พิมพ์หน้านี้
|
สัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดิอาระเบียอยู่ในฐานะที่ดีมาเป็นเวลานาน มีการเจริญไมตรีทางการทูต ไทยส่งแรงงานไปทำงานในประเทศซาอุจำนวนมาก เวลาเดียวกันคนประเทศซาอุก็เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากเช่นกัน ประเทศซาอุทำรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล แต่ปัจจุบันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดิอาระเบียไม่ดีเหมือนเดิม เพราะมีเรื่องเกี่ยวพันกันระหว่าง 2 ประเทศหลายเรื่อง 1. เรื่องฆ่า จนท.สถานทูตซาอุ 2. เรื่องนักธุรกิจซาอุถูกอุ้มหายตัว 3. เรื่องโจรกรรมเพชร แต่ละเรื่องลึกลับซับซ้อนยังไม่สามารถที่จะคลี่คลายได้ชนิดเรียบร้อยสมบูรณ์และโปร่งใส ชุดสืบสวนฝีมือดีของเมืองไทยถูกเรียกตัวมาทำงาน แต่ละคดีก็จบลงหรือสรุปแบบมีเงื่อนงำ ไม่โปร่งใส คือทิ้งประเด็นข้อกังขาไว้ให้คนที่สนใจขบคิดอีกมาก(ผู้ที่ไม่สนใจก็ไม่สนใจอยู่แล้ว จะยังไงก็ชั่ง) ระยะแรกประเทศซาอุเข้มงวดเรื่องการส่งแรงงานไทยไปซาอุ และห้ามคนซาอุเดินทางเข้าไทย รัฐบาลไทยรวมแล้วถึง 5 ชุด 5 สมัยพยายามแก้ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ทำให้มีการรื้อฟื้นสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับซาอุฯหลายครั้งหลายครา คดีบางเรื่องก็ยังไม่เสร็จสิ้นจนถึงเดี๋ยวนี้ สมัยที่แรงงานไทยไปทำงานที่ซาอุฯได้ ค่าหัวคิวส่งแรงงานไทยไปซาอุฯแพงมากๆ หัวละเป็นแสนๆบาท โดยมีหัวหน้ามาเฟียไทยเป็นผู้เรียกเก็บ จ่ายใครบ้างไม่ทราบ ทางการประเทศซาอุฯก็พยายามปราบปรามเรื่องนี้ มีการย้ายเจ้าหน้าที่ๆเกี่ยวข้องกับการออกวีซ่ากลับประเทศ และส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทำการสืบสวนอย่างลับๆ จากการเข้มงวดกวดขันของทางการซาอุฯทำให้วงจรอุบาทว์ส่วยแรงงานชะงัก จึงทำให้มีการฆ่ากันอย่างต่อเนื่อง 1. เมื่อประมาณปลายปี 2531 ขณะที่แรงงานไทยส่งไปซาอุฯยังฟูเฟื่อง เวลาเดียวกันที่ซอยนานาใน กทม.และที่พัทยาใต้แถวมาลินพลาซ่าก็รุ่งเรืองคราคร่ำไปด้วยนักเที่ยวจากซาอุฯ เกือบจะเรียกได้เลยว่าบริเวณทั้งสองแห่งนั้นกลายเป็นเมืองตะวันออกกลางแล้ว ที่พัทยามีการแบ่งโซนกินและเที่ยวอย่างชัดเจน ไม่มีการล่วงล้ำแดนทำให้อยู่กันได้อย่างสงบ บรรดาหญิงบาร์อะโกโก้ สาวนั่งดริ๊งค์ สาวขายบริการ สาวนั่งชั่วโมง จากทุกสารทิศไปขุดทองที่พัทยา กลุ่มซาอุฯอยู่แถวพัทยาใต้ ย่านมาลินพลาซ่าและโรงแรมที่อยู่ใกล้ๆ มีโบว์ลิ่งอยู่ที่ชั้นล่าง ฝั่งตรงข้ามกับมาลินพลาซ่าแถวฝั่งทะเลย่าน Babyอะโกโก้ เป็นถิ่นของ นายโรต้า แก๊งเยอรมัน พัทยากลางกลุ่มฮอลแลนด์ยึดครอง ไต้หวันอยู่พัทยานาเกลือ สถานบริการที่พัทยาเปิดถึงตี 5 ปลายปี 2531 มี จนท.กงศุลของซาอุฯถูกลอบสังหารที่พัทยาในขณะกำลังนั่งดื่มเบียร์เคล้านารีอยู่ที่บาร์เบียร์พัทยาใต้ ในย่านของพวกมิดเดิลอีส คนร้ายควบมอเตอร์ไซด์มีชายมือปืนนั่งซ้อนท้าย แต่ละคนสวมหมากกันน็อค รถมอเตอร์ไชด์ของคนร้ายจอดห่างเป้าหมายประมาณ 30 เมตร คนร้ายที่นั่งซ้อนลงจากรถโดยยังสวมหมวกกันน๊อคอยู่ พร้อมชักอาวุธปืนพก AUTO ขนาด 6.35 หรือ ขนาด .32 ยิงแบบ Double Tribs คือปล่อยลูกกระสุน 2 นัดซ้อน ลูกกระสุนวิ่งคู่เข้าหาเป้าหมายคือ จนท.กงศุล ถูกบริเวณราวนมซ้าย 2 นัด แม่นราวจับวาง โดยในขณะนั้นคนร้ายที่ขับขี่รถ จยย.ก็ยังคร่อมอยู่บนรถและติดเครื่องรออยู่ แล้วคนร้ายที่เป็นผู้ลั่นกระสุนก็กระโดดขึ้นซ้อนท้าย จยย.คันเดิม เสียง จยย.แผดดังยาว แล้วรถ จยย.ของคนร้ายก็หายไปกับความมืดก่อนที่จะสิ้นเสียงเครื่องยนต์ด้วยช้ำ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก แต่ถึงจะเร็วอย่างไรก็ไม่พ้นสายตาของกลุ่มนายตำรวจหนุ่มที่เพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อย กำลังนั่งพักผ่อนปล่อยอารมณ์อยู่กับเพื่อนๆประมาณ 3-4 คน ทุกคนไม่มีอาวุธปืน ทุกคนไม่มียานพาหนะ เพราะมาเที่ยวพักผ่อนมิได้มาปฏิบัติหน้าที่ พวกเขานั่งห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 200 เมตร เห็นคนร้ายหลังเสียงปืนดัง และได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ ไม่สามารถจำอะไรได้เลย ทุกคนวิ่งไปที่เกิดเหตุก็พบว่าเหยื่อตายสนิท ทุกคนยอมรับฝีมือการยิงของมือปืน แม่นยำและมีความชำนาญในการใช้อาวุธ การสืบสวนคดีนี้ไม่ทราบตัวผู้กระทำผิด 2. เมื่อต้นปี พ.ศ.2532 นายซอแล๊ะ เลขานุการโทประเทศซาอุฯประจำประเทศไทย ถูกสังหารด้วยอาวุธปืนพก AUTO ขนาด 6.35 ถึงแก่ความตายในเขตท้องที่ สน.ลุมพินี เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายได้คือบังมุด จำเลยปฏิเสธต่อสู้คดี ในที่สุดศาลยกฟ้อง หลังจากคดีบังมุดแล้วยังมีการฆ่าเกิดขึ้นอีก 2 ราย จนท.สถานทูตซาอุฯถูกยิงเสียชีวิต 3 ศพ และยังมีนักธุรกิจของประเทศซาอุฯถูกอุ้มหายไปอีก 1 คน ในขณะที่คดีเรื่องฆ่าการสืบสวนหาตัวคนร้ายยังไม่คลี่คลาย คดีโจรกรรมเพชรซาอุฯก็เกิดขึ้น 3. ประมาณปลายปี 2532 ตอนกลางๆเดือนธันวาคม มีข่าวแพร่งพรายออกมาว่ารัฐบาลประเทศซาอุฯประสานมายังรัฐบาลไทย ว่ามีคนไทยที่ไปทำงานที่ประเทศซาอุฯโจรกรรมเพชรล้ำค่า จากวังเจ้าชายไฟซาล บินซาฮัด อับดุลลาซิส มูลค่าหลายร้อยล้าน ทำให้ประเทศซาอุฯเข้มงวดแรงงานไทยที่จะไปทำงานซาอุฯมากยิ่งขึ้น ขั้นต้นรัฐบาลไทยปฏิเสธ ต่อมารัฐบาลประเทศซาอุฯยืนยันว่า คนร้ายที่กระทำผิดเป็นคนไทยที่ไปทำงานในประเทศซาอุฯแน่นอน และได้หนีกลับประเทศไทยแล้ว ขอให้ส่งตัวไปดำเนินคดีที่ประเทศซาอุฯ หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยทุกฉบับลงข่าวเรื่องโจรกรรมเพชรซาอุฯ ระบุคนร้ายคือนายเกรียงไกร เตชะโหม่ง บ้านอยู่ที่ ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง ขณะนั้น พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย กำกับดูแลกรมตำรวจ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อ.ตร. มอบหมายให้มือปราบพระกาฬนำโดย พล.ต.ต.ชลอ เกิดเทศ (ยศในขณะนั้น) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรอง ผบช.ก.ควบคุมกองปราบ เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคดีนี้ การเจรจาในทางการทูตเกิดขึ้น ประเด็นการเจรจาว่าจะส่งตัวผู้กระทำผิดซึ่งเป็นคนไทยให้กับประเทศผู้เสียหายหรือไม่ ประเทศไทยไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับซาอุดิอาระเบีย ในทางปฏิบัติจะส่งก็ได้ ไม่ส่งก็ได้ ระหว่างเจรจาเรื่องจะส่งตัวหรือไม่ส่งตัวไปดำเนินคดีที่ซาอุฯ ขณะนั้นผู้กระทำผิดยังไม่ถูกจับกุม นสพ.ลงข่าวเพิ่มความกดดันให้กับนายเกรียงไกร เตชะโม่งเป็นอย่างมาก เพราะถ้าถูกจับตัวส่งไปก็ถูกแขวนคอตายสถานเดียว นายเกรียงไกรเห็นตัวอย่างในประเทศซาอุฯมาแล้ว ขนาดลักทรัพย์ธรรมดายังถูกตัดมือ แต่นี่ลักในพระราชวังกษัตริย์ไฟซาลผู้มีอำนาจ ก็คงจะถูกประหารชีวิตสถานเดียว จึงทำให้นายเกรียงไกรหนีสุดชีวิต พร้อมยาไซยาไน้ท์ติดตัวตลอดเวลา ถ้าถูกจับตัวได้ก็จะรีบกินยาไซยาไน้ท์ฆ่าตัวตายทันที รัฐบาลไทยตัดสินใจเลือกไม่ส่งตัวนายเกรียงไกรไปดำเนินคดีที่ประเทศซาอุฯ เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่ากฎหมายของประเทศซาอุฯรุนแรงเกินไป โดยจะขอดำเนินคดีในประเทศไทย หมวด 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยอำนาจการสอบสวนของไทย มาตรา 20 บัญญัติไว้ว่า ความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ให้อัยการสูงสุด หรือผู้รักษาการแทน เป็นพนักงานสอบสวน หรือจะมอบหน้าที่นั้นให้พนักงานสอบสวนคนใดก็ได้ หมวด 3 ว่าด้วยอำนาจศาล มาตรา 22 (2) เมื่อความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไทย ให้ชำระคดีนั้นที่ศาลอาญา เมื่อรัฐบาลไทยตัดสินใจไม่ส่งตัวผู้กระทำผิดไปดำเนินคดีที่ซาอุฯ ก็ได้ประสานให้ซาอุฯส่งตัวแทนในฐานะเป็นผู้เสียหายมาร้องทุกข์ดำเนินคดี ซึ่งประเทศซาอุฯก็ได้ส่ง ร.ต.อ.ซาแอค เอ็มเอส ซาซิส เข้ามาให้ถ้อยคำ และอัยการสูงสุดก็ได้มอบหมายให้กองปราบปรามเป็นพนักงานสอบสวน ย้อนกลับมาดูเรื่องการโจรกรรมเพชร ถ้าฟังตามข่าวแล้วเป็นเรื่องเหลือเชื่อว่าคนไทยตัวเล็กๆ ไม่มีการศึกษา จะสามารถอาจหาญเข้าไปโจรกรรมถึงในวังเจ้าชาย เข้าไปเอาได้อย่างไรในรั้วในวัง ทำกันกี่คน มีคนอื่นร่วมไหม ทำไมมันง่ายนัก ไม่อยากจะเชื่อ แล้วนำกลับเข้าเมืองไทยได้อย่างไร ผ่านการตรวจตราของทั้งสองประเทศเวลาออกเมือง และเข้าเมือง ได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ศุลกากรตายังกับสับปะรดหลุดรอดไปได้อย่างไร ติดตามรับฟังจากผมแล้วจะหายกังขา ถ้าไปอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์อย่างเดียวจะงง เพราะเรื่องนี้ไม่มีการแถลงข่าว ถึงแถลงข่าวก็จะไม่พูดรายละเอียด ข้ามตรงโน้นนิด ปิดตรงนี้หน่อย แต่งเติมไปบ้าง เพื่อให้ดูดีไม่เสียหาย ไม่เสียฟอร์ม แต่ที่จะนำมาเปิดเผยนี้เป็นส่วนที่เข้าไปสัมผัสจริง เพราะผู้เขียนอยู่ในชุดสืบสวนสอบสวนโจรกรรมเพชรซาอุฯ ภาคสอง (ภาคแรก กองปราบเป็นผู้สืบสวนสอบสวนและจับกุมตัวนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ส่งขึ้นศาล) เพชรซาอุภาคสองนำโดย เชอร์ล๊อคนู ต่อมาเมื่อมีการติดตามเพชรกลับคืนมาได้ เมื่อนำส่งคืนไปให้กษัตริย์ไฟซาล ปรากฎว่าเพชรอัญมณีบางชิ้นที่ส่งกลับคืนไปเป็นของปลอม ทำให้รัฐบาลซาอุฯไม่พอใจ ไม่ยอมรับแรงงานไทย ไม่ยอมให้คนซาอุฯเข้าประเทศไทย ขณะนั้นเป็นรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ เป็น อ.ตร. พล.ต.ท.ธนู หอมหวล หรือเชอร์ล็อคนู เป็น ผบช.ก. เชอร์ล๊อคนูเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้เป็น หน.ชุดสืบสวน พล.ต.ต.อังกูร ผู้เขียนขณะนั้นยศ พ.ต.ท.ตำแหน่งเป็นรอง ผกก.2 ป. อยู่ในชุดสืบสวนสอบสวนเพชรซาอุฯภาคสองนี้ด้วย เรื่องที่ พล.ต.ท.ธนู ได้รับมอบหมายให้สืบสวนสอบสวน มี 2 เรื่อง 1. กรณีฆ่า จนท. สถานทูตซาอุฯ 2. กรณีโจรกรรมเพชรซาอุฯ ซึ่งผลการสืบสวนสอบสวนของเชอร์ล็อคนู ในคดีแรกออกมาแบบชนิดไม่คาดคิด ผมเองก็ยังนึกไม่ถึง ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร จะพูดถึงในโอกาสต่อไป ส่วนกรณีโจรกรรมเพชรซาอุ ภาคสอง เชอร์ล็อคนู ก็ยังสามารถเก็บตกได้ตัวผู้ต้องหาที่รับซื้อของโจร (ผู้รับซื้อเพชรและอัญมณี จากนายเกรียงไกร ที่โจรกรรมจากวังกษัตริย์ไฟซาล)ได้อีกหลายคน และพบว่ามี จนท.ตำรวจอมเพชรอีกด้วย เรื่อง จนท.อมเพชรของเชอร์ล็อคนู หรือเพชรซาอุฯภาคสองนี้ก็เล่นไม่ยาก กล่าวคือ ย้อนรอยการดำเนินการของตำรวจชุดแรก พบว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนไปตรวจค้นตามจุดต่างๆในครั้งแรกนั้น เมื่อพบของกลาง (ทรัพย์ที่จากการกระทำผิด) ที่ใด ก็ทำบัญชีทรัพย์ที่ยึด แล้วนำไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจท้องที่ แต่พอนำเข้า กทม.แล้วพบว่าของกลางบางรายการหายไป บางทีก็ขาดหายไปทั้งบันทึก เหตุเพราะมีการจัดทำบันทึกใหม่ แต่ก็จับกุมในภาคสองจับได้แต่เจ้าหน้าที่ระดับเล็กๆ ส่วนบลูไดมอนด์เพชรเม็ดใหญ่ที่ทางซาอุฯต้องการ ไม่รู้ไปอยู่ที่ใด ข้อบกพร่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจประการหนึ่งก็คือ หลังจากออกปฏิบัติการสืบสวนตรวจค้นตามจุดต่างๆที่ต่างจังหวัดแล้ว พอกลับ กทม.มารวมทำบันทึกใหม่เป็นฉบับเดียวเพื่อจะให้เรียบร้อย ทำให้สิ่งของบางรายการขาดหายไป ในขณะนั้นไม่มีใครคิดว่าจะถูกรื้อฟื้นคดี ในช่วงที่ทำการสืบสวนการโจรกรรมเพชรซาอุฯภาคสอง พล.ต.ต.อังกูร ผู้เขียนทำหน้าที่รับ-ส่งตัวนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ซึ่งต้องโทษตามคำพิพากษาอยู่ที่เรือนจำจังหวัดอยุธยา ใกล้จะพ้นโทษ (นายเกรียงไกร ถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน ระวางโทษ 1 ถึง 7 ปี ศาลยกโทษขึ้นมาในอัตราสูงสุด แต่นายเกรียงไกรรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง) ตอนเช้าประมาณ 09.00 น. จะไปรับตัวนายเกรียงไกรที่เรือนจำอยุธยา แล้วพาตัวไปสอบสวนที่ บชก. ถนนอังรีดูนังส์ กทม. โดยมี จนท.ราชทัณฑ์คุมตัวมาด้วย ผมมีโอกาสใกล้ชิดนายเกรียงไกร นั่งติดกันในรถช่วงที่เดินทางประมาณ 4-5 วัน เรื่องรายละเอียดต่างๆเล่าสู่กันฟัง ไม่มีผลทางคดีเพราะคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว ลักษณะของนายเกรียงไกรเป็นคนบุคลิกหลุกหลิก ไม่นิ่ง เหมือนหวาดระแวงตลอดเวลา นัยน์ตาล่อกแล่ก ความรู้สึกไว ตอบสนองทันทีเมื่อมีเสียงเรียก เหมือนคนไม่เคยไว้ใจใคร การพูดจาลักษณะใช้ความคิด คือคิดคำนึงก่อนพูด เชื่อถือไม่ค่อยได้ ที่นิ้วกลางมือซ้ายฝังแม่เหล็กไว้ในนิ้วเพื่อใช้ในการต้มตุ๋นในการเล่นการพนันไฮโล บ่งบอกว่าเขาเป็นอาชญากรตัวยง นายเกรียงไกร เดินทางเข้าไปขายแรงงานในประเทศซาอุฯ เช่นเดียวกับผู้ขายแรงงานอื่นๆ เป็นพวก Unskill Labour( แรงงานไร้ฝีมือ) ทำงานอยู่ในบริษัทรับทำความสะอาดแห่งหนึ่งในซาอุฯ ซึ่งในบริษัทดังกล่าวนี้มีคนไทยอยู่ประมาณ 4-5 คน แล้วยังมีคนฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ร่วมทำงานในบริษัทเดียวกัน ช่วงเกิดเหตุ บริษัทรับทำความสะอาดที่นายเกรียงไกรทำงาน ได้ไปรับจ้างทำความสะอาดวังของกษัตริย์ไฟซาล บินซาฮัด อับดุลลาซีส วังดังกล่าวอยู่นอกเมือง เนื้อที่วังประมาณ 10 ไร่เศษ ภายในมีอาคารหลายหลัง เป็นที่ประทับของกษัตริย์ มเหสี มีห้องรับแขก ห้องรับรอง นับได้เป็นร้อยห้อง ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงประมาณ 3 เมตรทั้งสี่ด้าน ในช่วงที่บริษัทรับจ้างทำความสะอาดนั้น กษัตริย์ไฟซาล และมเหสี แปรพระราชฐานไปพักร้อนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนประมาณ 15 วัน ในวังดังกล่าวจะมีเพียงแม่บ้านคนดูแลความเรียบร้อยประจำตึก คอยเปิดกุญแจตึกและตู้เก็บของให้คนงานทำความสะอาด และการทำความสะอาดดังกล่าวนี้ คนงานทุกคนจะเดินทางไปทำงานโดยรถปิคอัพของบริษัท เช้าไปส่งเย็นรับกลับ มีการเซ็นชื่อเข้าทำงานและเซ็นกลับเพื่อเป็นการเช็คสอบว่าใครมาทำงานบ้าง ใครไม่มาบ้าง จะได้คิดค่าจ้างแรงงานได้ถูก หัวหน้าคนงานที่ถือสมุดคุมรายชื่อคนทำงานเป็นชาวฟิลิปปินส์ สิ่งที่ควรทราบคือ ประเทศซาอุเป็นประเทศมุสลิม จะไม่เลี้ยงสุนัข และเป็นประเทศที่กฎหมายแรงมาก คดีลักทรัพย์จะไม่ค่อยมี เพราะกฎหมายลงโทษหนักและทารุณ เช่น คดีลักทรัพย์ ผู้กระทำผิดจะต้องถูกตัดมือ การลงโทษที่รุนแรงทำให้คดีลักทรัพย์ไม่ค่อยเกิด แต่ในสายตานายเกรียงไกรกลับมองเห็นว่า มันเป็นเรื่องล่อใจเสียเหลือเกิน นายเกรียงไกรเป็นคนฉลาดแกมโกง ไปทำงานครั้งแรกที่วังดังกล่าวก็เห็นช่องทางโจรกรรม เพราะมองเห็นเพชรนิลจินดาอัญมณีของมีค่า แหวน นาฬิกา วางเกลื่อนกลาด ตามตู้โชว์โต๊ะแต่งตัว แม้แต่ตู้เซฟก็ยังมีกุญแจเสียบคาทิ้งไว้ ไม่มีการล๊อค การลงชื่อทำงานและลงชื่อกลับในเวลาเดียวกัน(เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกรียงไกรโจรกรรมทรัพย์สินในวังได้สำเร็จ) ตอนเช้าคนงานผู้ใดจะไปทำงานต้องลงชื่อในบัญชีการทำงานที่ผู้ควบคุม ผู้ควบคุมเป็นชาวฟิลลิปปินส์จะเดินทางไปส่งคนงานที่วังและรับคนงานกลับทุกครั้ง นายเกรียงไกรมองเห็นช่องทาง คือมีคนงานฟิลิปปินส์บางคนอู้งาน ขอกลับก่อนที่รถของบริษัทยังไม่มารับกลับ โดยรู้กับคนควบคุมเซ็นชื่อมาทำงานพร้อมเซ็นกลับไว้พร้อมกัน ทำงานไปได้สักพักก็โดดงานหนี แต่หลักฐานแสดงว่ามีการทำงานตามปกติ เวลาเดียวกันนายเกรียงไกรก็พบว่าแม่บ้านที่มาเปิดบ้านให้ทำความสะอาด บางวันก็ไม่ได้มาปิด มาเช็คห้อง บางวันก็ไม่มาเลย เพราะเจ้านายไม่อยู่ และคิดว่าคงไม่มีใครกล้าลองดี นายเกรียงไกรดูลาดเลา 2 วัน วันที่ 3 นำกระสอบปุ๋ยติดตัวไปด้วย เที่ยงของวันที่สองที่นายเกรียงไกรเข้าไปทำความสะอาดที่วังแห่งนี้ ก็เริ่มวางแผนทันที โดยในวันที่สามนายเกรียงไกรเริ่มนำกระสอบแบบกระสอบปุ๋ย ทบห่อให้เล็กติดตัวไปโดยไม่ให้ใครรู้ แล้วก็เซ็นชื่อไปทำงานพร้อมเซ็นชื่อกลับไว้ในสมุดหัวหน้างาน พร้อมกับบอกหัวหน้าว่าจะขอเดินทางมาทำงานเองและกลับเอง ดังนั้นทุกวันนายเกรียงไกรก็จะมาทำงาน โดยโผล่เข้ามาทางไหนไม่มีใครรู้ เพราะตึกมีหลายหลัง หลายทางเข้าออก ทุกเช้าก็จะมาเซ็นชื่อทำงานพร้อมกับเซ็นชื่อกลับไว้ด้วยในเวลาเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วนายเกรียงไกรมิได้เดินทางออกจากวังไปไหนเลย พอหมดเวลาทำงานแต่ละวันก็จะซุกตัวอยู่ในห้องในบริเวณตึกที่เห็นว่ามิดชิดไม่มีการตรวจสอบ พอคนงานกลับหมด แม่บ้านไปแล้ว นายเกรียงไกรก็ออกจากที่ซ่อนเที่ยวค้นหาของมีค่า โดยใช้เวลาเก็บของมีค่าทั้งสิ้น 7 คืน (7 ครั้ง) และแล้วของมีค่าทั้งหมดถูกรวบรวมใส่ถุงปุ๋ย เหวี่ยงออกนอกกำแพงในเวลากลางคืน แล้วนายเกรียงไกรปีนกำแพงวังออกมา นำของมีค่ากลับที่พัก ประเด็นเรื่องของมีค่านั้นจริงหรือเก๊ เกิดได้หลายทาง 1. นายเกรียงไกรเก็บของมีค่าตามตู้โชว์ ตามลิ้นชัก ตามตู้เซฟที่กุญแจตู้เซฟคาไว้ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าที่มาของสิ่งของในตู้โชว์ อาจจะเป็นของสวยๆงามๆ มีของไม่แท้บ้างก็ได้ 2. ตอนที่ตำรวจติดตามเอาสิ่งของที่ถูกโจรกรรมกลับคืนจากแหล่งรับซื้อ มีร้านรับซื้อบางรายรู้ว่าสิ่งของที่ตนรับชื้อไว้เป็นของที่ถูกโจรกรรม ก็รีบนำเอาไปคืนเจ้าหน้าที่ เวลาคืนก็ต้องการคืนให้ครบ แต่อาจจะมีบางชิ้น บางส่วน แกะของจริงเอาไปขาย หาคืนแบบทันทีทันใดไม่ได้ ก็หาของปลอมยัดไส้เข้าไป ก็อาจจะเป็นได้ ส่วนของมีค่าที่ส่งคืนไม่ครบนั้น จนบัดนี้ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าอยู่ที่ใคร นายเกรียงไกรเคยทำงานอยู่ซาอุมาเป็นเวลา 7 ปี รู้ลู่ทาง ทางหนีทีไล่ จุดอ่อน จุดแข็ง ของการปฏิบัติงานของ จนท.ในประเทศซาอุฯ ถนนหนทางต่างๆสามารถเดินทางไปไหน มาไหนคนเดียวคล่องแคล่ว และคุ้นเคยกับการส่งของกลับเมืองไทยโดยการบรรจุหีบห่อ เคยส่งของกลับเมืองไทยมาก่อนแล้วหลายครั้ง บรรจุอัญมณีลงกล่องกระดาษ 4 กล่อง คราวนี้ก็เช่นกัน สิ่งของมีค่าที่หยิบฉวยมาจากวังกษัตริย์ไฟซาลถูกลำเลียงใส่กล่องกระดาษแข็ง ผสมเสื้อผ้าของใช้ปะปนไป โดยของใช้ที่ไม่ค่อยมีค่าอยู่ด้านบน หีบห่อก็ไม่ได้ทำให้สวยงาม การเขียนจ่าหน้าก็เขียนด้วยลายมือเหมือนคนไม่มีการศึกษา จำนวน 4 กล่อง การกระทำดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ๆเกี่ยวข้อง ประเมินสถานการณ์ผิด สิ่งของบรรจุหีบห่อ 4 หีบ น้ำหนักรวม 90 กก. ไม่ได้หมายความว่าเครื่องเพชรอัญมณีหนักถึง 90 กก. แต่เป็นน้ำหนักรวม เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย ประมาณการว่าน่าจะเป็นอัญมณีครึ่งๆ น่าจะใกล้เคียงความจริง นายเกรียงไกรเป็นคนฉลาดรู้ว่ากษัตริย์ไฟซาล จะเสด็จกลับวังภายใน 15 วัน ฉะนั้นก่อนครบกำหนดที่เจ้าชายไฟซาลจะเสด็จกลับวัง นายเกรียงไกรก็เดินทางกลับเมืองไทย โดยส่งสิ่งของทางพัสดุภัณฑ์ทางอากาศไปก่อน นายเกรียงไกรเดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบสัญญาทำงานที่ซาอุถึง 2 เดือน ติดต่อรับของพัสดุภัณฑ์ทางอากาศ เมื่อนายเกรียงไกรเดินทางถึง กทม.แล้ว ก็ไปติดต่อรับสิ่งของพัสดุภัณฑ์จากศุลกากร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่นายเกรียงไกรเคยทำในลักษณะนี้มาหลายครั้ง ทางเจ้าหน้าที่ศุลกากรของไทย ก็เคยตรวจของนายเกรียงไกรมาก่อนแล้ว ซึ่งส่วนมากคนไปทำงานตะวันออกกลางมักจะนำสิ่งของที่ตนใช้อยู่ที่ต่างประเทศกลับติดตัวมา ไม่ค่อยมีราคาค่างวด มีการเสียเงินใต้โต๊ะกันบ้างเล็กๆน้อยๆ กล่องหรือหีบห่อละ 7 พันบาท ส่วนคราวนี้นายเกรียงไกรบอกว่ารู้สึกเสียวๆเหมือนกัน เจ้าหน้าที่ศุลกากรสุ่มเปิด 1 กล่องโดยเอามือหยิบสิ่งของที่อยู่ตอนบนๆขึ้นมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้า ถ้าหากล้วงลึกลงไปอีกฝ่ามือเดียวก็จะถึงอัญมณีทันที นายเกรียงไกรจ่ายค่าผ่านด่านศุลกากร คิดราคาแบบเหมาจ่าย สิ่งของต่างๆรวม 4กล่องกระดาษจ่ายเพียง 7 พันบาท กษัตริย์ไฟซาลเสด็จกลับ ทางด้านกษัตริย์ไฟซาลกลับจากพักร้อนมาที่วัง ก็ยังไม่พบเห็นสิ่งผิดปกติ เพราะข้าวของมีค่ามีจำนวนมาก และการหยิบฉวยของนายเกรียงไกร เลือกหยิบบางชิ้นไม่ให้ผิดปกติ นาฬิกาที่ใช้ดูทิศเวลาละหมาด กรรมย่อมเห็นผลทันตา กษัตริย์ไฟซาลเมื่อเสด็จกลับมาถึงวังก็จะทำพิธีละหมาด การละหมาดของกษัตริย์เคร่งครัดมากคือการเลือกทิศ ซึ่งจะต้องหันหน้าไปทาง ไบตุ้ลเลาะห์ หรือตรงตำแหน่งที่ประดิษฐ์สถานหินศักดิ์สิทธิ์ (กะบ้า) การบอกทิศที่ถูกต้องจำเป็นต้องใช้นาฬิกาเรือนหนึ่งซึ่งมิตรกษัตริย์อีกเมืองหนึ่งประทานมา โดยนาฬิกาเรือนดังกล่าวมีเข็มชี้บอกทิศทางที่นั่งทำพิธีละหมาด กษัตริย์ไฟซาลหานาฬิกาเรือนดังกล่าวไม่พบ จึงเกิดเอะใจตรวจดูทรัพย์สินอย่างอื่นที่มีค่า พบว่าเพชรอัญมณีหายไป เรียกบริษัททำความสะอาดสอบ การตรวจสอบการสอบสวนเกิดขึ้น บริษัทที่รับจ้างทำความสะอาดถูกเรียกตัวสอบ พนักงานทำความสะอาดทุกคนถูกสอบสวนครียดอย่างละเอียดหลายวัน การตรวจค้นตัว ค้นที่พักมีการกระทำโดยถี่ถ้วน คนงานทุกคนถูกกักตัวไว้สอบหลายวัน คนงานไทยที่ทำงานอยู่ซาอุฯรู้เรื่องคาดการณ์ถูก มีคนงานไทยคนหนึ่งที่ทำงานและพักด้วยกันกับนายเกรียงไกรถูกสอบสวน คนงานไทยผู้นี้รู้ทันทีว่านายเกรียงไกรต้องเป็นคนร้ายแน่ ทันทีที่ทางการซาอุฯปล่อยตัวออกมาคนงานผู้นี้ก็รีบเดินทางกลับประเทศไทย แล้วตรงไปหานายเกรียงไกรทันที คนงานไทย Black mail การ Black mail เกิดขึ้น คนงานดังกล่าวถึงตัวนายเกรียงไกรก่อนทางการไทยจะได้ข่าว คนงานดังกล่าวขู่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้จับตัวนายเกรียงไกรส่งไปดำเนินคดีที่ซาอุฯ ของมีค่าที่นายเกรียงไกรโจรกรรมมาจึงถูกแบ่งให้นัก Black mail นี้ไปบางส่วนทันที นายเกรียงไกรรู้ทันทีว่าภัยจะมาถึงตัว แต่ยังใจเย็น เพราะทางการไทยยังไม่รู้ เพชรอัญมณีของมีค่า ถูกลำเลียงขายไปที่แหล่งรับซื้อที่ลำปาง ทั้งคนขายและคนรับซื้อก็ไม่เคยเห็นของมีค่าชนิดใหญ่ๆ โตๆเช่นนี้มาก่อน แยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นของจริงหรือของปลอม ทำนองไก่ได้พลอย ตัวอย่าง สร้อยเพชร 1 เส้นมีเพชรหลายเม็ด น้ำหนักเพชรรวม 15 กะรัต นายเกรียงไกรขายไปเพียง 500 บาท คนรับซื้อที่ลำปางนำไปขายต่อที่ จ.พิษณุโลก คนรับซื้อของที่ จ.พิษณุโลกตาถึง นำไปขายร้านเพชรแถวหัวเม็ด (เยาวราช) ได้ราคาถึง 7 ล้านบาท ดูเพชรไม่เป็น ใช้ของแข็งทุบเป็นการพิสูจน์ น่าสงสารนายเกรียงไกรมากที่ไม่มีปัญญาดูเพชร แต่พอมีความรู้อยู่บ้างว่าเพชรมีความแข็งแกร่งกว่าโลหะใด นายเกรียงไกรจึงเอาค้อนบ้าง ก้อนหินบ้าง ทุบที่อัญมณี เม็ดไหนทุบไม่แตกก็เชื่อว่าเป็นเพชร เก็บไปขาย พวกตัวเรือน เครื่องประดับที่เป็นโลหะ ถูกเอามาทุบรวมกันแล้วนำไปขายตามน้ำหนัก ราคาถูกๆ ได้เงินสดไป 5 ล้านบาท แบ่งนำฝากบัญชีไว้ในชื่อพ่อ ชื่อแม่ 1.3 ล้านบาท หลบหนี ขอตายไม่ยอมถูกจับ ของมีค่าถูกลำเลียงมาทุบขายไม่ทันหมด ข่าวเรื่องการติดตามจับกุมมาถึงเมืองไทย ประกอบกับถูกเพื่อนขู่ว่า เมื่อถูกส่งดำเนินคดีที่ซาอุฯ ต้องถูกแขวนคอแน่ นายเกรียงไกรร่ำลาพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ขอไปตายดาบหน้า พร้อมหาซื้อไซยาไน้ทติดตัวไปด้วย ระหว่างหนีถ้าจวนตัวเห็นว่าจะถูกจับกุม จะกินไซยาไน้ทฆ่าตัวตายทันที เพชรส่วนหนึ่งฝังดิน ถึงแม้จะจวนตัว นายเกรียงไกรก็ยังเป็นห่วงทรัพย์สิน โดยรวบรวมของมีค่าใส่ถุงพลาสติก แล้วฝังดินโดยไม่ให้ใครรู้ จะเป็นฝ่ายติดต่อกลับ ญาติพี่น้องเป็นห่วงแต่นายกรียงไกรบอกว่าสามารถเอาตัวรอดได้ และบอกด้วยว่าหากจำเป็นหรือเดือดร้อน จะเป็นผู้ติดต่อมาหาญาติเอง ญาติๆไม่ต้องติดต่อไปหาเขา เดินป่าตอนแรกๆ มีลูกหาบ นายเกรียงไกรมุ่งหน้าเดินป่าไปทาง อ.แม่สอด มุ่งเข้าสู่แดนพม่า ขั้นแรกมีคนตามไปดูแลด้วย เป็นคาราวาน พอนานๆเข้าคนที่ติดตามทนลำบากไม่ไหวหนีกลับหมด ทีมล่านำโดย พล.ต.ต.ชลอ เกิดเทศ พ.ต.ท.เจษฎากร นะภีตภัทร ร.ต.อ.จีรวัฒน์ แท่งทอง และลูกน้องซึ่งเป็นตำรวจกองปราบอีกหลายคน แบ่งกำลังติดตามเป็น 5 สาย ญาติพี่น้องนายเกรียงไกร ถูกเรียกมาสอบสวนทั้งหมด ข้อมูลเกี่ยวกับนายเกรียงไกร ถูกคายออกมา ไม่มีใครรู้ว่านายเกรียงไกรหลบหนีไปที่ใด แต่ที่รู้แน่ๆคือนายเกรียงไกรไม่ยอมให้จับเป็น ไม่ได้หมายว่าจะต่อสู้ แต่จะชิงกินยาฆ่าตัวตายก่อนถูกจับ แบ่งกำลัง 5 สาย กำลังทั้ง 5 สายถูกสั่งให้ออกล่าสกัดกั้นการหลบหนี ใช้เวลาอยู่ประมาณ 1 เดือนก็สามารถจับกุมผู้ร่วมมือ ผู้ที่ช่วยจำหน่ายทรัพย์ ช่วยพาหลบหนีได้ 3 คน ถูกแจ้งข้อหาร่วมลักทรัพย์หรือรับของโจร กำลังส่วนหนึ่งติดตามหาทรัพย์สินที่นายเกรียงไกรขาย จากนายเกรียงไกรไปยังพ่อค้าทองที่ลำปาง จากลำปางไปยังพ่อค้าทองที่ จ.พิษณุโลก จากพิษณุโลกสู่ร้านค้าเพชร สันติมณี ถนนเจริญกรุง เขตสัมพันธวงศ์ กทม. ของนายสันติ - นางดาราวดี ศรีธนขันธ์ ทีมล่าหาตัวติดตามหานายเกรียงไกรอย่างไม่ลดละ ต้องปีนเขาข้ามป่าข้ามทุ่ง แต่ไม่พบร่องรอย จึงต้องกลับมาวิเคราะห์แผนใหม่ ว่านายเกรียงไกรไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในป่าได้อย่างแน่นอน เพราะนายเกรียงไกรชอบความสะดวกสบาย และจากการสืบเสาะข้อมูลทราบว่า นายเกรียงไกรชอบผู้หญิงมาก ดังนั้นการที่จะหลบอยู่ในป่าคงอยู่นานไม่ได้ ชุดที่ 1 เฝ้าการเคลื่อนไหวของญาติ กำลังส่วนหนึ่งถูกวางซุ่มดูความเคลื่อนไหวของญาติ ในช่วงเกิดเหตุนั้นระบบการสื่อสารไม่เจริญเหมือนปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือไม่มี การติดต่อสื่อสารจะใช้จดหมายกับโทรเลข เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ในเขตพื้นที่ ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง ถูกประสานให้ร่วมมือทันที เวลาล่วงเลยเป็นเดือน ไม่มีจดหมายติดต่อไปยังพ่อแม่ พี่น้องของนายเกรียงไกรเลย มีแต่จดหมายถึงกำนัน ประมาณ 2 ครั้ง ล็อคกำนัน จม.ถึงกำนัน ล็อคทันที ชุดสืบสวนใช้ไหวพริบ เรียกกำนันไปสอบสวนขอดูจดหมาย ปรากฏว่าเป็นจดหมายของนายเกรียงไกรเขียนถึงพ่อแม่ ให้ธนาณัติส่งเงินไปให้ ระบุชื่อผู้รับเป็นผู้หญิง อยู่ที่แม่สอด จ.ตาก ผู้หญิงที่นายเกรียงไกรบอกให้ส่งเงินไปให้ต้องมีความเชื่อมโยงกับนายเกรียงไกร การติดตามหาตัวหญิงผู้ที่จะรับธนาณัติเริ่มต้นขึ้น ทีมงานสืบสวนเดาไว้ก่อนแล้วว่าจะต้องเป็นหญิงขายบริการ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ชุดสืบสวนได้ตรวจสอบตามซ่องโสเภณีที่แม่สอดทุกแห่ง พบหญิงดังกล่าวและถูกดึงตัวมาสอบอย่างลับๆ รู้ที่พักของนายเกรียงไกรว่าอยู่ที่โรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่งในแม่สอด การวางแผนจับกุมนายเกรียงไกรต้องรอบคอบรัดกุม ไม่ใช่กลัวจะต่อสู้หรือหลบหนี แต่ต้องคิดให้รอบคอบว่าทำอย่างไรจึงจะจับตัวได้เป็นๆ ป้องกันไม่ให้ดื่มยาฆ่าตัวตาย วางแผนเสร็จเรียบร้อย ตำรวจนอกเครื่องแบบนำโดย พ.ต.ท.เจษฎากร นะภีตภัทรกับพวก ให้หญิงแฟนนายเกรียงไกรนำหน้าเคาะประตูห้องพักโรงแรม ตำรวจต้องหลบตัวต่ำและอยู่ห่างๆเพราะประตูห้องพักมีกล้องตาแมวมองจากด้านในออกมาได้ เมื่อสิ้นเสียงเคาะประตูสักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงถอดกลอนประตูดังแกร๊ก ชุดปฏิบัติงานรู้หน้าที่เริ่มปฏิบัติการทันที คนหนึ่งที่ร่างใหญ่กระแทกประตู ปรากฏว่าติดโซ่ แต่ตำรวจเตรียมการณ์ไว้ก่อนแล้ว คือเพิ่มแรงกระแทกเต็มที่ หมุดที่ยึดโซ่ขาด ประตูเปิดออก พ.ต.ท.เจษฎากรพุ่งหลาวบกเข้าใส่ร่างคนซึ่งมีอยู่คนเดียว จะเป็นใครไม่ได้นอกจากนายเกรียงไกรมือข้างหนึ่งของ พ.ต.ท.เจษฎากรปิดปากนายเกรียงไกร อีกมือหนึ่งคว้าจับแขนเกรียงไกรไว้ และเป็นจริงตามคาด ยาชนิดหนึ่งไม่ได้พิสูจน์ทราบเป็นยาอะไร อยู่ในมือขวาของนายเกรียงไกร แต่ถูก พ.ต.ท.เจษฎากรจับไว้ได้ ตำรวจอื่นๆมาช่วย จับกุมนายเกรียงไกรได้สำเร็จ นายเกรียงไกรถูกดำเนินคดีในประเทศไทยในข้อหาลักทรัพย์ในเคหะสถานในเวลากลางคืน นายเกรียงไกรรับสารภาพ ศาลได้พิพากษาตัดสินจำคุก คดีถึงที่สุดและปัจจุบันพ้นโทษแล้ว. พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท |
| เสียงเทพเทือกกำลังจีบบรรหาร สมัยบรรหารเป็นนายก | ||
เฮ้อ นี่แหละการเมือง เค้าด่ายังกับ ... ยังไปจับมือเป็นพันธมิตรบอยคอตการเลือกตั้ง แล้วก็ยึกยักสงวนทีท่าอยู่ในปัจจุบัน เค้าด่าจนไม่รู้จะเอาหัวมุดไปไหนล่ะ แต่สุดท้ายก็ยังไม่เข็ด นี่แหละครับเค้าว่า |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||