| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ผู๋โถวซัน (ตอนที่ 2) เช้าวันที่สองของเกาะผู่โถวซัน วันนี้พระอาทิตย์โผล่หน้ามาจางๆให้เห็น พร้อมก้อนเมฆฝนค่อยๆจางหายไป ไม่มีฝนตกพรำๆเหมือนเมื่อวาน เราออกจากโรงแรมที่พักบนหาดจินซา (
ระหว่างทางเดินไปท่าเรือมีร้านค้าและร้านอาหารเป็นอาคารห้องแถว 2 ชั้นสถาปัตยกรรมจีนอยู่ข้างทาง ฝั่งตรงข้ามจะเป็นสวนสาธารณะและสระน้ำขนาดใหญ่ ผมแวะมาเติมกำลังตอนเช้าด้วยปาท่องโก๋ยาว 1 ฟุตสองตัว ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังท่าเรือ
ผมแวะมาถ่ายซุ้มประตูท่าเรือเก่า (Memorial Archway) ตรงท่าเรือตวนกู ( สันนิษฐานว่า เกาะลั่วเจียซัน เป็นเกาะแรกที่ เจ้าแม่กวนอิม มาบำเพ็ญเพียรก่อนที่จะย้ายมาเกาะผู่โถวซัน รูปร่างของเกาะคล้ายองค์พระพุทธไสยาสน์ มีคำกล่าวว่า ถ้าไม่ได้ไปไหว้ที่วัดและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกาะนี้ ถือว่ายังไม่จบการมานมัสการเจ้าแม่กวนอิม ที่ เกาะผู่โถวซัน การไปเกาะลั่วเจียซัน มีเรือไปทุกวันวันละสองเที่ยว เที่ยวแรกตอนเช้าไป 8.00 นกลับ 11.00 น. เที่ยวสองตอนบ่าย 13.00 น. กลับ 16.00 น. ซื้อตั่วได้บริเวณท่าเรือ เป็นตั๋วไปกลับ ผมลืมถามราคา คิดว่าประมาณคนละ 100 หยวน เพราะผมเคยข้ามไปแค่สองครั้งแรกที่มา กว่าจะตลุยไหว้พระบนเกาะลั่วเจียซัน ประมาณ 12 ที่บนเกาะแห่งนี้แทบไม่ได้พัก และไม่มีเวลาตั้งจิตอธิษฐาน เพราะต้องแย่งคนจีนต่างคนต่างแย่งกันไหว้ เที่ยวเรือหนึ่งมีคน 200 -300 กว่าคน เวลาที่ให้ 3 ชั่วโมงรวมเดินทางไม่พอไหว้และชมความงามของเกาะ
ตรงข้าม Memorial Archway มีวัดสำนักนางชี ซึหยิน (Ciyun หรือ Clouds of Mercy) อยู่ข้างๆ วัดนี้เห็นอยู่ทุกครั้งที่มาเกาะนี้ แต่ไม่เคยเข้ามาไหว้ คล้ายๆใกล้เกลือกินด่าง
ตอนที่เข้ามาในวัดนางชีนี้ประมาณ 8.00 น.คนยังไม่มาก เลยไหว้พระและชมความงามกันอย่างสบาย วัดนี้เป็นวัดเล็กๆ พระพุทธรูปและสิ่งศักด์สิทธิ์อยู่ในโบสถ์นี้ทั้งหมด ผมเข้าไปไหว้เสร็จตามประเพณีขอให้เขาเอาตราประจำวัดแสตมป์ที่หัวผม ต่อรองกันตั้งนานกว่าจะยอม เหตุที่ผมชอบแสตมป์ตราของทางวัด เพราะตราของวัดบางวัดที่เกาะผู่โถวซัน ประทานโดยพระมหากษัตริย์จีนสืบได้ไปจนถึงราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง และ ราชวงศ์ชิง
จากนั้นก็คือซุ้มประตูทางเข้าเกาะผู่โถวซันในตอนเช้า ซึ่งจะเห็นกลุ่มทัวร์แสวงบุญกลุ่มใหม่ที่มาถึงเกาะเช้านี้กับเรือกลางคืน กำลังรอรถโดยสารตรงท่ารถด้านข้างซุ้มประตูนี้ และเสียงไกด์ที่ตระโกนโหวกแหวกเรียกลูกกลุ่มทัวร์ของตน
ป้ายหินสลักอยู่ทางด้านข้างของซุ้มประตูเกาะผู่โถวซัน ผมไม่ได้เข้าไปดูอย่างใกล้ชิดว่าแกะสลักอะไร คิดว่าคงสร้างเสร็จเมื่อหนึ่งปีมานี้
บรรยากาศท่าเรือของเกาะ อาคารที่เห็นนี้เป็นอาคารขายตั๋วและอาคารพักอาศัยของคนที่จะมาขึ้นลงเรือระหว่างเกาะผู่โถวซันไปยังสถานที่อื่นๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ หนิงโป หรือ เกาะโจวซัน ที่เห็นคนใส่เสื้อหนาวเพราะ อากาศบนเกาะในช่วงนั้นอยู่ประมาณ 10 องศา
จากนั้นเราออกเดินลัดเลาะไปตามท่าเรือเก่าตรงสวนสาธารณะและสระน้ำฝั่งตรงข้ามกับร้านค้าในภาพแรกสุด เลยได้บรรยากาศของแหลมที่ยื่นไปใน ทะเลดอกบัว (
ระหว่างทางเดินผ่านมาเห็นชายหาดที่ทอดออกมามองเหลือบไปเห็น เจ้าแม่กวนอิมทะเลใต้ หรือ หนานไฮ่กวนอิม ทะเลนี้เวลาน้ำลดสามารถเดินข้ามไปไหว้ หนานไฮ่กวนอิม ได้เลย
ผ่านมาถึงสะพานซึ่งจะพาข้ามไปยัง South Heaven Gate คงไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทย เพราะมันจะเพราะเกินไป ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานของวัดเล็กๆอยู่วัดหนึ่ง ผมจะมาไหว้ทุกครั้งก่อนกลับจากเกาะนี้
ก้อนหินที่เห็นอยู่ในรูปนี่แหละครับ ที่เรียกว่า South Heaven Gate ตาม style ของจีนจะมีอักษรจีนสลักอยู่
วัดเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่หลัง South Heaven gate โปรดสังเกตสิงห์โตคู่เฝ้าประตูทางเข้าวัด บริจาคโดยครอบครัวคนไทยมีชื่อบริจาคติดไว้ตรงสิงห์โตทั้งสองตัว ผมไม่บอกชื่อนามสกุลหวังให้เพื่อนชาวโอเคเนชั่นมาอ่านกันเองที่นี่ และครอบครัวนี้ยังบริจาคเงินทะนุบำรุงซ่อมแซมวัดนี้อีก
โบสถ์ของวัดซึ่งมีขนาดเล็กๆกว่าวัดทั่วไปบนเกาะ แล้วก็เหมือนเคยเนื่องจากวัดนี้คนไทยมาบริจาคทำบุญ ดังนั้นพระวัดนี้ไม่ปฎิเสธในการแสตมป์ตราวัดบนหัวผม ผมลืมบอกไปโดยทั่วไปชาวจีนจะไปซื้อย่ามพระจีนสีเหลือง หรือ ผ้ารูปเจ้าแม่กวนอิม หรือ ธงสีเหลืองแล้วไปขอแสตมป์ตราวัดตามวัดต่างๆที่ตระเวณไปไหว้ ค่าแสตมป์ตรา 3 หยวน ต่อครั้ง แล้วกลับไปเอาไปทำกรอบแขวนไว้ที่บ้านเพื่อเป็นศิริมงคล ปีแรกๆผมก็ทำ แล้วยังเผื่อแผ่เอาไปแจกคนที่ประเทศไทย แต่เดี๋ยวนี้ให้แสตมป์บนหัวง่ายกว่า
เนื่องจากวัดนี้สร้างอยู่ในโขลดหินขนาดใหญ่ ผมจึงเดินขึ้นไปบนโขลดหินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลังคาวัด จึงได้ภาพนี้มามองออกไปยัง
ออกจาก South heaven gate ก็มาถึง พิพิธภัณฑ์ของเกาะผู่โถวซัน ซึ่งพึ่งสร้างเสร็จเมื่อปีสองปีที่ผ่านมานี้
รูปปั้นของพระที่ตั้งอยู่บนแท่นคอนกรีตระหว่างทางเดิน แต่ละแท่นหน้าตาของพระจะแตกต่างกันไปตามแต่ละแท่น
ศาลาทองริมสระน้ำ สร้างด้วยเหล็กเข้าใจว่าเป็นทองเหลืองแล้วทาสีทอง หลังคามุงกระเบื้องจีน
มาดูรายละเอียดกันชัดๆ จะเห็นว่า สีทองของจีนจะออกเป็นทองสีเหลือง ไม่สุกใสเมือนสีทองที่บ้านเรา
มาดูรูปปั้นของผู้หญิงกันบ้าง ผมเข้าใจว่าปั้นเป็นนางชีตั้งอยู่บนแท่นคอนกรีตเช่นกัน อยู่หลังศาลาทอง
ที่สระน้ำจะเรียงรายด้วยศาลารายบรรจุระฆังห้อยอยู่ภายใน ไม่ทราบได้อิทธิพลมาจากประเทศไทย อย่างเช่น โรงแรมสุโขทัย หรือ Resort ที่ประเทศไทยหรือเปล่า แต่ที่นีใส่ศาลารายเยอะมาก
ภาพขยายชัดๆ เพื่อให้เห็นสัดส่วนของศาลาราย และระฆังที่แขวนอยู่ภายในนั้น
นี่แหละคือ พิพิธภัณฑ์ ที่อุดส่าห์เดินมาดู แต่เมื่อมาถึงวันนี้ปิดไม่เปิดให้เข้าชม เดินมาถ่ายรูปกันซะเหนื่อยเลย แต่ไม่ได้ชมอะไรนอกจากบรรยากาศของสวนและสระน้ำ
เก็บบรรยากาศของสถานที๋เมื่อมองออกมาจาก ประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ สังเกตว่าหัวเสาราวกันตก ยังประดิษฐานด้วยพระสงฆ์ ซึ่งอย่างเคยแต่ละองค์หน้าตาไม่เหมือนกันสักองค์
ขยายรายละเอียดของรูปปั้นพระสงฆ์จีนให้ชมกัน น่ารักไปอีกแบบหนึ่ง ทุกองค์ประดิษฐานอยู่บนฐานดอกบัว
จากนั้นมีเวลาอีก 2 ชั่วโมงผมเดินไปดูบ้านพักของชาวบ้านที่อยู่บนเกาะผู่โถวซัน ที่เห็นอยู่นี้ คือซุ้มประตูทางเข้าบ้าน
ด้านในของซุ้มประตูทางเข้าบ้าน จะเห็นบันไดที่ทอดไปสู่ลานของตัวอาคาร
บ้านที่อยู่ตรงลานของอาคารที่ลอดเข้ามา สังเกตว่า จะเป็นการอยู่ของหลายครอบครัว ไม่รู้เขาแบ่งพื้นที่อาคารกันอย่างไร
ลาน และอาคารฝั่งตรงข้ามอาคารภาพด้านบน อาคารพวกนี้ไม่มีเครื่องทำความร้อน จะใช้เครื่องปรับอากาศที่สามารถเปลี่ยนเป็นลมร้อนหรือลมเย็นก็ได้ตามแต่สภาพอากาศ โดยปกติหน้าหนาวคนจีนไม่นอนเปิดเครื่องปรับอากาศกัน ถึงแม้อากาศจะถึง 0 องศาหรือติดลบ แต่จะใช้ผ้าหนวนห่มหลายๆชั้นแทน
นี่ก็คือทางเข้าบ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งสภาพอาคารผุกร่อนไปตามกาลเวลา สังเกตตะไคร่ที่ขึ้นตามผนังภายนอกของบ้าน
นหลังนี้ผมไม่รู้อยู่กันได้อย่างไร หลังคาก็เตี้ย สังเกตผนังปูนที่ลอกออกมาแล้ว และมีการก่ออิฐมอญเพิ่มเสริมเข้าไป แต่ไม่ยักกะฉาบปูนกัน หรือแพงก็ไม่รู้
เดินผ่านมาพบศาลาพักกลางทาง ระหว่างที่จะไป วัดภูจิ อีกครั้ง เห็นว่าสวยดีเลยเก็บมาฝาก
วันนี้มาแถววัดภูจิเพื่อมาดูอาคารบ้านเรือนและร้านค้าแถววัดภูจิ ใกล้ๆวัดจะขายของไหว้พระไหว้เจ้า และพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถัดไปจะขายพวกอาหารทะเลที่ทำสำเร็จ และมีร้านขายสังฆภัณฑ์ของพระจีน
บ้านบางหลังก็เป็นร้านค้า ร้านอาหาร อาคารออกแบบไต่ไปตามเนินเขา สีที่ใช้เน้นสีแดง เนื่องจากเป็นอาคารเก่าไม่ได้ออกแบบที่วางเครื่องปรับอากาศ จึงเห็นรกไปหมด
ที่ผมชอบบ้านจีนคือ ซุ้มทางเข้าบ้าน ที่ออกแบบได้สวยตามแต่ละพื้นถิ่น
ผมเอาภาพขยายซุ้มมาให้ดูเป็นลายปูนปั้นแบบจีน
ผมเอารูปสระน้ำหน้าวัดภูจิมาให้ดูอีกครั้ง พร้อมสะพานข้ามและศาลากลางน้ำที่เห็นอย่ไกลๆ เนื่องจากวันแรกฝนตกเลยถ่ายไม่ได้
อีกมุมหนึ่งของสระน้ำ ที่เห็นอยู่นี่คือด้านหลังของร้านค้าที่เราพึ่งเดินผ่านมา ตรงซอกตึกที่เห็น คือลานซักล้างสาธารณะที่ชาวบ้านมาใช้ซักผ้า ทำอาหาร เป็นกิจกรรมชุมชนอีกแบบหนึ่ง
ตรงทางออกวัดภูจิตรงท่ารถที่เชื่อมต่อไปยังสถานที่อื่นๆ จะมีเจดีย์เก่าแก่แบบจีนอยู่แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ผมไม่เคยเข้าไปดูข้างใน เพราะไม่เปิดภายในให้เข้าชม
คราวหน้าเมื่อมาใหม่ ผมตั้งใจจะขึ้นไปดูสถานที่แห่งนี้ที่มียอดเป็นทอง เพราะเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก สงสัยพึ่งจะสร้างเสร็จเมื่อปีสองปีมานี้ จากนั้นเราเดินทางกลับโรงแรมตอนเวลา 11.00 น.ในตอนเช้า เพื่อ Check-out ออกจากโรงแรมเพื่อไปหาอาหารกลางวันแบบง่ายๆทาน ก่อนที่จะขึ้นเรือ Hydrofoil กลับเซี่ยงไฮ้ในเวลา 12.30 น. การเดินทางใช้เวลา 3 ชั่วโมงมาขึ้นท่าเรือเซี่ยงไฮ้ที่ ท่าเรือหลู่เฉากัง (Luchaogang) ประมาณ 15.30 น. แล้วนั่งรถที่ทางเรือจัดให้เข้าสู่ตัวเมืองเซี่ยงไฮ้อีกชั่วโมงกว่า กว่าจะถึงบ้าน 18.00 น.พอดี ค่าโดยสารโดยเรือเร็ว Hydrofoil เที่ยวละ 255 หยวน ถ้าไปกลับ 500 หยวน โดยราคานี้รวมค่ารถจากเมืองเซี่ยงไฮ้มาถึงท่าเรือหลู่เฉากัง ค่าโดยสารเรือกลางคืนผมไม่ทราบบอกหรือยัง ผมบอกอีกที ค่าที่พักมีหลายประเภท ห้องนอนชั้นสองราคา 289 หยวน และ 229 หยวน ต่อเที่ยว ถ้าชั้นสาม 199 หยวนต่อเที่ยว เพื่อนๆคงคิดค่าใช้จ่ายในการไปเกาะผู่โถวซันในแบบไปกันเองได้นะครับ ก็เป็นอันจบเรื่องการไปเที่ยว เกาะผู่โถวซัน และนมัสการ เจ้าแม่กวนอิม บนเกาะนี้ ประเทศจีนยังมีที่เที่ยวที่ไม่อยู่ในโปรแกรมทัวร์สำหรับชาวไทยอีกมาก ถ้าผมมีโอกาสไปจะเอามานำเสนอให้เพื่อนๆได้รับรู้เรื่อยๆ.... |