| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
จูตี้...จักรพรรดิ Visionไกลของราชวงศ์ หมิง หลังจากที่ผมนั่งซุ่มอ่านหนังสือ 1421 ปีที่จีนค้นพบโลก และติดตามข้อเขียนของประวัติศาสตร์เกี่ยวกัย เจิ้งเหอ (郑和) หรือที่เราคนไทยรู้จักในนาม ซำปอกง ผู้ซึ่งเดินทางจากประเทศจีนมาเยือนประเทศไทย เมื่อ 570-600 กว่าปีก่อน และเป็นผู้สร้าง พระหลวงพ่อโต และ วัดพนัญเชิง ที่ อยุธยา ทำให้ผมอยากทราบถึงกษัตริย์ที่ปกครองประเทศจีนในสมัยนั้น ผู้ซึ่งออกคำสั่งให้ เจิ้งเหอ ออกเดินทางสู่ท้องทะเลถึง 7 ครั้ง และเหตุผลในการต้องออกเดินทางสู่ท้องทะเล
จักรพรรดิองค์นี้มีนามว่า จูตี้ (朱棣) เป็นราชโอรสองค์ที่ 4 ของ จูหยวนจาง ผู้สถาปนาราชวงศ์ หมิง หรือ ต้าหมิง(大明) ราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองโดยชนชาติฮั่น หรือ คนจีน จากกองทัพประชาชนที่ลุกฮือก่อกบฎต่อราชวงศ์หยวน นำโดย จูหยวนจาง ในปี ค.ศ. 1368 ตั้งเมืองหลวงเป็นราชธานีอยู่ที่เมือง นานจิง และขนานพระองค์ว่า หมิงไท่จู่ (明太祖) เนื่องจากการที่ จูหยวนหวาง เป็นคนที่ขี้หวาดระแวงจึงปราบปรามขุนนางที่มีคุณูปการต่อแผ่นดินเป็นจำนานมาก และส่งราชโอรส 24 พระองค์ไปครอบครองเป็นเจ้ารัฐประจำหัวเมืองต่างๆ รวมทั้ง จูตี้ ที่ไปปกครองอยู่รัฐเอี๋ยน (燕王) ในปีที่ จูหยวนจาง หรือ หมิงไท่จู่ ทรงมีพระชนม์มายุ 64 ชันษา รัชทายาท จูเปียว(朱标) กลับด่วนสิ้นพระชนม์กระทันหัน จูหยวนจาง เสียพระทัยมากึงได้แต่งตั้ง จูหยุ่นเหวิน(朱允炆)บุตรชายของ จูเปียว ขึ้นเป็นรัชทายาทแทน ซึ่งเป็นการตัดสินพระทัยในครั้งนี้ที่ถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ หลังจากที่ หมิงไท่จู่ สวรรคต จูหยุ่นเหวิน ขึ้นครองราชย์ด้วยวัยเพียง 21 พรรษามีพระนามว่าฮุ่ยตี้ (惠帝) มีชื่อรัชกาลว่า เจี้ยนเหวิน (建文) หลังก้าวสู่บัลลังก์มังกรไม่นาน ฮุ่ยตี้ ทรงเชื่อข้อเสนอที่ให้ยกเลิกเจ้ารัฐหัวเมืองของขุนนางใหญ่จึงทยอยปลดเจ้ารัฐโจว รัฐไต้ รัฐฉี รัฐเซียง โดยบางคนถูกลดขั้นเป็นสามัญชน บ้างก็ถูกประหาร อีกทั้งใช้ข้ออ้างป้องกันชายแดง โยกย้ายกองกำลังของจูตี้ เจ้ารัฐเอี๋ยน เพื่อเตรียมปลดในลำดับต่อไป ทว่าคำสั่งนี้ถูกเจ้ารัฐเอี๋ยนได้แก้ลำด้วยการใช้ข้ออ้าง กำจัดขุนนางชั่วข้างกายฮ่องเต้ (清君側) เคลื่อนทัพลงใต้ ยกพลมุ่งลงมายังนานจิง โดยเรียกชื่อกองทัพว่า กองทหารจิ้งหนัน (靖难之役)ที่มีความหมายว่า กองทหารกำจัดเภทภัยภายในขึ้น สงครามกลางเมืองครั้งนี้กินเวลายืดเยื้อกว่า3 ปีจนถึงปี ค.ศ. 1402 เมื่อกองทัพของจูตี้บุกถึงเมืองหลวง หลีจิ่งหลง แม่ทัพรักษาเมืองได้เปิดประตูเมืองให้ทัพจิ้งหนานเข้าเมือง ทว่าในยามนั้น กลับมองเห็นว่าพระราชวังเกิดเพลิงลุกโหมพวยพุ่ง กว่าที่ จูตี้ เจ้ารัฐเอี้ยนได้ส่งทหารเพื่อไปดับเพลิง ก็พบว่ามีคนถูกคลอกตายไปแล้วไม่น้อย ในขณะที่ หมิงฮุ่ยตี้ ก็เหมือนหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งนักประวัติศาสตร์ได้เรียกเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า การจลาจลจิ้งหนาน (靖难之变) เมื่อยึดครองเมืองอิ้งเทียนได้แล้ว จูตี้ จึงปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ ทรงมีพระนามว่า หมิงเฉิงจู่ (明成祖) และตั้งชื่อรัชกาลว่า หย่งเล่อ (永乐) หลังทรงครองราชย์แล้ว ในปีแรกของรัชกาลหย่งเล่อ ทรงเปลี่ยนชื่อ เป่ยผิง เป็น เป่ยจิง (ปักกิ่ง) อีกทั้งมีดำริจะย้ายศูนย์กลางการปกครองขึ้นไปอยู่ทางเหนือ ดังนั้นในปี ค.ศ.1416 ทรงมีรับสั่งสร้างพระราชวังขึ้นที่ปักกิ่ง ใช้ระยะเวลาการสร้างถึงเกือบ 4 ปี ด้วยการระดมช่างฝีมือจากเหอหนัน ซันตง ซานซี และ อันฮุยจำนวนหลายแสนคน จนสำเร็จเสร็จสิ้นในราวปี ค.ศ. 1420 จากนั้นในปี ค.ศ. 1422 จึงมีราชโองการให้ย้ายราชธานีจาก นานจิง ไปยัง ปักกิ่ง อย่างเป็นทางการ
หมิงเฉิงจู่ เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับด้านวิทยาการความรู้ โดยรับสั่งให้รวบรวมสรรพวิชาที่มีมาตั้งแต่ในอดีตไม่ว่าจะเป็นดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ พยากรณ์ศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา ศิลปะ ฯลฯขึ้น มีการระดมบุคคลากร 147 คน เข้ามาช่วยกันจัดเรียบเรียง และออกมาเป็นเล่มในครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1404 ทว่า หมิงเฉิงจู่ ยังเห็นว่าตำราดังกล่าวยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์พอ จึงให้ทำการปรับปรุงแก้ไขอีกครั้ง คราวนี้มีการใช้คนเรียบเรียงและเขียนทั้งสิ้นมากถึง 2,169 คน และใช้ หอคัมภีร์เหวินยวน (文渊阁) ที่ นานจิง เป็นที่เก็บตำรา การเรียบเรียงแก้ไขครั้งนี้ได้ลุล่วงในปี 1407 และคัดลอกเย็บเล่มเสร็จสิ้นในปีถัดมา มีจำนวนทั้งสิ้น 22,877 บรรพ จัดเรียบเรียงเป็น 11,095 เล่ม ฮ่องเต้หมิงเฉิงจู่ ได้พระราชทานนามว่า สารานุกรมหย่งเล่อ (永乐大典) ในประวัติศาสตร์ที่เล่าสืบต่อกันมา หลังจาก หมิงเฉิงจู่ ได้ชิงบัลลังก์มาจากพระนัดดา สิ่งที่ส่งผลให้ไม่สบายพระทัยมาโดยตลอดก็คือหลังเกิดเพลิงไหม้พระราชวังแล้ว กลับไม่สามารถค้นพบพระศพของ หมิงฮุ่ยตี้ (จูหยุ่นเหวิน) และเพื่อสืบเรื่องราวดังกล่าวให้ชัดเจน จึงมีพระประสงค์ที่จะส่งขุนนางออกไปเพื่อตามหาร่องรอยอย่างลับๆภายหลัง หมิงเฉิงจู่ ทรงมีดำริว่า หมิงฮุ่ยตี้ อาจจะหลบหนีออกไปทางทะเล จึงตัดสินพระทัยที่จะสร้างขบวนเรือเพื่อเดินทางไปค้นหา โดยพระองค์ได้มอบหมายภาระหน้าที่นี้ให้กับ เจิ้งเหอ (郑和) ขันทีที่ติดตามพระองค์มาเป็นเวลานาน ในปี ค.ศ. 1405 ขบวนเรือของ เจิ้งเหอ อันประกอบด้วยเรือที่ประกอบด้วยเรือสินค้า เรือรบ และเรือสนับสนุนในแบบต่างๆ โดยแบ่งเป็นเรือใหญ่จำนวน 62 ลำ และเรือเล็กอีกมากกว่า 200 ลำ พร้อมด้วยผู้คนกว่า 27,800 คน อันประกอบด้วยลูกเรือ ทหาร ช่างเทคนิค นักพยากรณ์อากาศ แพทย์ และล่าม และแล้วกองเรือยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์จีนและของโลกในยุคนั้นจึงได้เริ่มออกเดินทางโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะตามหาร่องรอยของ หมิงฮุ่ยตี้ รวมไปถึงเจริญสัมพันธไมตรีกับแว่นแคว้นต่างๆ อีกทั้งเป็นการไปแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าอีกด้วย มีผู้กล่าวหาว่า สาเหตุการล่มสลายของ ราชวงศ์หมิง ส่วนหนึ่งมาจากการฟอนเฟะของการปกครองที่ขันทีเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง และอีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ จูตี้ หรือ หมิงเฉินจู่ เผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรบุคคลเป็นจำนวนมากในการสร้างกองทัพเรือมหาสมบัติเพื่อติดตามข่าวของ หมิงฮุยตี้ ฮ่องเต้องค์ก่อนและเจริญสัมพันธกับต่างประเทศ แต่ถ้าเรามาศึกษาประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นให้ดี จะพบว่า การค้าขายและเจริญสัมพันธไมตรีกับทางตะวันตกในสมัยก่อนผ่าน เส้นทางสายไหม( สิ่งที่น่าสนใจถ้าอ้างถึงทฤษฎีของ กาวิน แมนซี ซึ่งกล่าวอ้างว่า ในช่วงนั้นยุโรปยังเป็นคนเถื่อน และวิวัฒนาการและความรู้ยังไม่พัฒนาเท่าประเทศจีน เป็นไปได้ว่า ประเทศในแถบเอเชียมีการค้าขายทางเรือทะเลกันมาตั้งนานแล้ว ก่อนที่เราจะค้าขายกับยุโรปหรือตะวันตก ชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายกับประเทศไทยก็เป็นพวก แขกมัวร์ หรือ ชาวเปอร์เซีย ก่อนที่จะเป็น ชาวโปรตุเกส ชาติแรกของยุโรปที่เข้ามาในเอเชีย เพราะการเดินเรือของโปรตุเกส รุดหน้ากว่าชาติอื่นในยุโรปในยุคนั้น แล้วตามมาด้วยประเทศสเปญ ในขณะเดียวกัน ประเทศจีน ที่อ้างตัวเองเป็น ประเทศศูนย์กลางของโลก ตามชื่อเรียกประเทศว่าจงกั๊ว(中国)เป็นไปได้มากที่ หมิงเฉิงจู่ ถือโอกาสที่กองเรือจีนออกทำการค้าหาเหตุสำรวจโลก และทรัพยากรธรรมชาติของโลกไปในตัว สัตว์ประหลาดอย่างเช่น ยีราฟ สัตว์ในทวีปแอฟริกา นำเข้าสู่ประเทศจีนในช่วงยุคนี้ แต่ในปลายสมัยเมื่อมีการโอนถ่ายอำนาจให้ฮ่องเต้องค์ใหม่ ฮ่องเต้องค์ใหม่ไม่เข้าใจถึง วิสัยทัศน์ ของ หมิงเฉิงจู่ ประกอบกับประชากรเดือดร้อนเนื่องจากการเดินทางสำรวจทะเลของ เจิ้งเหอ อาจได้ผลประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะได้ เนื่องจากประเทศต่างๆที่เรือมหาสมบัติของจีนไปถึง ยังไม่พัฒนาหรือเจริญรุ่งเรืองพอที่จะทำมาค้าขายกันได้ จึงทำให้ฮ่องเต้องค์ใหม่ตัดสินใจยกเลิกโครงการณ์นี้และปิดประเทศด้านการเดินเรือ ทำให้วิวัฒนาการการเดินเรือของจีนต้องหยุดลง เมื่อมาอ่าน 1421 ปีที่จีนค้นพบโลก ถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริงตามที่ กาวิน แมนซี นำเสนอ น่าเสียดายจริงๆที่ฮ่องเต้องค์ต่อมาไม่ยอมสานต่อโครงการนี้ ไม่งั้นแทนที่ชาวตะวันตกที่พัฒนาจนเป็นประเทศพัฒนาแล้วและครองโลกในปัจจุบัน อาจจะกลายเป็นชาวตะวันออกก็ได้ เพราะกองเรือมหาสมบัติของ เจิ้งเหอ ที่ไปทำการค้าและสำรวจโลกไม่ได้มีแต่เรือของประเทศจีน แต่ยังนำเรือสินค้าของประเทศญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย และประเทศในเอเชียตะวันออกกลางร่วมเดินทางไปด้วย.. เมื่อเขียนมาถึงตอนนี้แล้วเสียดายวิถีการคิดของคนเอเชียซึ่งมักไม่ยอมถ่ายทอดและมีการบันทึกไว้ให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานเหมือนชาวตะวันตกให้ไว้เรียนรู้ และทราบว่า หลังจาก หมิงเฉิงจู่ สิ้นพระชนม์ ยังมีการทำลายบันทึกและเอกสารที่กองเรือของเจิ้งเหอ บันทึกไว้ทำลายทิ้งซะเป็นส่วนมากด้วย เหลือทิ้งไว้เพียง 1-2 เล่ม ใครสนใจลองไปหาอ่านต่อเองนะครับ..... |