้ข้าสูญเสียหลายอย่างในชีวิตไป
ทั้งพ่อและแม่ของข้า....และคนที่ข้ารัก”
“ฝ่าบาท....”
“ข้าอยากจะ....ไม่ต้องอาศัยพลังใด ๆ จากสวรรค์เลยก็สามารถสร้างเมืองจูซินขึ้นมาได้ด้วยตนเอง”
“ทรงคิดว่า ด้วยลำพังพระองค์โดยไม่มีสวรรค์ช่วยจะไปได้ไกลแค่ไหน และจะมีหนทางให้เดินหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านคิดอย่างงั้นหรือ”
“ใช่”
“มนุษย์มักชอบขอให้สวรรค์ช่วยโน่นช่วยนี่
วิงวอนสารพัดเรื่องราว นั่นเป็นสิ่งที่สวรรค์ต้องการหรือเปล่า ใช่ไหม”
ทัมต๊อกบอกอย่างขมขื่นและอดไม่ได้ที่จะคิดถึงซูจินีขึ้นมา
ทางด้านคีฮานั้น สั่งการให้ลูกน้องออกตามหาซูจินี แต่ก็ยังไร้วี่แวว
ลูกน้องคีฮายังบอกอีกว่าตอนนี้ทหารโกคูรยอก็ออกตามหาซูจินีอยู่เช่นกัน
แต่ก็ยังไม่พบ
“ไม่แน่ว่า
นางจะรู้ว่าตัวเองคือหงส์ไฟ
เลยรีบหนีไปหรือเปล่า....นางอาจปกปิดชื่อแซ่ก็ได้
เท่าที่รู้คือเชี่ยวชาญการยิงธนู ไปหากลุ่มผู้หญิงที่อายุไล่เลี่ยกับนาง
ดูว่าคนไหนเก่งเรื่องธนูบ้าง ให้พลิกทั่วแผ่นดินก็ต้องหาให้พบ
เพราะนางเป็นน้องสาวข้า”
“ทราบแล้วครับ” ลูกน้องรับคำแล้วเลี่ยงออกไป
From กศน.ผักไห่ อีกแค่ตอนเดียวก็จบแล้วครับ |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |