| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
Themasak มุมมองของสิงคโปร์ต่อประเทศไทย อันสืบเนื่องมาจากการที่ผมกลับมาประเทศไทยเพื่อทำธุระที่กรุงเทพฯประมาณ 4-5 วัน และได้กลับมาดูการเลือกตั้งที่ประเทศไทยในวันที่ 23 ธันวาคม 2007 จนรู้ผลของการเลือกตั้งคร่าวๆอย่างไม่เป็นทางการ และกลับมายังเมืองเซี่ยงไฮ้ในคืนของวันนั้น เป็นธรรมดาอยู่เองเมื่อหมดภารกิจของธุระในแต่ละวัน ตกตอนเย็นต้องหาเวลานัดเพื่อนเก่าและลูกน้องเก่ามานัดทานข้าวตอนเย็นและแลกเปลี่ยนทัศนคติกันตั้งแต่เรื่องทั่วไป เรื่องการงาน จนถึงเรื่องการเมือง เมื่อพูดถึงเรื่อง การเมือง เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องเถียงกันไม่เลิก ระหว่าง พวกที่ชอบและอยู่ข้างทักษิณ กับ พวกที่เกลียดทักษิณ จนดูเหมือนการคุยเรื่องการเมืองในหมู่วงเพื่อน เป็นเรื่องที่เหนื่อย และ บางทีน่าเบื่อเป็นอย่างยิ่ง แถมบางครั้งยังมีการเอาชนะคะคานและโน้มน้าวความคิดให้เชื่อตามฝ่ายตน ดีหน่อยที่เป็นปัญญาชนด้วยกันแล้ว ถ้าเป็นชาวบ้านร้านช่องป่านนี้อาจมีการทะเราะวิวาท หรือ อาจมีการใช้กำลัง หนักหน่อยก็ยิงกันเลย ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ การที่ Themasak มาซื้อและ Take over หุ้นของทักษิณ และครอบครัว ประเด็นนี้เป็นรุ่นน้องของผมจุดประเด็น และจุดไฟได้ติดสะด้วย เรื่องมันเริ่มที่เพื่อนร่วมรุ่นของรุ่นน้องคนนี้ซึ่งเป็นสาวไทยดันไปแต่งงานกับนายธนาคารชาวสิงคโปร์ แล้ววันหนึ่งเขาจัดงานสังสรรเป็น Party ย่อยๆที่บ้านของเพื่อนสาวของรุ่นน้องคนนี้ ตอนหนึ่งรุ่นน้องของผมและเพื่อนของเขานั่งคุยและถามนายธนาคารชาวสิงคโปร์คนนี้เกี่ยวกับความเห็นที่ Themasak เข้ามา Take over หุ้นของทักษิณและครอบครัว นายธนาคารชาวสิงคโปร์เขาให้ความเห็นว่า การที่ Themasak เข้ามาซื้อหุ้นของทักษิณและครอบครัว ทั้งหมดนั้น อาจจะเป็น ยุทธศาสตร์ของประเทศสิงคโปร์ที่ต้องการทำให้ประเทศไทยอ่อนแอทางด้านเศรษฐกิจ ในตอนแรกอาจจะคิดกลืนประเทศไทยโดยใช้หุ้นของทักษิณนำร่อง แต่เมื่อคิดอีกชั้น ถ้ามีปัญหาคนไทยไม่ยอมรับ ก็ทำให้ประเทศไทยอ่อนแอทางด้านเศรษฐกิจไปเลย เพื่อทำให้ประเทศไทยอ่อนเปลี้ย และไม่มาเป็นคู่แข่งทางธุรกิจในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ เหตุผลง่ายๆก็คือ ในบรรดาประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเจริญเติบโตเป็นศูนย์กลางของประเทศในย่านนี้ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศ และ ภูมิประเทศที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในทำเลที่ดี ไม่ค่อยได้ประสพวิบัติภัยทางธรรมชาติโดยตรง ประกอบกับขนาดของประเทศ และจำนวนประชากรก็เหมาะสม แถมยังเป็นประเทศเปิด ที่ไม่มีปัญหาการกีดกันเชื้อชาติและศาสนา ตลอดจนขนบธรรมเนียม ประเพณี ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์มีขนาดเล็ก การพัฒนาประเทศให้ครอบคลุมธุรกิจทุกสาขาเป็นไปได้ยาก และมีข้อจำกัด สิงคโปร์สร้างประเทศตัวเองให้เป็นประเทศ นายหน้า และ Nominee ของประเทศตะวันตก และตอนนี้กำลังจับมือและรับเป็นตัวแทนของประเทศจีนในการติดต่อกับประเทศตะวันตกที่มาทำธุรกิจในประเทศสิงคโปร์ เงินจำนวน 73,000 ล้านยูเอสดอลล่าร์ที่ทาง Themasak ยอมจ่ายให้ทักษิณและครอบครัว อาจมองดูเป็นเงินจำนานมหาศาล ซึ่งทางคนไทยคิดว่า อาจทำให้ธุรกิจและกิจการของ Themasak มีปัญหาและเซได้ แต่ถ้ามาเทียบกับเงินอนาคตที่สิงคโปร์จะได้รับในกรณีที่ประเทศตัวเองยังเป็นศูนย์กลางในการติดต่อและทำธุรกิจในย่านนี้ โดยไม่มีประเทศไทยดันตัวเองออกมาเป็นคู่แข่ง ผมว่า ผลตอบแทนที่สิงคโปร์จะได้รับ มากมายมหาศาล กว่าที่จ่ายให้ทักษิณและครอบครัวของทักษิณอีก หรือข้อสันนิษฐานนี้จากนายธนาคารชาวสิงคโปร์จะเป็นจริง เคยมีกรณีที่ประเทศไทยชูนโยบายขุดคอคอดกระ ทุกครั้งที่มีการเปิดประเด็นนี้ออกสู่มวลชน ไม่ทราบว่า เงินนอกระบบมาจากไหนมาปิดปากนักการเมืองไทยให้หยุดคิดในเรื่องนี้ และสร้างประเด็นการแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็นสอง กลายเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ จนมาปัจจุบันมีการสร้างประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และการสร้างผลกระทบต่อโลกร้อน แต่ในอีกนัยหนึ่ง สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขุดคลองคอคอดกระนี้ เพราะเรือสินค้าที่วิ่งกันอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย อาจมีการเปลี่ยนเส้นทางไม่ผ่านช่องแคบมะละกา และประเทศสิงคโปร์ หันมาใช้คลองนี้เพื่อร่นระยะทาง และประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ตอนนี้การจัดลำดับการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในย่านนี้ ลำดับของประเทศไทยเราตกลงไปเรื่อยๆเนื่องจากสภาพการเมืองที่ไม่มั่นคง ตอนนี้เรากวดตามสิงคโปร์อยู่ช้ามาก ในขณะที่ประเทศเวียดนามกำลังกวดเรามาติดๆ แถมยังมีการพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว รวมทั้งระบบขนส่งมาลชนในฮานอย และโฮจินหมินซิทตี้ ที่เอามาเขียนเพราะหลังจากรู้ผลเลือกตั้งของประเทศไทยคร่าวๆ พอที่จะเดาได้เลย ปีใหม่ที่กำลังมาถึงคนไทยต้องเผชิญกับการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ไม่มีความมั่นคง ตามด้วยเศรษฐกิจที่ไม่มีการเจริญพัฒนา ถึงเจริญก็คงไม่มีเสถียรภาพ ด้วยนักการเมืองในตอนนี้หวังถอนแค้นคืนกันทั่งน้าน ปีหน้าอาจเป็นอีกปีที่คนไทยอาจจะเหนื่อยใจโดยไม่จำเป็น... อย่างไรก็ดีขอให้พี่ๆ เพื่อนๆและน้องทุกคนมีความสุขในวันคริสต์มาส กับวันขึ้นปีใหม่ที่จะมาถึงนะครับ ***
|