| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |
พิมพ์หน้านี้
|
สุขใจกับการไหว้พระในกรุงเทพฯ ผมไม่รู้ว่ามีสถิติจริงๆสำหรับคนที่เข้าวัดไหว้พระในกรุงเทพเท่าไร และเคยมีการทำสถิติคนเข้าวัดไหว้พระวัดดังๆในกรุงเทพฯปีหนึ่งกี่คน แต่การเข้าวัดไหว้พระของคนไทย คือ การบริจาคทำบุญสุนทานอย่างหนึ่งของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน ซึ่งแตกต่างจากชาวตะวันตกที่มักนิยมตั้งสถาบันหรือมูลนิธิมาบริจาคทำบุญสุนทาน เหมือนที่เคยเกริ่นใน Entry ก่อนว่า ผมกลับมาเมืองไทยในช่วงตรุษจีนนี้เพื่อไหว้พระไหว้เจ้า ไม่ว่าวัดไทยหรือวัดจีน ครั้งนี้ผมนำเรื่องการไหว้พระที่วัดไทยในกรุงเทพฯช่วงวันที่สามของเทศกาลตรุษจีนมานำเสนอ ซึ่งในสมัยก่อนที่ผมทำงานอยู่ในประเทศไทย ผมจะไปกราบไหว้ในวันที่ 1 มกราคมของทุกปี แต่เมื่อไปทำงานที่ประเทศจีนจึงมีโอกาสไหว้ในเทศกาลตรุษจีนเพราะได้หยุดพักผ่อนเป็นเวลานานหลายวัน
ผมเริ่มต้นไหว้พระวัดแรกที่วัดอรุณราชวราราม หรือ วัดแจ้ง โดยคติความเชื่อของคนไทยที่เชื่อว่า การทำอะไรต้องทำยามรุ่ง และเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นก่อนคนอื่น ความหมายของอรุณ คือยามรุ่งเช้า คนไทยส่วนใหญ่จึงยึดถือวัดนี้เป็นวัดแรกของการไหว้พระ 9 วัด การกราบไหว้ของผมก็คือ การไปไหว้พระประธานวัดอรุณฯ แล้วจึงไปไหว้พระปรางค์วัดอรุณ
วัดที่สอง คือ วัดระฆังโฆสิตราราม ซึ่งเคยเป็นที่จำวัดของ หลวงพ่อโต พรหมรังสี ที่คนไทยนับถือกันมาก โดยเฉพาะพระเครื่องสมเด็จวัดระฆัง และคาถาชินบัญชร ที่คนไทยนิยมนำมาสวดมนต์ตอนเช้าก่อนไปทำงานและก่อนเข้านอน เป็นคาถาที่คนไทยหลายๆคนนำไปสวดแล้วได้ผลบังเกิดทางด้านจิตใจ ความหมายของการไหว้วัดนี้ เพื่อให้ชื่อเสียงระบือไกลเหมือนระฆังที่ดังกังวาน
วัดที่สาม คือ วัดกัลยาณมิตร ซึ่งมีหลวงพ่อโต ซำปอกง ประทับอยู่ ณ.ที่แห่งนี้ หลวงพ่อโตองค์นี้จำลองมาจาก หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง สร้างขึ้นมาโดยคณหบดีคนจีนเพื่อให้ชาวจีนได้กราบไหว้ไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงอยุธยา หลวงพ่อโต ซำปอกงมีอยู่ 3 แห่ง แห่งที่สาม อยู่ที่ ฉะเชิงเทรา เป็นวัดจีน องค์หลวงพ่อที่ฉะเชิงเทรามีคนเล่าว่า ทำด้วยไม้สานและปิดทอง ในหลวงรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสวัดนี้ วัดนี้รับการถวายต้นเทียนและจุดเทียนให้ในวันตรุษจีน เพียงแต่ให้ไปแจ้งความจำนงค์พร้อมชื่อผู้บริจาคเพื่อจะได้ติดชื่อผู้บริจาคไว้กับต้นเทียนก่ิอนเทศกาลตรุษจีน
แห่งที่สี่ คือ ศาลเจ้าแม่กวนอิม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ข้างวัดกัลยาณมิตร ศาลนี้สร้างมานานแล้วมีประวัติเป็น 100 ปี ที่นี่มี ฮู้กระดาษเจ้าแม่กวนอิม และ ฮู้กระดาษไฉ่ซิ่งเอี๋ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภให้เช่า แผ่นละ 20 บาท เอาไว้ติดหน้าบ้าน หรือ ประตูสำนักงาน เป็นสิริมงคลให้ผลชงัดนัก
แห่งที่ห้า คือ ศาลหลักเมือง เพื่อไปขอหลักเมืองให้เป็นหลักเป็นฐานในชีวิต รวมทั้งไปกราบไหว้ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระหอกลอง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน
วัดที่หก คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว เพื่อขอพรให้คิดอะไรทำอะไรขอให้สมใจปรารถนา และกราบไหว้พระแก้วมรกต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย รวมทั้งยังได้ชมความงามของศิลปและสถาปัตยกรรมไทย
วัดที่เจ็ด คือ วัดเชตุพนวิมลคลาราม หรือ วัดโพธิ์ วัดนี้ผมชอบไปไหว้พระประธานในโบสถ์ ซึ่งองค์พระงดงามมาก กราบไหว้แล้วสบายใจ แถมมีพระร่วงโรจนฤทธิ์ ให้กราบไหว้สำหรับคนที่เกิดวันจันทร์ตรงวิหารคตที่หันหน้าเข้าหาพระประธาน
จากนั้นไปกราบไหว้ พระพุทธไสยาสน์ พระนอนองค์ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ เพื่อขอพรให้ชีวิตและครอบครัวอยู่ร่มเย็นเป็นสุข มีคนเคยบอกว่า ถ้าจะบูชาให้เห็นผล ต้องบูชาพระองค์ท่านด้วยเทียนสีชมพู 8 ดอกตามกำลังวันอังคารแล้วจะเห็นผล
ที่วัดโพธิ์ ยังมี เจ้าแม่กวนอิม 3 ปาง ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ข้างวิหารพระนอน ให้คนเคารพสักการะบูชา องค์แรก คือ พระโพธิสัตว์กวนอิม ปางประธานพร ซึ่งประทับอยู่ตรงกลาง
องค์ที่สอง คือ พระโพธิสัตว์กวนอิม ปางเมตตา ซึ่งแต่งองค์ในชุดชาวบ้านของคนจีน ประทับอยู่ทางซ้ายมือถ้าเราหันหน้าเข้า
องค์ที่สาม คือ พระโพธิสัตว์กวนอิมปางปราบมาร ซึ่งประทับอยู่ทางด้านขวาเมื่อเราหันหน้าเข้าหา มีเกร็ดเล็กๆสำหรับคนที่มากราบไหว้แล้วขอพรได้ผล คือให้ขอพรจากพระโพธิสัตว์กวนอิม ปางเมตตา ซึ่งองค์ท่านใจดีที่สุดในบรรดาสามองค์ เพียงแต่ถวายส้ม 5 ผล และ น้ำเปล่า 1 ขวดก็พอแล้ว
วัดที่แปด คือ วัดสุทัศน์เทพวราราม เพื่อมาขอพรแด่ พระศรีศากยมุนี ให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถหาทางออกและแก้ไขปัญหาที่ประสพในชีวิตได้ ไม่ว่าปัญหาการทำงาน ครอบครัว สังคม หรือความรัก
แห่งที่เก้า คือ โบสถ์พราหมณ์ ณ.เสาชิงช้า ซึ่งเป็นของพราหมณ์หลวง อยู่เยื้องวัดสุทัศน์ ที่นี่ทางเข้ามีที่บูชา พระพรหมประทับอยู่ด้านหน้า ด้านข้างเป็นที่บูชา พระศิวะ โบสถ์มีอยู่สามหลัง หลังแรกเป็นที่ประทับของ พระศิวะ พระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์ พระพิฆเนศ พระแม่อุมาเทวี พระเแม่ลักษมี โปสถ์ที่สอง เป็นที่ประัทับของ พระพิฆเนศ โบสถ์ที่สาม เป็นที่ประทับของ พระนารายณ์ พระลักษมี และ พระมเหศวรี
วัดที่สิบ คือ วัดบวรนิเวศ เพื่อกราบไหว้ พระพุทธชินสีห์ ในโบสถ์พระประธาน ซึ่ง พระพุทธชินสีห์ องค์นี้หล่อในช่วงเวลาเดียวกันกับ พระพุทธชินราช ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่จังหวัด พิษณุโลก ที่วัดนี้ยังมี พระธาตุ และ พระไพรีพินาศ ซึ่งประดิษฐานอยู่หลังโบสถ์พระประธาน แต่ช่วงนี้อยู่ในระหว่างซ่อมแซมจึงไม่เปิดให้เข้าเยี่ยมชมและนมัสการ
วัดที่สิบเอ็ดวัดสุดท้าย คือ วัดชนะสงคราม เพื่อไปกราบไหว้กรมพระยาบวรสุรสีหนาช (กรมวังหน้า)ในสมัยในหลวงรัชกาลที่ 1 และไปกราบไหว้พระประธานของวัดเพื่อให้มีชัยชนะในชีวิต การงาน สังคม ครอบครัวและ ความรัก การไหว้พระ 11 วัดในกรุงเทพฯผมเริ่มตั้งแต่เวลา 9.30 น.มาไหว้เสร็จเมื่อเวลา 16.00 น. ไหว้ไปหิวก็หาที่กิน เหนื่อยก็หยุดพัก อาศัยแท็กซี่และสามล้อเป็นพาหนะโดยสารเพื่อสดวกในการเดินทาง ผมคงไม่แนะนำให้คนอื่นทำตามหรอก แต่ที่ทำไปเพราะเป็นความเคยชินของผมที่กราบไหว้ทุกปี จนถ้าไม่ทำแล้วจะหงุดหงิด แถมยังได้ชิมของกินและขนมไทยไปตลอดทาง กลับไปประเทศจีนคงต้องไปลดน้ำหนักลงสักหน่อย เพราะกลับมาคราวนี้กินอาหารไทยสะสมไว้ซะเยอะ แล้วเจอกัน Entry หน้าซึ่งผมคงจะโพสเมื่อกลับไปเมืองเซี่ยงไฮ้... |