ภฤศ ปฐมทัศน์ รายงาน
การศึกษาเรื่อง ปฏิบัติการของอำนาจผ่านตำรา โดย เคร็ก เจ. เรย์โนลด์ พบว่า ตำราอาจจะสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมในยุคหนึ่ง แต่ไม่อาจเป็นข้อมูลอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ได้ ขณะเดียวกัน ตำราของชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง และคนที่ขาดโอกาสทางสังคม มีน้อย ยิ่งไปกว่านั้นคือ เมื่อความรู้กลายเป็นตำรา และต้องไปเกี่ยวข้องกับ รัฐ ความหลากหลายจะหายไปทันที
เมื่อวันที่ 10 กย. 50 ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จัดบรรยายหัวข้อ ปฏิบัติการของอำนาจผ่านตำรา: ทฤษฎีและการปฏิบัติ โดย เคร็ก เจ. เรย์โนลด์ นักวิชาการสายสังคมและประวัติศาสตร์เอเชีย จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ที่วิเคราะห์และแปลผลงานของจิตร ภูมิศักดิ์ โดยมีผลงานคือ Thai Radical Discourse: The Real Face of Thai Feudalism Today (วาทกรรมก้าวหน้าของไทย: จิตร ภูมิศักดิ์ โฉมหน้าที่แท้จริงของศักดินาไทยในปัจจุบัน) ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์ชาติไทย ในแง่ของญาณวิทยา และการสร้างประวัติศาสตร์โดยชนชั้นนำ โดยสำรวจปัญหาเรื่องจักรวรรดินิยม ศักดินา และธรรมชาติของอำนาจ
เคร็ก มองว่า การศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทยผ่าน ตำรา (Manual) นั้น มักจะมีแต่ผู้ที่ศึกษาจากชนชั้นนำ เป็นเรื่องจากราชวงศ์เป็นส่วนมาก เนื่องจากเรื่องราวตำราของชนชั้นสูงสามารถหาได้ง่ายและมีเอกสารชัดเจน แต่มีผู้ที่ศึกษาเรื่องปัญญาความรู้ หรือเรื่องตำราของชนชั้นกลางและชนชั้นล่างน้อยมาก
จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เคร็กสนใจศึกษาเรื่องราวของชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง รวมถึงคนที่ขาดโอกาสทางสังคม ผ่านทาง ตำรา
ตำรา ก็มีคุณสมบัติเป็น อำนาจนิยม เคร็ก กล่าวว่า รูปแบบของความรู้แบบไทยนั้น มีการบันทึกเรียกว่าเป็น ตำรา หรือ Manual Knowledge ซึ่งสามารถเรียกได้ในรูปแบบอื่นๆ อีก คือ คู่มือ หรือ คัมภีร์ โดยคัมภีร์จะเป็นสิ่งที่ใช้ทางศาสนาเสียมากกว่า
ในเรื่องการกำหนดนิยามความหมายของสิ่งที่ศึกษานั้น คำว่า ศาสตร์ (Sastra) นั้น ขอนิยามว่าเป็นความรู้ที่ครอบงำสังคม ขณะที่ตำรา นิยามว่าเป็นหนังสือที่เก็บความรู้
ยกตัวอย่างเช่น ตำราทำอาหาร ซึ่งสมัยก่อนอาจจะไม่มีบันทึกเป็นตำรา แต่สืบทอดผ่านการสอนในบ้าน ขณะที่ปัจจุบัน แม่อาจจะไม่สอนหรือไม่ก็ทำไม่เป็นเอง จึงต้องใช้ตำราทำอาหาร รวมถึงตำราเรื่องความประพฤติ ซึ่งเป็นตำราที่สำคัญมากสำหรับสังคมไทย รวมถึงทุกชาติ ที่สอนให้ปฏิบัติตาม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่อาจจะมาจากศาสนาหรือเป็นตำราจากในห้องเรียนก็ได้
ทั้งนี้ ความรู้เป็นสิ่งที่สามารถเก็บเอาไว้ และพูดกันปากต่อปากสะสมมาได้ สามารถถ่ายทอดผ่านตำราหรือพิธีกรรม
ตำรา นอกจากจะเป็นเหมือนตู้เก็บความรู้แล้ว ยังเป็นเหมือนเครื่องสื่อความรู้กับคนทั่วไปด้วย แต่แน่นอนว่า คนที่อ่านตำราแบบเขียนบันทึก จะต้องอ่านเขียนหนังสือได้ เคร็กกล่าวต่อว่า ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจจะวิจัยต่อไปคือ ความรู้ของตำราในแง่ที่เป็นความรู้พื้นบ้าน ที่บอกผ่านกันโดยไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์
กระนั้นตำราที่เก็บความรู้ ก็มีคุณสมบัติเป็น อำนาจนิยม (Authoritarian) และเป็น ความเชื่อที่เคร่งครัดตามหลักการดั้งเดิม (Orthodox) ซึ่งคุณสมบัติของความเป็นอำนาจนิยมและความเป็น Orthodox นั้นขึ้นอยู่กับระบบของผู้สอนและตัวรูปแบบตำราเองด้วย เช่น ตำราที่ยึดถือเป็นคัมภีร์ก็จะมีอำนาจนิยมแฝงอยู่ ฯลฯ
ตำราหลายประเภท สอนให้รับรู้ว่า ความเชื่อ เป็น ความจริง เคร็ก เปรียบเทียบระหว่างการถ่ายทอดความรู้ ผ่านการบอกกันปากต่อปาก กับความรู้ที่ถ่ายทอดผ่านตำราที่เขียนบันทึก ว่า เมื่อพันปีก่อน เมืองไทยมีประเพณีการสืบทอดความรู้ด้วยการบอกเล่า ตำราที่สืบทอดมาจากอดีตก็มักจะมาจากการบอกเล่า เช่น ตำรายา
ส่วนกระบวนการถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือนั้น เริ่มจากสมัยศตวรรษที่ 19 ช่วงรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 เทคโนโลยีการพิมพ์เริ่มเข้ามา ทำให้มีการบอกกันปากต่อปากเอามาทำเป็นตัวหนังสือ เป็นตำราบันทึก
แต่ขณะเดียวกัน ในการศึกษาประวัติศาสตร์โดยอาศัยตำราบันทึก ก็มักจะมีปัญหาทางด้านการอ้างอิงข้อมูล เช่น การที่ตำราบางเล่มไม่ทราบผู้เขียน ไม่ทราบเวลาที่ตั้งไว้ สองประการนี้เป็นปัญหาของนักประวัติศาสตร์มาก
การถ่ายทอดอีกทางหนึ่งในสังคมไทย คือการถ่ายทอดผ่านทางจารีตประเพณีของกูรู (Guru) โดยให้ครูเป็นเหมือนคนที่เก็บความรู้และถ่ายทอด เรื่องนี้ไปกันได้กับเรื่อง อำนาจนิยม ผ่าน ตำรา ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ เรื่องวาทกรรมการสอน (Didactic Discourse) ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญซึ่งส่งผลต่อการถ่ายทอดความรู้ ตำราหลายประเภทสอนให้คนปฏิบัติตาม หรือสอนให้รับรู้ว่า ความเชื่อนั้นๆ เป็น ความจริง
ลักษณะของ ตำรา ประเภทต่างๆ นักวิชาการจากออสเตรเลียแจกแจงถึงประเภทของตำราในเมืองไทยไว้ ดังนี้
Cosmologies คือ ตำราเรื่องโลกทัศน์ เช่น ไตรภูมิพระร่วง จะเป็นคัมภีร์ที่พูดถึงศาสตร์ในฐานะที่มีความจริง มีความเชื่อ พูดถึงเรื่องโครงสร้างของสังคมและของโลกด้วย
Astrology คือ โหราศาสตร์ เป็นตำราสำคัญมากสำหรับประวัติศาสตร์ เพราะโหรเป็นคนกำหนดเวลาคิดปฏิทิน ดังนั้น โหรกับนักประวัติศาสตร์จึงมีการทำนายอนาคตที่ค่อนข้างเชื่อมโยงกัน
Grammar คือ ไวยากรณ์ เช่น จินดามณี ซึ่งมีความสำคัญต่อการสอนวรรณกรรมและการเรียนหนังสือ เคยมีคนร้องเรียนว่า เพราะเทคโนโลยีการพิมพ์ ทำให้จินดามณีมีความหลากหลายน้อยลง จากเดิมที่มีความหลากหลายมากกว่านี้ เพราะครูแต่ละคนมีตำราจินดามณีเป็นแบบของตัวเอง
Medical Texts คือ ตำรายา แต่ก่อนถือเป็นตำราที่สำคัญมาก ช่วงศตวรรษที่ 15 ยังมีคนหลายเชื้อสายที่มีตำรายาของตัวเอง ต่อมา ต้นรัชกาลที่ 5 ก็เริ่มมีการรวบรวม พิมพ์ตำรายา จนกระทั่งการแพทย์ตะวันตกเข้ามา ทำให้คนไทยเลิกนิยมตำรายา หันไปหาความรู้จากการแพทย์สมัยใหม่ของตะวันตก แต่ช่วงสงครามโลก 20-30 ปีที่ผ่านมา ตำรายาก็มีคนนิยมมากขึ้น มีบ้างที่กลับมาหาตำรายาเหมือนเดิม
Art of Strategy คือ ตำรายุทธศาสตร์ ที่สำคัญคือ ตำราพิชัยสงคราม หรือตำราปืนใหญ่ และรวมไปถึงพวกตำราจิตวิทยาสาธารณ์ (Pop Psychology) และการวางแผนทำธุรกิจด้วย
How to Behave คือ ตำราสอนปฏิบัติตน เป็นตำราจำพวกสอนให้ปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในประเทศเอเชียอาคเนย์ตั้งแต่สมัยอาณานิคม เป็นช่วงที่รับอิทธิพลจากตะวันตกที่นำความทันสมัยเข้ามา รวมถึงสอนวิธีปฏิบัติเพื่อช่วยให้เราทันสมัยอีกด้วย
Etiquette คือ ตำราสมบัติผู้ดี ซึ่งเป็นเรื่องการรับเอามารยาทจากตะวันตกมาในช่วงสมัยรัชกาลที่ 6 มาใช้ และไม่ได้เป็นเพียงคำแนะนำเพื่อที่จะเป็นกระฎุมพีเท่านั้น แต่ยังมีผลในแง่ของความเป็นครู ความเป็นนักศึกษา ความเป็นข้าราชการ ฯลฯ โดยตำราที่มีอิทธิพลมาก่อนหน้าเรื่องของ สมบัติผู้ดี คือเรื่อง วินัย (Vinaya) เป็นตำราประเภทหนึ่งที่สอนให้พระปฏิบัติตาม
สุดท้ายคือประเภท Self-Making เนื้อหาเน้นให้กำลังใจ กำลังความคิด เช่นแนวการเขียนของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นอีกตำราหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการสร้างบุคคลยุคสมัยใหม่
ปฏิบัติการของอำนาจผ่านตำรา ในการศึกษาเรื่อง ปฏิบัติการของอำนาจผ่านตำรา นั้น เคร็ก เรย์โนลด์ มีข้อค้นพบหลายประเด็น คือ ในเรื่อง ความสัมพันธ์กับอำนาจนิยม (Relationship to Authoritarianism) นั้น เคร็กตั้งคำถามว่า อำนาจนิยมมีอยู่ในตำราหรือไม่ หรือเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับผู้สอน ซึ่งรัฐบาลไทยสามารถใช้ตำราควบคุมกระบวนการสร้างอำนาจต่างๆ ได้ เช่น การมีคู่มือสอนใช้สัญชาติไทย ประชาธิปไตยคืออะไร?
ในเรื่อง ความสัมพันธ์กับความเชื่อดั้งเดิม (Relationship to Orthodoxy) นั้น พบว่าตำราสมัยนี้มีความเป็น orthodoxy น้อยลง มีความกระจัดกระจาย เพราะมีโรงพิมพ์ที่พิมพ์เผยแพร่ได้อิสระมากขึ้น อีกประเด็นคือ เรื่อง การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษารูปแบบที่ชัดเจน (Format) ของตำราว่า มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความรู้ได้มากน้อยแค่ไหน
ในเรื่อง ระหว่างชนชั้นนำกับชนชั้นล่าง (Elite vs. Subaltern / Rural) นั้น ความสัมพันธ์และความขัดแย้งกันทางตำราความรู้ระหว่างชนชั้นนำไทยกับชนชั้นล่าง บางยุคบางสมัยการใช้หนังสือตำราของชนชั้นนำกับชนชั้นล่างค่อนข้างจะเหมือนกัน
ในเรื่อง ระหว่างการเขียนบันทึกความรู้กับการบอกผ่านปากต่อปาก และเรื่อง ความแตกต่างหลากหลายทางภูมิภาค นั้น พบว่ามีความต่างของตำราระหว่างส่วนภูมิภาคต่างๆ กับส่วนกลาง ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 มีความพยายามรวบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ได้ทำให้การรับรู้ตำราของภูมิภาคต่างๆ เจือจางลงไป
ข้อสรุปคร่าวๆ ของการศึกษาในเรื่องนี้ เคร็ก กล่าวไว้ว่า ตำราเป็นสิ่งที่สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ได้ยาก แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสที่จะได้ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมจากตำราของคนยุคสมัยนั้น ตำราบางชนิดก็สำคัญมากในการสร้างความเข้าใจและตีความประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น
เทคโนโลยีการตีพิมพ์ตำราในปัจจุบัน ส่งผลกระทบในแง่ที่ทำให้ความรู้ในตำรามีฉบับ (Version) ที่หลากหลายน้อยลง แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้โอกาสผู้ที่สามารถผลิตตำราการเผยแพร่ความรู้มากขึ้น รวมถึงการเผยแพร่ทางเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต
เคร็กกล่าวว่า มีข้อคำถามที่ว่า ความรู้จากนอกประเทศที่หลั่งไหลเข้ามา มีกระบวนการการปรับตัวให้กลายเป็นไทยอย่างไร อย่างตำราบางเล่ม เช่น คู่มืออ่านใจคน มาจากนอกประเทศ แต่อ่านฉบับภาษาไทยแล้วก็ไม่เจอภาษาต่างชาติเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความรู้จากนอกประเทศได้เข้ามาโดยทำให้กลมกลืนไปกับของไทย อย่างตำราคู่มืออ่านใจคน ก็ไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าเป็นตำราจากต่างประเทศ
ปฏิบัติการผ่านตำรา และอิทธิพลของ ตำราพรหมชาติ เคร็ก กล่าวถึงเรื่อง ความเป็นมงคล (Auspiciousness) ซึ่งเป็นมิติที่สำคัญมากในสังคมไทย แต่มีคนศึกษาน้อย และตำราที่มีความน่าศึกษาอีกเรื่องหนึ่งคือ ตำราพรหมชาติ อันเป็นตำราที่ทำให้ประเทศไทยมีวัฒนธรรมแห่งชาติ
การที่ชนชั้นนำกับคนที่อยู่ในวัฒนธรรมชาวบ้านต่างก็ใช้ตำราพรหมชาติเดียวกันในช่วงรัตนโกสินทร์ยุคแรก ซึ่งยังคงรูปแบบของการบอกเล่าต่อกันมาไว้ จนกระทั่งต่อมา ในยุครัชกาลที่ 5 จึงพิมพ์เป็นหนังสือ
ตำราพรหมชาตินั้น จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์ ถือเป็นตำราที่มีอิทธิพลกับจิตวิทยาการตัดสินใจ (Psychology of decision-making) ทำสิ่งต่าง ๆ ในวิถีชีวิตของคนไทย
ทันทีที่ความรู้เป็นตำรา ทันที่ที่เกี่ยวกับ รัฐ ความหลากหลายจะน้อยลง มีคำถามจากวงเสวนาว่า เราจะทราบได้อย่างไรว่า สิ่งตีพิมพ์ที่เรานำมาศึกษานั้น เป็นสิ่งพิมพ์ที่เป็นต้นฉบับดั้งเดิม หรือเป็น Original เคร็กตอบว่า เราไม่จำเป็นต้องศึกษาสิ่งที่เป็น Original เพราะตำราอย่างเช่น ตำราพรหมชาติ ก็มีหลายเวอร์ชั่น โดยจะเน้นศึกษาฉบับที่ตีพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 มาศึกษา ไม่จำเป็นต้องเป็นของ Original
ต่อมา ผศ.ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มช. ได้ร่วมแลกเปลี่ยนว่า ความรู้บางอย่าง ถ้าถูกทำให้เป็นตำรา จะมีความหลากหลายน้อยลง ขณะที่บางอย่างก็จะยังคงความหลากหลายไว้อยู่ เช่น การดูฤกษ์ยามงานแต่งงาน ฯลฯ ซึ่งเราจะตั้งข้อสังเกตได้ว่า อะไรที่เกี่ยวกับรัฐ จะไม่ให้ความหลากหลาย (version) มากนัก เนื่องจากมันต้องอิงอยู่กับสิ่งที่รัฐต้องการ ส่วนอะไรที่เป็นของคนทั่วไป จะยังคงมีความหลากหลายอยู่ได้ ตราบใดที่ยังถือว่าไม่กระทบต่อรัฐ
ในส่วนของ เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนาวานิช อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มช. แสดงความเห็นว่า การทำเป็นตำรา เหมือนการจัดรูปแบบให้เป็นมาตรฐาน เพื่อแสดงอำนาจของมันจากการให้ความหมายเพียงหนึ่งเดียว และจะทำให้เกิดการครอบงำขึ้นตามมา แต่ขณะเดียวกัน ก็จะมีการขัดขืน (Resistance) โดยสามารถสร้างตำราขึ้นมาต่อรองกับตำรากระแสหลัก ทำให้ความหมายที่มาจากตำราของ ข้างบน เบลอไป
เขากล่าวว่า การมีความหลากหลายของตำรา เกิดมาจากการให้ความหมายที่ต่างกัน เรื่องนี้เคร็กนำเสนออีกมุมมองหนึ่งว่า ตำราอีกส่วนก็ไม่ใช่การใช้อำนาจเพียงอย่างเดียว แต่มันเกี่ยวกับการใช้ชีวิต คือ แม้มีตำราอย่าง สมบัติผู้ดี ที่มาสร้างมาตรฐานทางความหมายขึ้นมาครอบงำ แต่ก็มีตำราประเภทอื่นๆ ที่ ช่วยเรา ในเรื่องความรู้สึกและการใช้ชีวิต
ด้านสายชล สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มช. กล่าวเสริมเรื่องตำรากับอำนาจไว้ โดยตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีตำราพรหมชาติหลายๆ ตำรา โดยอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์สมัยที่ตำราพรหมชาติเกิดขึ้นว่า เป็นช่วงที่รัฐยังไม่มีอำนาจต่อชุมชนมากนัก ชุมชนยังมีส่วนร่วมอยู่ ตำราพรหมชาติจะมีความหลากหลาย โดยมองการผลิตตำราในแง่ ระหว่างอำนาจรัฐกับชุมชน
ทั้งนี้ สายชลเสริมในเรื่องตำราของหลวงวิจิตรวาทการว่า ตำราของหลวงวิจิตรเกิดในยุคที่รัฐมีอำนาจมากขึ้น แต่ใช่ว่าจะสามารถผูกขาดอำนาจได้เด็ดขาด ในขณะเดียวกันก็ต้องดูว่าอำนาจไปในชุมชนแค่ไหน ไปในปัจเจกชนแค่ไหน ต้องดูความหลากหลายของตำรา การผูกขาดตำรา มีด้านการเติบโตของความเป็นปัจเจกชน ในแง่ที่ตำราของหลวงวิจิตรฯ นั้นเป็นการ Empower ปัจเจกชน
|