• หมอเจี๊ยบ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jnares_surgeon@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-15
  • จำนวนเรื่อง : 51
  • จำนวนผู้ชม : 8479
  • จำนวนผู้โหวต : 70
  • ส่ง msg :
มีเรื่องราวดีๆ มาแบ่งปันครับ
ถึงผู้หญิงจะชอบทำตัววุ่นวาย - - ถึงผู้หญิงจะยากแก่การเข้าใจ !! แต่เชื่อไหม .. ไม่มีวันไหนที่ผมไม่รักคุณ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/jnares
วันพุธ ที่ 19 มีนาคม 2551
"คุก" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปถ้าหมอยังต้องรักษาคนไข้อยู่
Posted by หมอเจี๊ยบ , ผู้อ่าน : 91 , 18:14:52 น.  
พิมพ์หน้านี้


บทความนี้ไม่ได้มีความมุ่งหมายให้แพทย์

ปฏิเสธการรักษาคนไข้แต่มุ่งหมายให้แพทย์

ตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียอิสรภาพ  

หรือพูดง่ายๆ ว่า “คุก” นั้น ...

ไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย  

 

ผมมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า 

ถ้าแพทย์ได้ไปทำการตรวจรักษาคนไข้

ด้วยเจตนาที่จะให้หายจากความเจ็บป่วย  

แม้ว่าในที่สุดการกระทำดังกล่าว  

ในทางกฎหมายจะเข้าเกณฑ์ที่เรียกว่า

“ประมาท”  ผมก็คิดเสมอว่า

จะได้รับความเมตตาจากศาลที่จะ

“รอการลงโทษ” หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า

“การรอลงอาญา”  ในกรณีที่ศาลเห็นว่า 

การกระทำความผิดนั้นมีโทษจำคุก  

ทำไมผมจึงคิดเช่นนั้น  

 

ผมมีเหตุผลอยู่สองประการ

เหตุผลประการที่หนึ่ง    

มีกฎหมายที่ศาลสามารถใช้

ดุลยพินิจดังกล่าวได้เป็นกรณีศึกษา

เห็นว่ามี 2 ช่องทางคือ    

 

1  เหตุบรรเทาโทษในเรื่อง

“มีคุณความดีมาแต่ก่อน” ตาม ปอ.มาตรา

78 วรรค 2  ซึ่งบัญญัติว่า  

“เหตุบรรเทาโทษนั้นได้แก่ผู้กระทำผิดนั้น

เป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญาตกอยู่ในความทุกข์

อย่างสาหัส  มีคุณความดีมาแต่ก่อน  

รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้าย

แห่งความผิดนั้น  ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน

หรือให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่

การพิจารณาหรือเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามี

ลักษณะทำนองเดียวกัน”    

 

2  เหตุที่จะรอการลงโทษตาม ปอ.มาตรา 56  

ซึ่งบัญญัติว่า  “ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษ

จำคุกและในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกิน

3 ปี  ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุก

มาก่อนหรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน

แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำ

โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ  

เมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ  ประวัติ  

ความประพฤติ  สติปัญญา   

การศึกษาอบรม สุขภาพ  

ภาวะแห่งจิต  นิสัย  อาชีพ  

และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้นหรือสภาพความผิด  

หรือเหตุอื่นอันควรปราณีแล้ว

เห็นเป็นการสมควร  ศาลจะพิพากษาว่า

ผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้หรือ 

กำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้ว

ปล่อยตัวไปเพื่อให้ผู้นั้นกลับตัว  

ภายในเวลาที่ศาลจะได้กำหนด  

แต่ต้องไม่เกิน 5 ปี  นับแต่วันที่ศาลพิพากษา  

โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ

ของผู้นั้นด้วยก็ได้”    

 

เหตุผลประการที่สอง   

แนวคำพิพากษาที่คนทั่วไปในสังคม

ต่างได้รับรู้ความผิดฐาน 

“ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย”  

ที่เป็นที่รับรู้กันทั่วไปคือกรณีที่ดารานักร้อง  

ขับรถยนต์โดยประมาทแล้วชนคนตาย  

ถ้าคิดแบบคนธรรมดาสามัญ  

ดารานักร้องอาจง่วงนอน  

ขับรถด้วยความเร็วแล้วชนคนตาย  

ส่วนแพทย์นั้นตั้งใจไปทำการรักษา

เพื่อให้คนไข้หายจากความเจ็บป่วย  

แล้วคนไข้ตาย  ผมจึงคาดหวังว่า  

แพทย์จะได้รับความเมตตาจากศาลให้

“รอลงอาญา”  เช่นกัน  

 

แต่เหตุผลสองประการดังกล่าว

อาจคาดหวังให้มีผลอย่างที่คิดไม่ได้อีกต่อไป  

ยิ่งทราบว่าแพทย์ท่านที่ถูกลงโทษจำคุก

ดังกล่าวไม่ได้อยู่เวรแต่ไปช่วยเหลือ  

แพทย์อีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายกย่องมาก

ในความรู้สึกของผม   

 

แต่ท้ายที่สุดผลที่ได้รับกลับเป็นอย่างที่

พวกเราทราบกันดีอยู่ทำให้รู้สึกว่า 

ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้

แย่ลงมากและปัจจุบันประชาชนทั่วไป

คาดหวังจากแพทย์มากเกินไป

โดยคาดหวังว่าไม่ให้มีความผิดพลาด  

ซึ่งถ้าทุกคนถามตัวเองคงจะตอบได้ว่า  

ไม่มีใครในโลกนี้ไม่เคยผิดพลาด  

แล้วทำไมคาดหวังให้แพทย์ต้องไม่ผิดพลาด 

จะไม่เป็นการเรียกร้องเกินกว่าความเป็นจริง

ของมนุษย์หรือ  !!!!

 

ในทางกฎหมาย 

อาจารย์ผู้สอนที่เนติบัณฑิตยสภา  

ก็สอนเสมอว่าความผิดพลาดเป็นธรรมดา

ของมนุษย์ศาลยุติธรรมก็เห็นสัจจะธรรม

ในข้อนี้จึงให้มีศาลถึง 3 ชั้น  

โดยคาดหวังให้ศาลสูงแก้ไขข้อผิดพลาด

ของศาลล่างเมื่อเทียบการทำงานของ

ผู้พิพากษากับการรักษาผู้ป่วยแพทย์    

 

ในการรักษาผู้ป่วย  

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง  

การเปลี่ยนแปลงที่แพทย์ต้องตัดสินใจ

ในการรักษาอาจใช้เวลาเป็นวินาทีหรือนาที  

ส่วนการพิพากษาคดีนั้นเมื่อผู้พิพากษา

ฟังข้อเท็จจริงเป็นข้อยุติแล้วท่านยังมีเวลา   

ไปเปิดตำรา  ไปค้นคำพิพากษาศาลฎีกา  

เรียกได้ว่าท่านมีเวลาการตัดสินใจ

และเขียนคำพิพากษาเป็นวันหรือสัปดาห์  

ในความเป็นจริงก็ยังพบว่า

คำพิพากษาของศาลล่างก็ถูกกลับ

โดยศาลสูงจำนวนไม่น้อย  

ถึงขนาดมีการรื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่

ในคดีที่ศาลฎีกาตัดสินไปแล้ว  

เช่น “คดีเชอร์รีแอน”  ก็ยังมีให้เห็นได้    

แล้วทำไมสังคมกลับคาดหวังให้แพทย์

ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้    

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำพิพากษานี้

สั่นคลอนจิตใจของแพทย์เป็นอย่างยิ่ง  

และปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า  

คำพิพากษานี้มีผลต่อการตัดสินใจต่างๆ

ในการรักษาคนไข้อย่างแน่นอน  

เพราะแพทย์ก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ

เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป

ในปัจจุบันการฟ้องแพทย์ในทางแพ่ง

เพื่อเรียกค่าเสียหายดูจะเป็นเรื่องธรรมดา

ไปแล้ว  

 

แต่การฟ้องอาญาเพื่อให้แพทย์ติดคุก

ดูจะเกินไปจริงๆ แม้จะอ้างว่า 

ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นก็ฟังไม่ขึ้น

เพราะความผิดฐาน 

“ประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย”  

ตาม ปอ. 291 บัญญัติว่า 

“ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้น

เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายต้องระวาง

โทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกิน

สองหมื่นบาท”

 

ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้  

สิ่งที่แพทย์ทุกคนพึงกระทำเพื่อให้ตนเอง

อยู่ไกลจากคุกก็คงมีเพียงแต่ทุกครั้ง

ที่ทำการตรวจรักษาคนไข้  

ให้ถามตนเองทุกครั้งว่าได้ใช้ความระมัดระวัง  

ในวิสัยของแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ    

ในพฤติการณ์หรือที่เรียกว่าในสภาพแวดล้อม  

ที่มีความพร้อมในการตรวจรักษา  

ในระดับโรงพยาบาลชุมชน  

โรงพยาบาลจังหวัด  โรงเรียนแพทย์หรือยัง