พิมพ์หน้านี้
|
ประวัติชุมชนบ้านสำราญ n สถานที่ตั้ง ห่างจากอำเภอเมืองอุบลราชธานีไปทางทิศเหนือประมาณ n บ้านสำราญตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตำบลหัวเรือ แต่ก่อนมีชื่อว่าบ้าน ดอนบักเง็ก มาตายอยู่ที่หนองน้ำ ประกอบกับสภาพบ้านมีดอนจำนวนมาก บางคนจึงเรียกบ้านดอน ต่อมาประมาณปี 2500 มีปลัดชื่อว่า ชู เข้ามาพัฒนาหมู่บ้าน จึงได้เปลี่ยนชื่อบ้านว่า บ้านสำราญ เพราะเห็นว่าประชานในหมู่บ้านมีความสุขสำราญ มีหนองน้ำที่อุดมสมบูรณ์ในการทำการเกษตร 2530 ทางการเห็นว่าหนองน้ำนี้สามารถทำเป็นชลประทานสำหรับจ่ายน้ำให้กับหมู่บ้านอื่นใช้ด้วย จึงทำอ่างเก็บน้ำชลประทานหนองช้างใหญ่ขึ้นมาอย่างเป็นรูปแบบ มีคลองจัดส่งน้ำ ต่อมาโครงการพัฒนาต่างๆเริ่มเข้ามา ปี 2535 มีโครงการทำถนลาดยางเข้ามาในหมู่บ้านเป็นระยะทางกว่า n ความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านเป็นแบบพี่น้อง ส่วนใหญ่เกือบ 100 % นับถือศาสนาพุทธ ลักษณะภูมิประเทศ มีสภาพเป็นที่ราบ เนื้อดินมี 3 ลักษณะ คือ ดินทรายปนดินร่วน หรือดินทราย ดินเหนียวดินร่วมปนทราย n ระบบการใช้น้ำในหมู่บ้านแต่ก่อน ระบบในชุมชนจะเป็นระบบบ่อสร้างและน้ำบาดาล ใช้น้ำดื่มจากการรองน้ำฝน เก็บไว้ในโอ่งเก็บไว้กินตลอดปี จนมา พ.ศ.2545 มีระบบประปาหมู่บ้านเข้ามา โดยใช้น้ำจากหนองช้างใหญ่เป็นหลัก ชาวบ้านจึงหันมาใช้ระบบส่งน้ำแบบประปา ปัจจุบันส่งกระจายเกือบทั่วหมู่บ้าน แต่น้ำในการทำการเกษตรยังใช้น้ำจากบ่อสร้างและน้ำบาดาลอยู่ n ระบบสุขภาพของชุมชนสมัยก่อนถ้าไม่เป็นอะไรที่ร้ายแรง ก็พึ่งหมอเป่าในการรักษาไม่ว่าจะเจ็บป่วยอะไรที่ไม่รู้สาเหตุก็จะไปหาหมอเป่า ซึ่งมีอยู่ประจำหมู่บ้าน หรือต่างหมู่บ้านก็มีเพียงค่าคาย เมื่อหายจากการเจ็บป่วยแล้ว เมื่อมีโครงการพัฒนาเข้ามามาก มีระบบคลินิกเข้ามาในหมู่บ้านการรักษาจึงหันมาใช้แผนปัจจุบันมากขึ้น จนปัจจุบัน การรักษาแบบเป่าจะไม่มีเลย กลับกลายเป็นว่าจะไปรักษาแพทย์แผนปัจจุบันก่อน ถ้าไม่หายไม่ทราบสาเหตุจริงๆถึงจะหาหมอเป่า n ระบบผู้นำ ผู้ใหญ่บ้านคนแรกชื่อนายพอก ภิญโญ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 ก็มีเพียงผู้ใหญ่บ้านอีกสองคน คือ ผู้ใหญ่ใบ และผู้ใหญ่ไพรศิริ จิตรสิงห์ คนปัจจุบัน n ระบบการผลิตแต่ก่อนผลิตเพื่อยังชีพ ทั้งทำนาและเพราะปลูก มาประมาณปี 2540 การปลูกพริกหัวเรือได้กระจายไปทั่วตำบล รวมทั้งชาวบ้านสำราญ ถือว่าเป็นหมู่บ้านแรกหันมาปลูกพริกเพื่อส่งออกจนช่วงนั้นเป็นยุคที่เฟื่องฟูของพริกหัวเรือได้กระจายไปทั่วตำบล รวมทั้งบ้านสำราญถือว่าเป็นหมู่บ้านแรกๆ หันมาปลูกพริกเพื่อส่งออก จนช่วงนั้นเป็นยุคที่เฟื่องฟูของพริกหัวเรือ จนมาได้ประมาณ 6-7 ปี ก็ซาลงเพราะราคาตกต่ำ จนพืชผักสวนครัวเข้ามามีบทบาทสำคัญในประมาณปี 2548 ชาวบ้านหันมาปลูกผักมากันมาก มีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับซื้อ นำไปขายในตลาด อ.เมือง , อ.วารินฯ และอำเภออื่นใกล้เคียง มักปลูกพืชได้แก่ ผักกาด ผักกะหล่ำ หัวหอม ผักบุ้ง ผักคะน้า เป็นส่วนใหญ่ n เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่นำถือ ศาสนาพุทธ วัดจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจ เมื่อประมาณปี 2536 วัดเป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียน เพราะทางการได้มีโครงการสร้างตึกโรงเรียนใหม่จึงต้องใช้วัดเป็นโรงเรียนเกือบ 2 ปี โรงเรียนสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2538 จึงย้ายนักเรียนกลับเข้ามาเรียนตามปกติ วัดจึงเป็นสถานที่รวมจิตใจของคนในหมู่บ้านเป็นที่สังเคราะห์จิตใจของคนและพระสงฆ์ เป็นสถานที่จัดกิจกรรม เช่น การเลือกตั้ง และบุญประเพณีต่างๆ ปัจจุบันได้มีการสร้างศาลาวัดขึ้นใหม่ เมื่อปี 2547 ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จจึงต้องอาศัยเงินจากผู้ที่มีจิตศรัทธาในการทำบุญ ทั้งผ้าป่า บุญกฐิน หรืองานบุญประเพณีต่างๆก็จะมีบริจาคทานเพื่อสร้างศาลาวัด สังคมกับหมู่บ้านปัจจุบันจึงเป็นกรพัฒนาหมู่บ้านเพื่อให้เป็นสังคมเมืองมากขึ้นผู้คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เริ่มจะอาศัยเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้น คือ เริ่มอยู่ตัวใครตัวมันมากขึ้นไม่ข้องเกี่ยวกันมาก ส่วนคนรุ่นอายุ 30 ปี ขึ้นไปยังคงรักษาความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันเหมือนสมัยก่อนเหมือนในยุคปัจจุบันตามยุคโลกาภิวัตน์ ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด การสื่อสารเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาจำนวนมากตรงตามการพัฒนาที่ทำให้ชนบทกลายเป็นเมืองอย่างเห็นได้ชัดในหมู่บ้านสำราญ |
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||