ปัญหาดังกล่าว ไม่ได้เพียงแค่เพิ่งเกิดเมื่อตอนมีการเดินขบวนประท้วง และก็ไม่ได้เพิ่งเกิดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่มันมีมาตั้งแต่หลังจากที่พม่าได้รับเอกราชเป็นต้นมา ก็มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่างๆ ในประเด็นต่างๆ มาตลอดเวลา ความยาวนานของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า เป็นสิ่งที่จะต้องมีการนำเอาออกมาพูดคุยกัน โดยต้องดูประวัติศาสตร์ของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไล่เรียงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
สิ่งที่พูดมา ผมได้ข้อสรุปว่า มันไม่ใช่ประเด็นปัญหาของพระสงฆ์และชาวบ้านที่จะออกมาลุกขึ้นสู้ทหารพม่าแต่เพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นประเด็นสากล เป็นประเด็นของทุกประเทศที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่มีผลประโยชน์โดยตรงต่อพม่า มีผลประโยชน์ที่จะเข้าไปตักตวงทรัพยากรต่างๆ ไปเปิดตลาด ผูดขาดการค้าการขายในพม่า ซึ่งที่สุดแล้ว เราพบว่า จีน นั้นเป็นตัวการใหญ่ อินเดีย ก็มีส่วนร่วม เพราะว่ามีผลประโยชน์ในพม่า แล้วก็ยังไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวว่าจะสะเทือน กลัวว่าจะไม่ได้รับผลประโยชน์ที่ได้ไปลงทุนเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของก๊าซหรือเรื่องอื่นๆ
ในกรณีของประเทศไทย พอทราบว่า คนไทยที่เป็นนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ได้เคลื่อนไหวเรื่องนี้กันมาเป็นเดือนๆ แล้ว และก็ได้มีการทำหนังสือส่งถึงสหประชาชาติ ถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงสหภาพยุโรป ถึงใครต่อใครทั้งหลายในระดับนานาชาติ ที่คิดว่าน่าจะมีช่องทางในการจัดการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
ถึงกระนั้นก็ตาม มันก็ยังเกิดเข่นฆ่ากันอยู่ และผมเชื่อว่าประชาชนเขาก็คงไม่ยอมแพ้ พระสงฆ์ก็คงไม่ยอมแพ้ และการใช้กำลังความรุนแรงก็คงจะเกิดขึ้นอีกต่อไป
ในที่สุดแล้ว สิ่งที่มันดูเหมือนว่า จะเป็นตัวตัดสินว่า เวทีที่เราเข็นนี้ มันจะมีการถ่ายทอดหรือมีการแทรกแซงโดยประชาคมโลกได้หรือไม่นั้น มันขึ้นอยู่กับจำนวนคนตาย ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก คือที่สุดแล้ว จำนวนคนตาย จะกลายเป็นจุดที่บอกว่า ตายไปจำนวนเท่านั้นแล้วนะ ถึงเวลาแล้วนะที่จะต้องเข้าไปแทรกแซง ซึ่งไอ้ตัวเลขโหดแบบนี้ มันกลายเป็นมาตรฐานในการคิด ในการตัดสินใจ ของรัฐ ขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เช่น จำนวนเสียงของคนลงคะแนนมีจำนวนเท่าไหร่ เยสเท่าไหร่ โนเท่าไหร่ คนตายเท่าไหร่ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีคิดส่วนตัวคิดว่าเป็นการละเมิดที่เรียกว่า Human Rights กันอยู่แล้ว
แต่เนื่องจากว่า เรื่องราวที่มันเกิดขึ้นมาในโลกนี้ มันไม่เคยมีที่ไหน ที่มันคำนึงถึง Human Rights อย่างจริงๆ จังๆ
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรากำลังทำ กำลังพยายามทำกันอยู่ ก็คือ พยายามสร้างพลัง สร้างอำนาจการต่อรองกับกลุ่มที่เราเรียกว่า สิทธิมนุษยชน ซึ่งมันเป็นคำที่เป็นกลาง มากกว่าคำว่า ประชาธิปไตย เพราะว่าคำว่าประชาธิปไตย แน่นอนว่า มันจะต้องตามมา แต่มันมีนัยยะที่มีการพยายามจะชี้โต่งว่า ประชาชนและพระในพม่าไม่ได้ต่อสู้ในเรื่องของประเด็นทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องของความยากจน เรื่องของการถูกละเมิดสิทธิเหล่านั้น
เมื่อมองตัวโครงสร้างที่มันเป็นปัญหา ในฐานะที่เราในฐานะที่เป็นปัจเจก ทำอะไรก็ไม่ค่อยได้ ยกเว้นเข้าร่วมลงรายชื่อต่อต้าน แต่ก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้น ในกรณีที่เชียงใหม่ ควรจะมีการจัดตั้งกลุ่ม ในฐานะที่เป็นภาคี ที่ประกอบไปด้วยนักวิชาการ เอ็นจีโอ และผู้ที่ทำงานในด้านสิทธิมนุษยชน แล้วมาคิดกันว่า จะทำกิจกรรมอะไรที่นอกเหนือไปจากการร่วมลงชื่อในเวบไซต์ต่างๆ ประเด็นมันอยู่ที่ การบีบ ซึ่งจะบีบใครให้ได้ผลอย่างไรนั้น มันก็ต้องบีบคนที่ใกล้ตัว คนที่สามารถจะกระทบกระเทือนผลประโยชน์ของเขาได้ เมื่อไปบีบอินเดีย ก็ไม่มีใครสนใจ ไปบีบจีน จีนก็ไม่ได้สนใจ เราอาจจะเดินขบวนไปประท้วงหน้ากงสุลจีน แต่คิดว่าจีนก็คงเฉยๆ
ฉะนั้น จึงคิดว่า เราควรบีบตัวการในเมืองไทย เป้าหมายองค์กร ก็คือ รัฐบาล ซึ่งแน่นอนที่สุด เมื่อหลังจากที่นายกรัฐมนตรีของไทยได้แถลงการณ์ออกมาที่ยูเอ็นแล้ว ได้มีการทำอะไรกันต่อไปบ้าง ยกตัวอย่างเช่น เงินกู้ เอ๊กซิมแบงค์ ที่ออกให้พม่าก็ยังออกให้ต่อหรือไม่ เป็นต้น
และถ้ามองลงไปให้ลึกลงไปอีกระดับหนึ่ง ก็คือ กลุ่มผลประโยชน์ที่ได้จากการค้าลงทุนเศรษฐกิจกับพม่าก็คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)หรือ ปตท.และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.ว่าคุณกำลังทำอะไร คุณจะมีความเห็นอย่างไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในพม่า คุณมีความเห็นอย่างไรต่อการสร้างเขื่อนในพม่า ซึ่งคุณกำลังสนับสนุนผู้ที่ทำลายสิทธิมนุษยชน คุณกำลังสนับสนุนผู้ที่กำลังต่อต้านระบอบประชาธิปไตย คุณกำลังให้เงินกับกลุ่มเป็นฆาตรกร ซึ่งฆ่าได้แม้กระทั่งพระ นี่คือคำถามที่จะต้องถูกโยนไปที่ ปตท.และปตท.สผ.
ถ้าปตท.ไม่ขยับ ไม่ออกมาทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราอาจจะเคลื่อนโดยการประกาศว่า เราจะไม่เติมน้ำมันปตท. เราจะไม่ซื้อก๊าซ ไม่ใช้ก๊าซ หรือลดปริมาณการใช้ก๊าซ เพราะว่าก๊าซนั้นคือเลือดและลมหายใจของคนพม่า ก๊าซที่คุณซื้อมานั้นคือวิญญาณของคนที่ตายจากการปราบปรามของทหารเผด็จการพม่า น้ำมันที่คุณเติมไปนั้นคือเลือดของชาวพม่า ที่เราไปซื้อ ไปกลั่นแล้วเอามาใช้
ถ้าหากว่า เรื่องเหล่านี้ไม่ได้รับการจัดการ ไม่ได้รับการดูแล เราจำเป็นต้องบีบอย่างน้อย 2 องค์กรนี้ ซึ่งเราก็รู้ว่า ปตท.,ปตท.สผ. ซึ่งก็เป็นปีกหนึ่งของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่มันเกี่ยวกับกองทุนที่เราเรียกว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีคนจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสนที่ได้รับผลประโยชน์จากกองทุนอันนี้อยู่ และก็มีองค์การในการลงทุน ในการค้ากำไรที่ชัดเจน ปีกหนึ่งก็ออกมาเป็น ปตท. อีกปีกหนึ่งก็ออกมาเป็นปูนซีเมนต์ไทย อย่างที่เราทราบกันดี
ดังนั้น มันถึงเวลาแล้วที่พลังเศรษฐกิจกลุ่มนี้จะต้องออกมาคำนึงต่อปัญหา เพราะว่าเขาสามารถจะทำธุรกิจและสามารถจะค้ากำไรได้ดีกว่าในบรรยากาศที่ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และในบรรยากาศที่ระบบการเมืองมันเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ซุ่มหากินอยู่กับโจรและฆาตรกรอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เพราะฉะนั้น เราจะต้องบีบทั้งมาตรการทางเศรษฐกิจ ทั้งมาตราการทางศีลธรรมจริยธรรมออกมา เพื่อพุ่งเป้าไปที่องค์กรของไทยที่ทำมาหากินอยู่บนความทุกข์ของชาวพม่า.
|