| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
วัดหลงฮวาซื่อ ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ หลังจากครั้งก่อนที่แนะนำศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเซี่ยงไฮ้ ที่อยู่นะที่ เฉินหวางเมี่ยว คราวนี้พามาแนะนำวัดศาสนาพุทธ นิกาย มหายาน ที่เก่าแก่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีอายุมามากกว่า 700 ปี รอดจากการทำลายทิ้งในสมัย ปฎิวัติวัฒนธรรม โดย แก็งค์สี่คน ของ นาง เจียงชิง และโปรแกรมทัวร์จากประเทศไทยไม่นิยมพานักท่องเที่ยวมากราบไหว้นมัสการ แต่จะพาไปวัดพระหยก หรือที่เรียกว่า หยี่ฝอซื่อ ซึ่งพระประธานในวัดพระหยก เป็นพระที่แกะสลักมาจากหยกพม่า ศิลปขององค์พระไปทางพระพุทธรูปของพม่า ผมจึงไม่ค่อยมาไหว้วัดพระหยกนี้ วัดที่ผมกล่าวถึงมีชื่อว่า วัดหลงฮวาซื่อ เป็นวัดที่ชาวเซี่ยงไฮ้ให้ความเคารพสักการะบูชามากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า วัดจินอันซื่อ ที่กำลังสร้างใหม่ซึ่งผมเคยเสนอไปใน Entry ก่อน และรู้สึกว่า จะมีอายุเก่าแก่มากที่สุดในบรรดาวัดที่ตั้งอยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้
การมาที่วัดหลงฮวาซื่อมาง่ายๆโดยคุณนั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 หรือ สาย 4 หรือไม่ก็รถไฟลอยฟ้า สาย 3 เหมือน BTS ที่ประเทศไทยมาลงที่ Shanghai Stadium จากนั้นจับ Taxi มายังวัดหลงฮวาซื่อ ประมาณ 11 หยวน มิเตอร์ของ Taxi ยังไม่ทันเปลี่ยนตัวเลขก็ถึงแล้ว ด้านหน้าวัดจะเป็นเจดีย์ทรงจีนอายุได้ 700 ปีตั้งตระหง่านอยู่ ซึ่งมีการซ่อมแซมอยู่หลายครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ไม่เปิดให้คนเข้าชม เพราะทางวัดกลัวเจดีย์จะรับน้ำหนักคนที่อยากขึ้นไปเป็นจำนวนมากไม่ไหว เลยเป็นอาคารอนุรักษ์ที่มองได้ แต่เข้าไปสัมผัสไม่ได้
ซุ้มทางเข้าของวัดหลงฮวาซื่อ โดยทั่วไปวัดที่เมืองจีนกำแพงและผนังวัดจะทา สีเหลืองเข้ม ส่วนซุ้มประตูออกแบบมีสีแดงเป็นศิริมงคลแก่วัด วัดนี้ประตูรั้ว สืแดงเลย ที่น่าสนใจคือหน้าบัน บางครั้งเขาก็เอาโคลงกลอน หรือ ลายมือบุคคลที่มีชื่อเสียงมาทำหน้าบัน วัดนี้เสียค่าเข้าชม 10 หยวนต่อคน ห้ามเอาธูปเทียนจากข้างนอกไปไหว้ ในวัดจะมีธูปเทียนจัดเอาไว้ขาย ราคาแพงกว่าข้างนอกหน่อย
รูปขยายหน้าบันซุ้มประตูทางเข้า ตัวหนังสือจีนผมอ่านไม่ออกเพราะไปคนเดียวไม่มีคนจีนไปด้วย และไม่เคยถามความหมายแม้จะมาบ่อยๆ ข้างล่างมีปูนปั้นสิงห์โตจีนเหยียบเมฆเล่นลูกแก้วอยู่ ซุ้มประตูที่เมืองจีนมีเยอะมาก ไม่ว่าอาคารราชการ เอกชน หรือวัด และช่างก็ช่างคิดออกแบบได้น่าชมจริงๆ ถ้ามีโอกาสจะไปถ่ายรวม Hit ของซุ้มประตูแบบจีนสวยๆมาให้ชมกัน
เข้ามาด้านในซุ้มประตูเป็นลานกว้าง และโบสถ์ชั้นแรกที่เห็นอยู่ในรูป เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปของ พระศรีอริยเมตไตย ส่วนใหญ่ประตูนี้มักจะไม่ได้เปิด แต่จะเปิดประตูด้านข้างให้เดินอ้อมไปไหว้ ด้านในมีที่ขายธูปของทางวัดอยู่ในโบสถ์ พร้อมกับเครื่องรางของขลังของทางวัด
องค์พระพุทธรูปของพระศรีอริยเมตไตยประดิษฐานอยู่ในซุ้มจีน ด้านหน้าเป็นโต๊ะแท่นบูชา Styleจีน ที่นี่เหมือนวัดอื่นๆในประเทศจีน คือ ห้ามจุดธูปเทียนภายในโบสถ์ ให้จุดกลางแจ้งตามสถานที่ที่จัดไว้ให้ และมีกระถางธูปบูชาไว้สำหรับปักธูป แต่ทั่วไปวัดประเทศจีนไม่มีที่ปักเทียน น้อยวัดนักที่จะมีที่ปักเทียนเตรียมไว้ให้ ที่สำคัญห้ามถ่ายรูปในโบสถ์ บางครั้งก็กวดขันแบบเคร่งครัด บางครั้งก็ผ่อนปรนให้
ถัดเข้ามาของโบสถ์ชั้นที่สอง โบสถ์นี้เป็นที่ประดิษฐานของ พระมัญชุศร๊โพธิสัตว์ ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ และ เทพเจ้าแห่งความสงบร่มเย็น ผมเรียกชื่อท่านไม่ถูก แต่ถ้าใครดูภาพยนตร์จีนบ่อยๆจะจำได้ เทพฯองค์นี้ก็เคยรบกับ เห้งเจีย ตอนที่เห้งเจียไปอาละวาดบนสวรรค์
ด้านขวามือเป็นวิหารที่ประดิษฐานของ ตี้เจ้าหวาง ซึ่งเป็นพระอรหันต์ของจีนที่ดูแลเกี่ยวกับอาคารและที่ดิน ใครมาขอบ้านขอที่ดินกับองค์นี้จะประสพความสมหวัง โดยเฉพาะคนที่ทำธุระกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ด้านบนเป็นหอระฆัง ซึ่งเป็นระฆังเก่าที่มีมานานเป็น 100 ปี ถ้าจะตีระฆังต้องซื้อบัตรราคา 10 หยวนขึ้นไปตีระฆังที่ชั้น 3 และตีได้คนละ 1 ครั้ง
องค์ ตี้เจ้าหวาง ที่ผมกล่าวถึงในประเทศไทยที่ผมเคยเห็นมีองค์ท่านอยู่ที่ วัดมังกรคลาวาส ที่เยาวราชให้คนสักการะบูชา แต่ส่วนใหญ่คนไทยและคนจีนในไทยไม่ค่อยทราบว่า พระองค์ คือ ใคร ที่ประเทศจีนมีวัดที่สร้างและประดิษฐานองค์ ตี้เจ้าหวาง ที่โด่งดังและมีชื่อเสียงทั่วประเทศ อยู่ที่ภูเขาหวางซัน ในมณฑล อันฮุย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศจีน
วิหารด้านซ้ายมือเป็นที่ประดิษฐานของ เทพเจ้ากวนอู ซึ่งเป็นเทพฯที่ชาวจีนนับถือเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำการค้าขาย และตำรวจ ไม่ทราบว่าเกี่ยวกับตำรวจอย่างไร อาจจะหมายถึง ความซื่อสัตย์และรบเก่งของเทพเจ้ากวนอู ที่วิหารนี้ยังประดิษฐานองค์ไฉ่ซิงเอี๊ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ที่ประดิษฐานอยู่ด้านข้างของ เทพเจ้ากวนอู และเทพเจ้าอีกองค์ซึ่งเป็นองค์แก่ๆอาจเป็นแปะกง เทพเจ้าแห่งอายุยืน หรือเทพเจ้าปกครองที่ดินของวัด
องค์เทพเจ้ากวนอู ประทับอยู่ในซุ้มจีนที่ปิดกระจกพร้อมบริวารของท่าน ผมจำชื่อได้คนเดียว คือ กวนเป็ง ลูกชายของกวนอู เอง ด้านข้างคือ องค์ไฉ่ซิงเอี๊ย และ แปะกง ซึ่งเห็นนิดหน่อยอยู่ด้านข้าง
กลับมาที่โบสถ์ชั้นที่สอง องค์ที่เห็นนี้เข้าใจว่า คือ องค์พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ผมไม่ทราบประวัติของพระองค์ท่าน แต่อาศัยเคยเห็นรูปท่านในหนังสือพระ และน่าจะเป็นองค์ท่าน
ด้านข้างเป็นที่ประดิษฐานของ ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ อันมี ท้าวธตรฏร์ อยู่ประจำทิศตะวันออก ท้าววิรุฬหก อยู่ประจำทิศใต้ ท้าววิรูปักข์ อยู่ประจำทิศตะวันตก และ ท้าวกุเวร อยู่ประจำทิศเหนือ ซึ่งในโบสถ์จีนจะแยก ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ประดิษฐานด้านละสององค์
ท้าวจตุโลกบาลที่ประจำอยู่อีกด้าน ผมถ่ายรูปตกไปองค์หนึ่ง ผมจำไม่ได้องค์ไหน คือองค์ไหนถ้าเปรียบเทียบกับ ท้าวจตุโลกบาลของประเทศไทย เพราะไม่มีตำราศึกษา คงต้องให้ผู้รู้ชี้แจงให้ทราบ
องค์นี้ชาวจีน เรียกว่า เทพเจ้าเป่าผิง เป็นเทพเจ้าที่บันดาลให้ครอบครัวมีความสงบเรียบร้อย เดินทางไปไหนมาไหนปลอดภัย เป็นเทพเจ้าที่มี 3 ตาคล้ายกับ พระศิวะ ประดิษฐานอยู่หลังองค์ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ส่วนใหญ่คนจีนจะมากราบไหว้ตอนกลับบ้านหลังจากกราบไหว้องค์อื่นๆแล้ว
เข้ามายังโบสถ์ชั้นที่สาม ชั้นนี้จะเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา หรือพระพุทธเจ้า ที่เรานับถือกราบไหว้บูชา ด้านหน้ามีกระถางธูป และเจดีย์ที่คนจีนมักจะชอบมาโยนเหรียญใส่เข้าไปยิ่งโยนเหรียญเข้าไปในช่องที่อยู่ในชั้นบนสุดเพียงครั้งเดียว ถือว่า โชคดีมาก
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งสอง คือ พระโมคัลลานะ และ พระสารีบุตร ซึ่งเป็นพระประธานของวัดนี้ ด้านข้างตามระเบียงรายเป็นพระอรหันต์สาวก ผมจำไม่ได้องค์ไหนคือองค์ไหนเพราะปั้นใน Style จีน ทุกวัดในโปสถ์กลางจะมีระฆังแขวนไว้ ด้านล่างมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ดูเหมือนพระพุทธรูปถูกระฆังครอบ ให้คนจีนมาอธิฐานบูชา
ด้านหลังที่ประดิษฐานของพระพุทธเจ้า เป็นที่ประดิษฐานของ เจ้าแม่กวนอิม และบริวาร ธรรมดา Pattern ของวัดจีนจะมีลักษณะแบบนี้เหมือนกันหมด ถ้าไม่เข้าใจไปดูที่วัดมังกรคลาวาส ได้ เพราะผังการเรียงพระพุทธรูปและเทพฯเหมือนวัดที่ประเทศจีน
เข้ามาที่โบสถ์ด้านในเป็นที่ประดิษฐานของพระอมิตตาพุทธ พระอนันตาพุทธ และอีกองค์ไม่แน่ใจว่า ใช่ พระศร๊ศากยมุนี หรือไม่ ประดิษฐานเรียงกันอยู่ 3 องค์
องค์นี้แหละที่ผมเข้าใจว่า คือ พระศรีศากยมุนี ซึ่งประดิษฐานเป็นองค์กลางของโบสถ์นี้ ใครที่ทราบหรือศึกษาศิลปจีน ช่วยตอบให้ทราบกันด้วย
สององค์ที่ประดิษฐานด้านข้างปั้นมีหมวกครอบ ผมไม่ทราบหรอกองค์ไหน คือ พระอมิตตราพุทธ องค์ไหน คือ พระอนันตราพุทธ เพราะรูปพระองค์ท่านคล้ายเคียงกันมาก
องค์นี้แหละที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ซึ่งการแต่งทรงองค์เครื่องคล้ายๆกับองค์ที่อยู่ด้านบน จนจำแนกไม่ออก
วิหารด้านข้างทางซ้ายระหว่างโบสถ์ชั้นที่สามและชั้นที่สี่ เป็นที่ประดิษฐานของ เจ้าแม่กวนอิมสี่หน้าพันมือ องค์นี้ผมสงสัยว่า คงเป็นต้นแบบของ เจ้าแม่กวนอิมสี่หน้าพันมือ ที่วัดไทยแถวราชบุรีจำลองไปสร้างประดิษฐานประเทศไทย ผมนิยมมากราบไหว้องค์นี้ ด้านในมีเจ้าแม่กวนอิมปางอุ้มเด็ก เห็นคนจีนบอกว่าสร้างขึ้นเพื่อให้คนมาอธิษฐานให้ครอบครัวอยู่ร่มเย็นเป็นสุข และมาขอลูกขอหลานจากพระองค์ท่าน
วิหารสุดท้ายอยู่ระหว่างโบสถ์ชั้นที่สองและชั้นที่สามด้านเดียวกับวิหารของเจ้าแม่กวนอิมสี่หน้าพันมือ เป็นที่ประดิษฐานของพระอรหันต์ 500 พระองค์ของประเทศจีน องค์กลางด้านบน คือ พระอาจารย์ตักม้อ ซึ่งเป็นพระอินเดียที่มาเผยแพร่ศาสนาพุทธในประเทศจีน และเป็นผู้ที่สร้างวัดเสี่ยวลิ้มยี่
รูปสุดท้ายเป็นเจดีย์ที่คนจีนชอบมาโยนเหรียญเสี่ยงทายเพื่อความเป็นมงคล มีคนจีนให้เทียบความสูงเพื่อจะได้รู้ว่า เจดีย์นี้สูงแค่ไหน ตรงก้นของรูปทรงกลมมีการออกแบบให้เปิดได้ เพื่อให้ทางวัดเปิดเอาเหรียญที่คนจีนมาโยนอยู่ในเจดีย์เอาไปทำบุญกุศล สงสัยเรื่องวัดจีนอาทิตย์หน้าคงจะมีอีกแต่เป็นวัดที่ผู่โถวซัน ซึ่งเป็นที่ซึ่งเจ้าแม่กวนอิมไปบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จพระโพธิสัตว์ออกช่วยเหลือชาวโลก ผมกำลังหาวิธีเก็บภาพถ่ายไว้เยอะๆ เพราะที่นั่นมีหลายวัดที่หน้าสนใจ และจะเอารูปมาฝากเพื่อนๆ... |