| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
ฤดูหนาว ความหลัง...รักครั้งแรก... (ตอบTag กุ้งกุหลาบ และ คุณธมลวรรณ) ได้รับ Tag ของน้อง กุ้งกุหลาบ กับ คุณธมลวรรณ เรื่อง รักครั้งแรก มาตั้งนานแล้วยังไม่คิดจะตอบ เพราะได้เคยเอาไปใส่ไว้ในหลายๆ Entries ที่ผมเขียน
คราวนี้น้อง กุ้งกุหลาบ ส่ง Tag มาให้อีกเรื่อง ชื่อว่า เพลง /หรือ หนังแห่งสายลมหนาวของคุณ
คงต้องเอามารวมกันทีเดียวเลย เพราะรักของผมและความหนาวมาด้วยกัน เป็นรักที่ยืดยาว และมั่นคงต่อใจตัวเอง คงต้องย้อนอดีตไปถึงสมัยที่พี่สาวแท้ๆของผมเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1ชึ่งผมจะต้องเรียนชั้นอนุบาลตามเกณฑ์อายุ แต่ผมไม่ยอมร้องไห้ตามพี่สาวไปเรียนห้องพี่สาวด้วย ผมจึงได้เรียนชั้น ป.1 พร้อมพี่สาวของผมในโรงเรียนราษฎร์แห่งหนึ่งแถวถนนพิชัย เขตดุสิต กรุงเทพ พอขึ้นชั้นป.2 คุณครูเห็นไม่ได้การแล้ว ยิ่งเรียนยิ่งอ่อนเขียนหนังสือก็ไม่ได้ กะว่าถ้าผมผลการเรียนเป็นแบบนี้จะให้กลับไปเรียนชั้น ป.1 ใหม่ แต่ฟ้ายังมีตา ผมดันไปสอบเลขคิดในใจได้เต็ม 10 อยู่คนเดียว คนอื่นอย่างเก่งก็ได้แค่ 8 คะแนน นับจากนั้นผมก็เลยได้เรียนชั้นเดียวกับพี่สาวของผมเป็นต้นมา ตอนที่ผมอยู่ชั้น ป.3 นั่นแหละคือการชอบเพื่อนต่างเพศครั้งแรกของผม เธอชื่อว่า แตงโม ตระกูลของเธอ คือ เจ้าของตึกแถวที่พ่อแม่ผมเช่าบ้านและใช้ประกอบอาชีพค้าขายมาจนถึงปัจจุบัน แม้ลูกๆโตเป็นผู้ใหญ่อยากย้ายเพื่อไปหาซื้อบ้านเป็นของตัวเอง พ่อแม่ผมก็ไม่ยอมย้ายยังคงให้เราเช่าบ้านให้ท่านอยู่ ณ.ที่นี่ ผมจึงเป็นชาวดุสิตที่ใช้ชีวีตแถวศรีย่าน ราชวัตร และ บางกระบือ มาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ผมจะมีบ้านของผมเองที่ รามอินทรา ก็ตาม แต่ไม่มีใครอยู่ รวมทั้งตัวผมเองด้วยที่ระเห็จมาอยู่ที่เมือง เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน แตงโม เป็นความชอบเพื่อนต่างเพศครั้งแรกของผม แต่มันก็ไม่ยาวนานนัก เพราะเพื่อนๆผมมันรุมกันจีบเหมือนกัน เนื่องจากความที่เธอเป็นเด็กตาโต และสวยจริงๆในวัยนั้น หน้าตามีส่วนละม้ายเด็กสาวตะวันตกหน่อยๆ ผมเคยเป็นเพื่อนสนิทกับเธอสักไม่กี่เดือนในตอนผมอยู่ชั้น ป.4 เพราะคุณครูจับนั่งโต๊ะเรียนติดกัน จากนั้นเราก็ต้องจากกัน เพราะพ่อแม่ผมไม่มีปัญญาส่งผมและพี่สาวผมเรียนโรงเรียนราษฎร์ เลยจับผมและพี่สาวผมไปเรียนโรงเรียนวัดแถวข้างบ้าน เนื่องจากช่วงนั้นน้องสาวและน้องชายของผมก็ถึงวัยที่จะต้องเข้าโรงเรียนเช่นกัน และการย้ายโรงเรียนก็เป็นที่มาของรักครั้งแรกของผม เมื่อผมย้ายมาเรียนโรงเรียนวัดแถวบ้าน ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สมัยนั้นมีอยู่ด้วยกัน 7 ห้อง ผมอยู่ชั้น ป.5/1 พี่สาวผมดันไปอยู่ชั้น ป.5/6 นั่นเป็นการแยกห้องเรียนครั้งแรกระหว่างผมกับพี่สาวของผม แต่ตอนนี้ผมไม่ร้องไห้ตามพี่สาวผมแล้ว เพราะโตพอจะรู้ความได้อายุประมาณ 10-11 ขวบ แต่ทุกมื้อพักทานข้าวกลางวัน ผมมักเดินไปหาพี่สาวของผม เพื่อไปเอาข้าวกลางวันมากิน เพราะตอนเช้าผมจะมาโรงเรียนเช้ามากเพื่อมาเล่นกับเพื่อนก่อนเข้าห้องเรียน และพี่สาวผมจะเอาข้าวมื้อกลางวันของผมมาให้ทีหลัง ทุกครั้งที่เดินผ่านห้องชั้น ป.5/3 เพื่อจะไปเอาข้าวกลางวันของผมที่ห้องพี่สาว ผมจะสดุดกับเด็กหญิงน่าตาน่ารักคนหนึ่งเป็นประจำซึ่งเธอมักจะเดินอยู่กับเพื่อนเด็กหญิงของเธอรูปร่างอ้วนปุ๊กลุ๊กอยุ๋เสมอเหมือนเป็นคู่แฝดอ้วนผอม นั่นแหละคือผู้หญิงที่มีอิทธิพลต่อชีวิตผมมาหลายสิบปี เมื่อผมขึ้นชั้น ป.6 เริ่มมีการจัดชั้นกันใหม่ตามผลการสอบของนักเรียน ผมยังอยู่ชั้น ป.6/1 แต่พี่สาวผมได้ย้ายมาอยู่ห้องเดียวกับผม และเด็กหญิงหน้าตาหน้ารักคนนั้นพร้อมเพื่อนหญิงหุ่นปุ๊กลุ๊กของเธอก็ย้ายตามมาอยู่ห้องเดียวกับผมด้วย ด้วยความที่สมัยก่อนจัดนั่งเรียนตามความสูง ผมที่ไม่สูงนักจึงนั่งอยู่แถวที่สามของหน้าห้องแถวริมประตูทางเข้าห้อง ส่วนเธอนั่งอยู่แถวที่สอง แต่นั่งโต๊ะเดี่ยวแถวกลาง ส่วนยัยเพื่อนปุ๊กลุ๊กของเธอนั่งอยู่หลังเธอแถวสาม เมื่อชั้นเรียนลงตัวมีการแนะนำชื่อกันในชั้นเรียน ผมจึงรู้จักเธอ ซึ่งเพื่อนๆเรียกเธอว่า จิ ส่วนยัยปุ๊กลุ๊กมีชื่อว่า แหม่ม ส่วนพี่สาวของผมไปนั่งอยู่ที่แถวสองหลังห้องเนื่องจากพี่สาวผมสูงกว่าผมมาก ในระหว่างที่เรียนหนังสือ หรือพักกลางวัน พวกเพื่อนๆของผมไม่ว่าชายหรือหญิงมักไปรุมล้อมเอาใจเธฮเนื่องจากความน่ารักของเธอ แต่ผมเป็นคนเดียวในห้องมั้งที่ไม่เคยคุยกับเธอ ได้แต่มองอยู่ห่างๆด้วยความอายตามนิสัยเด็กๆ ผ่านไปเทอมหนึ่งก็แล้ว เทอมสองก็แล้วก็ยังไม่กล้าพูดกับเธอสักที จนเทอมที่สามเมื่อเข้าหน้าหนาว ปีใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว ต้องมีการแสดงของชั้นเรียนแต่ละห้อง ทางโรงเรียนจัดให้มีการรำไทย พี่สาวของผมถูกค้ดให้ไปรำคู่กับเพื่อนชายผมหลังห้อง คัดได้ไปห้าคู่แล้ว เพื่อนๆมันก็ขยั้นขยอให้คุณครูเอาผมไปรำด้วย ตอนแรกผมก็รับปากกับคุณครูแบบแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะไม่รู้ว่าจะรำคู่กับใคร แต่เมื่อคุณครูบอกว่าผมต้องรำคู่กับเธอ เมื่อเอามาเปรียบเทียบความสูงแล้วเหมาะสม ผมก็ออกลายเกเรเพื่อปิดบังความอาย ที่เคยรำสวยแล้วคุณครูชมก็แกล้งทำเป็นรำไม่ได้ จนคุณครูถอดใจจนไปเอาเพื่อนคนอื่นมารำแทนผม นั่นแหละทำให้เพื่อนๆผมรู้ว่า ผมแพ้ทางเธอ เจอเธอแล้วผมทำอะไรไม่ถูกเลย ธรรมดาเมื่อลมหนาวมาอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา สมัยก่อนวันศุทร์ก่อนเลิกเรียนต้องมีการสวดมนต์ประจำอาทิตย์ก่อนโรงเรียนจะปล่อยนักเรียนกลับบ้าน ประมาณสัก 1 ชั่วโมง นักเรียนของแต่ละห้องจะต้องมาเข้าแถวหน้าชั้นเพื่อสวดมนต์ มีอยู่ศุทร์หนึ่งซึ่งเธอไม่สบายเป็นไข้และไม่ยอมบอกคุณครู ผมก็ไปสืบรู้มาจากยัยแหม่มเพื่อนของเธอ เมื่อตกเย็นมีการสวดมนต์ผมก็พยายามไปยืนสวดมนต์อยู่หลังเธอ หวังว่า ถ้าเธอเป็นลมหรือทนไม่ไหว จะได้โชว์แมนเข้าไปช่วยเธอ แต่หารู้ไม่ว่าไอ้เพื่อนชายของผมที่ชอบเธอก็มาเข้าแถวติดกับผมเพื่อหวังลูกฟลุ๊คเหมือนผมเช่นกัน เมื่อสวดมนต์กันไปสักพักยัยแหม่มก็เริ่มเรื่องเลยเมื่อเห็นเธอเริ่มยืนไม่ค่อยอยู่ตัวเอนไปเอนมาว่า สงสัย จิ จะยืนไม่ไหว เพื่อนๆผมก็เริ่มหายาดมหรือซักถามเพื่อเอาใจเธอ เพื่อไม่ให้เสียศักด์ศรี ผมก็เลยบอกยัยแหม่มซึ่งสนิทกับผมให้ชวนเธอคุยไปเรื่อยๆเพื่อให้เธอรู้สึกตัวไม่เป็นลม แต่ในใจผมก็แช่งไปเรื่อยๆว่า เมื่อไหร่เธอจะเป็นลมสักที เพราะผมยืนรออยู่ข้างหลังเพื่อจะเข้าไปอุ้มเธอสักที ซึ่งไอ้เพื่อนชายของผมที่อยู่ข้างๆก็คงคิดคล้ายๆผมเหมือนกัน แต่ทุกคนก็ต้องแห้ว เนื่องจากเธอไม่ยอมเป็นลมสักที สงสัยการแช่งต่อหน้าการสวดมนต์ใช้ไม่ได้ผล เมื่อขึ้นชั้น ป.7 เราก็ยังอยู่ห้องเดียวกันเหมือนเดิม แต่ช่วงนี้ในห้องมาช่วยกันเชียร์แล้วเพื่อนๆก็ช่วยกันล้อ แถมมีพี่สาวผมส่งเสริมอีกต่างหาก แต่เราก็ยังไม่เคยคุยกัน มีแต่พูดผ่านคนกลาง ไม่ยัยแหม่มก็เป็นเพื่อนของผมอีกคนที่ชื่อแมวเพื่อนสนิทของเขาอีกคน แล้วอยู่มาวันหนึ่งซึ่งถึงเวรห้องผมต้องไปชักธงชาติ ธรรมดาถ้าไม่ส่งพี่สาวผม ก็จะเป็นเพื่อนพี่สาวกับเพือนผู้ชายตัวโตๆส่งไปเป็นตัวแทน วันนั้นเป็นวันเรียนลูกเสือและเนตรนารีพอดี ไอ้เพื่อนผมทั้งห้องมันก็ขยั้นขยอให้ผมและเธอไปชักธงชาติด้วยกัน แถมเหยียดหยามด้วยว่าไม่กล้า ไอ้เธอก็รับคำแล้ว ผมจะเสียเชิงชายได้ไง จึงออกไปยืนชักธงชาติกับเธอ เมื่อเพลงชาติขึ้นเราก็ชักธงของเราไปเรื่อยๆตามที่คนเคยออกไปชักธงชาติสอนมา รวมทั้งพี่สาวของผม แต่ตาของเราทั้งสองไม่ยอมมองธง ก้มหน้ามองดินกันด้วยความเขิน แต่สิ่งมหัศจรรย์ได้เกิดขึ้น เพราะพอเพลงชาติจบ ผมกับเธอยังพึ่งชักธงชาติไปได้แค่ครึ่งเสาธง และไอ้หมวกลูกเสือที่ผมใส่อยู่มันก็บังตาเหลือเกิน จนคุณครูเขาเอะอะโวยวายกันถึงรู้ว่า ชักธงชาติไปได้แค่ครึ่งเสา ผมเลยจ้ำพรึดชักธงจนขึ้นถึงยอดเสา หลังเข้าห้องเรียนผมกับเธอโดนคุณครูสวดซะอ่วม หรือมันจะเป็นลางไม่ดีตั้งแต่เด็กก็ไม่รู้ แต่อย่างไรก็ดีทำให้รู้ว่า เธอมีใจกับผมอยู่บ้าง ลังจากนั้นผมบางครั้งก็ไปเล่นกับเธอบ้าง กินข้าวกลุ่มเดียวกับเธอบ้าง ตีปิงปองแกล้งแพ้เธอบ้าง แต่จริงๆแล้วตีปิงปองสู้เธอไม่ได้เพราะไม่กล้าตบลูกปิงปองใส่เธอเมื่อเห็นหน้าเธอ แต่เราก็ไม่เคยพูดกัน มักจะพูดลอยๆ หรือมีคนกลางเป็นสื่อผ่าน ในวันเด็กของปีนั้นเพื่อนผมชวนไปเที่ยววันเด็กที่ธนาคารออมสิน สาขาราชดำเนิน ซึงผมไปกับเพื่อนผมทุกปีไปเอาของแจก แต่ปีนี้ผมยอมสละสิทธิ เพราะยัยแหม่มและแมวชวนผมคนเดียวไปเที่ยวกับเธอทั้งสามที่เขาดิน มีหรือผมจะปฎิเสธ แถมยังไปนั่งจำมุกจากภาพยนตร์ Melody Fair เผื่อมาใช้กับเธอ หลังจากที่เดินเที่ยวเขาดินจนเหนื่อยเลยชวน จิ แมว และยัยแหม่ม ไปดูหนังกันที่โรงหนังราชวัตร เรื่อง รักด้วยน้ำตา มี สรพงษ์ ชาตรี และ ทัศวรรณ เสนีย์วงศ์ ณ.อยุธยา นำแสดง เพื่อเธอน้อยกว่านี้ได้ไง หลังภาพยนตร์เลิกเลยชวนเธอทั้งสามไปกินไอศกรีมกันต่อที่ร้านโชคชัย แถวราชวัตรต่อ กับเธอแล้วน้อยกว่านี้ได้ไง เงินผมเอามาเอง 100 บาท และยืมเพื่อนมาอีก 100 บาท เหลือกลับมาบ้านเพียง 10 บาท เวรกรรมของเจ้าบุญทุ่มจริงๆ แต่ก็มีความสุขที่รู้จักชื่อเล่นของเธอว่าชื่อ อ้วน และยังรู้จักบ้านเธออีกต่างหาก เมื่อใกล้จบการศึกษาชั้น ป.7 มีการแลกเปลี่ยนหนังสือ Friendship เซ็นกัน ไอ้ผมก็ส่งผ่านหนังสือ Friendship ของผมให้เธอเซ็นผ่านทางยัยแหม่ม ส่วนเธอเมื่อเซ็นเสร็จก็ส่งของเธอมาให้ผมบ้าง ไอ้ผมไม่รู้อะไรก็เขียนไปสองหน้ากระดาษของเธอ เมื่อเอามาคืนเธอ ได้ยินจากเธอมาว่า คนบ้าเขียนอะไรไม่รู้รกไปหมด ในห้องเรียนคุณครูได้ถามว่า ใครจะไปศึกษาต่อกันที่ไหนด้วยโรงเรียนผมมีแค่ชั้น ป.7 เป็นชั้นสูงสุด เธอเนื่องจากพี่สาวเธอเรียนอยู่โรงเรียนเบญจมราชาลัยแถวเสาชิงช้า จึงบอกคุณครูว่าจะไปสอบที่โรงเรียนที่พี่สาวเธอเรียนอยู่ ส่านผมตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเรียนที่ไหนดี เพือนผมมันบอกว่าไปโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย บางคนบอกไปโรงเรียนบูรณะ ไอ้ผมคิดไปคิดมาเผื่อเธอจะไปขึ้นรถเมล์แถวศรีย่านบ้างเลยตอบไปว่าไปเรียนต่อที่โรงเรียนโยธินบูรณะ หลังจากการสอบเสร็จเราก็ร่ำลากันมีการเซ็นชื่อบนเสื้อผ้า แต่ผมไม่ก็ยังไม่เคยพูดกับเธอสักคา มันเป็นความรักในวัยเด็กที่งดงามและมันแทรกอยู่ในใจ
ผมเข้าเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะสมัยนั้นมีเรียนสองรอบ คือรอบเช้าและรอบบ่าย ตอนม.ศ.1 ผมเรียนรอบเช้าและบ่ายกลับบ้าน ผมมักจะแวะไปด้อมๆมองๆแถวบ้านเธอ เพื่อจะดักเห็นหน้าเธอแต่ก้ไม่เคยเจอ เลยคิดว่า ไม่เห็นหน้าเธอเห็นหลังคาบ้านก็ยังดี แต่อย่างไรก็ดีคนเราถ้าคลื๋นมันตรงกันสิ่งที่ไม่คาดหวังก็อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อผมเรียนชั้นม.ศ.2 ดรงเรียนมีการสลับเช้าบ่าย คือผมเรียนเช้าสามวัน บ่ายสามวัน เป็นฯโยบายที่ไม่อยากให้เด็กรุ่นบ่ายเสียเปรียบเด้กรุ่นเช้า ในสายของฤดูหนาวที่เข้ามาเยือน ผมไปยืนรอรถเมล์นักเรียนที่รัฐจัดให้ขึ้นฟรีที่ศรีย่าน ทันใดนั้นก็มีเธอซึ่งผมไม่พบหน้าตามาปีกว่ามาปรากฎต่อหน้ามายืนรอรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์เดียวกับผม สืบไปสืบมาได้ความว่า เธอไปสอบที่โรงเรียนที่พี่สาวเธอเรียนไม่ติด จึงมาเรียนต่อที่ รร.วิมุตยารามพิทยากร ซึ่งอยู่แถวสะพานพระรามหก เลยโรงเรียนผมไปหน่อยและเป็นโรงเรียนคู่อริกับโรงเรียนผม ตั้งแต่นั้นผมจะไปรอดักที่ป้ายรถเมล์แถวศรีย่านที่รอพร้อมขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียนทางเดียวกับเธอ และขากลับผมจะไปรอที่ป้ายรถเมล์ที่หน้าโรงเรียนของผมสอดส่ายเพื่อขึ้นรถกลับทางเดียวกับเธอ จากศรีย่านเพื่อเดินกลับบ้านถ้ามีใครมาจีบเธอ ผมก็จะเดินห่างๆตามไปคอยเป็นหมาหวงก้าง และให้เธออุ่นใจ จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ มีอยู่ครั้งหนึ่งโรงเรียนผมเริ่มตีกับโรงเรียนเธอหนักขึ้น ผมมารอที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนกับเพื่อนเพื่อรอกลับพร้อมกับเธอ เมื่อเห็นเธออยู่บนรถเมล์ผมกับเพื่อนก็รีบพรวดขึ้นไป เธอทำหน้าตระหนก ที่ไหนได้บนรถเมล์เต็มไปด้วยนักเรียนชายจากโรงเรียนเธอและตะโกนหาเรื่องผมและเพื่อนผมตลอดทาง ในใจวันนั้นคิดว่าไม่รอดแล้ว แต่เมื่อหันมามองที่หลังรถเมล์ดันมีคนที่ผมรู้จักสักสองสามคนแถวบ้าน จึงพยายามข่มความรู้สึกแล้วค่อยๆลงรถเมล์เมื่อถึงป้ายรถเมล์ สงสัยพระเจ้ายังคัมครองที่ผมเป็นคนดีอยู่บ้าง ในช่วงม.ศ.3 เทอมปลายผมก็ไม่ได้เห็นหน้าเธออีก ได้ข่าวว่าเธอย้ายบ้านไปแล้วอบู่ซอยมหาดไทยแถวลาดพร้าว และไปเรียนต่อที่โรงเรียนสตรีวิทยา 2 ผมก็ไม่ได้เจอเธออีก จนกระทั่งเข้ารั้วมหาวิทยาลัยเมื่ออยู่ปีหนึ่งไปเจอยัยแหม่มเข้าบังเอิญเนื่องจากยัยแหม่มเข้าคณะรัฐสาสตร์ จุฬาได้และเดี๋ยวนี้ไม่อ้วนแล้วน่ารักเป็นกอง เลยถามถึง จิ คนที่วนเวียนอยู่ในหัว ได้ข่าวว่าเธอEntranceไม่ติด ไปเรียนอยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผมก็เลยอาศัยช่วงวันเส่าร์และอาทิตย์ไปที่นั่น และให้เพื่อนๆรร.โยธินช่วยสืบหาเธอ จนขึ้นมหาวิทยาลัยปีที่ 2 สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอีกถ้าเราพยายาม การเรียนรามฯสมัยก่อนต้องไปจองโต๊ะเรียน เพื่อนผมมันชวนผมไปจองโต๊ะเรียนด้วยกัน การเข้าหัองเรียนถ้าเข้าทางประตูจะไม่ได้ที่นั่งดีๆทุกคนจึงปีนหน้าต่างห้องเรียนเข้าไปจองโต๊ะ เพื่อนผมก็ชวนผมปีนหน้าต่างกระโดเข้าไปจองโต๊ะ เมื่อผมกระโดดเข้าไปและยืนขึ้นกลับเป็นใบหน้าของ จิ อยู่ด้านหน้า ใช่เธอมาจองโต๊ะเรียนเช่นกัน ผมไม่บ่อยเวลานี้ผ่านไปอีกแล้ว จึงเดินเข้าไปคุยกับเธอ และเป็นครั้งแรกที่คุยกับเธอ โดยไม่ใช่การพูดลอยๆ หรือพูดผ่านคนอื่น ทั้งยังขอที่อยู่ของเธอ จากนั้นผมก็ติดต่อกับเธอเรื่อยมาทางจดหมาย และเมื่อว่างก็จะไปหาเธอที่รามฯ ชวนเธอกินข้าวแกงราชาที่ดังในยุคนั้น และเมื่อมีละครสถาปัตย์ที่จุฬาก็ชวนเธอมาดูเป็นบางครั้ง เพื่อมาบอกเพื่อนในคณะว่าทำไมผมถึงไม่มีแฟนสักที เมื่อมีเริ่มต้นก็มีสิ้นสุดตอนเมื่อผมเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 เธอนัดเจอผมที่รามฯตามเคย และเราก็ไปนั่งทานข้าวที่ร้านข้าวแกงราชาตามเคย แต่วันนี้เธอเปลี่ยนไป เธอบอกว่า เธอรู้ว่าผมคิดอย่างไรกับเธอ แล้วเธอก็บอกว่า ผมเป็นคนดีคนหนึ่ง แต่ประโยคที่ผมไม่อยากจะได้ยินก็คือ คุณเป็นคนดีเรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ ประโยคที่แสนธรรมดา แต่ทำร้ายคนได้แสนหนักหน่วง ผมในตอนนั้นไม่มีประสพการณ์ในเรื่องนี้มากนัก จึงตอบไปว่า ผมไม่ต้องการเป็นเพื่อน ถ้าให้สิ่งที่ผมอยากได้ไม่ได้ผมก็จะไม่ติดต่ออีก หลังจากการลาจากกันวันนั้นผมก้ไม่ได้พบหน้าและติดต่อเธออีกเลย เมื่อกลับมาบ้าน มานั่งทำใจอยู่เป็นเวลากว่าหกเจ็ดเดือนเพื่อให้ลืมสิ่งที่ใฝ่ฝันและติดตามมาตั้งแต่เด็กจนเป็นหนุ่ม การเรียนก็เริ่มแย่ลงจนต้องปรับตัว และรู้จักว่า ความเหงาคืออะไร เพราะเมื่อก่อนไม่เคยรู้จักความเหงามีสิ่งที่หวังรอคอยอยู่ จากนั้นผมก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตอีก ตั้งหน้าตั้งตาเรียนจนจบ และออกไปทำมาหากินเพื่อสร้างชีวิตของผม จนมาพบกับความรักครั้งสองที่กลายเป็นรักอึดอัดเมื่อตอนอายุ 27-28ปี สิ่งที่ค้างคาในใจสำหรับรักครั้งแรกที่ผมไม่มีประสพการณ์นั้น เมื่อมาคิดดูผมไม่น่าบุ่มบ่ามปฎิเสธความเป็นเพื่อนของเธอ เพราะผมได้เจอเธอคราวนั้นใบหน้าเธอยังคงความน่ารักและสดสวย แต่ที่เปลี่ยนไปคือร่างกายของเธอ เนื่องจากเธอเป็นคนชอบทานเค็ม จึงมีผลต่อไตของเธอ ทำให้ร่างกายเธออ้วนผิดโครงสร้างไป ผมก็ไม่เคยถามเหตุผลทำไมถึงต้องปฎิเสธผม ถ้าเป็นไปได้ผมคงย้อนกลับไปถามเหตูผลจากเธออีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ผมก้ไม่รู้เธออยู่ไหน เคยเจอยัยแหม่มโดยบังเอิญ ได้ข่าวว่าเธอไปอยู่กับพี่ชายของเธอที่เชียงรายหลายสิบปีก่อน และก็ไม่ทราบข่าวเธออีกเลย นี่คงจะตอบ Tag รักครั้งแรกของคุณอ๊อด ธมลวรรณและ น้องกุ้งกุหลาบ กับอีก Tag ที่ชื่อว่า เพลง /หรือ หนังแห่งสายลมหนาวของคุณ ได้นะ และผมมีเพลงนี้มาฝากเพื่อให้เข้ากับการคิดถึงเธอในบางช่วงเวลา เพลงที่ผมฟังในวัยรุ่นที่มากับลมหนาว ปล. ผมคงไม่ส่ง Tag ให้ใครอีกเพราะที่ส่งไปก็เกือบครบทุกคนแล้ว กลัวจะไปซ้ำกับคนอื่นเขาครับ
|