| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
ซัวเถา..การงานและการหารากเกิด ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทะเราะกันไม่เลิก แม้กระทั่งความดีและความเลวยังแยกกันไม่ออก ผมคนไทยคนหนึ่งขอภาวนาให้เราผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปด้วยดี แต่อย่างไรก็ดีผมก็เสียดายโอกาสของประเทศไทยในทุกๆด้าน ซึ่งอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราไม่เคยประสพวิบัติภัยที่ร้ายแรงตามธรรมชาติ ดังเช่น พม่าที่เจอพายุนาร์กีส อินโดนีเซียที่แผ่นดินไหวอยู่บ่อยๆ หรือเวียดนามที่โดนพายุถล่มทุกปี แม้กระทั่งประเทศจีนที่ประสพแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวน จนมีเวลาว่างให้คนไทยมากัดกันเอง เมื่อเอ่ยถึงประเทศจีนครั้งนี้ผมได้มีโอกาสไปประชุมและทำงานที่เมือง เจ๋ยหยาง (揭阳) ติดกับเมือง ซันโถว(汕头) หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามเมือง ซัวเถา ซึ่งเป็นที่อยู่ของคนแต้จิ๋ว ถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษของคนจีนสัญชาติไทยส่วนใหญ่ในประเทศไทย จริงๆแล้วเมือง ซัวเถา แต่เดิมเป็นอำเภอที่ขึ้นตรงต่อเมือง เฉาหยาง (潮阳) และเมือง เฉาโจว (潮州)ปัจจุบันรัฐบาลจีนยกระดับ ซัวเถา ขึ้นเป็นเมืองใหญ่ และให้เมือง เจ่ยหยาง เฉาหยาง และ เฉาโจว เป็นเมืองบริวาร ผมเดินทางจากเมืองเซี่ยงไฮ้เพื่อมาทำงานที่นี่เป็นเวลา 2 วัน อีกวันจะเข้าเมือง กวางโจว (广州)เพื่อจะไปดูงานต่อณ.ที่นั่นและเมือง ฝอซัน (佛山)เมืองที่เป็นบ้านเกิดของ หวงเฟยฮง ที่คนไทยรู้จักกันดี จึงเป็นการเดินทางเพื่อทำงานไปด้วยและซึมซับบรรยากาศของแต่ละเมืองไปด้วย เอาความประทับใจมาเล่าสู่กันฟัง หลังจากลงเครื่องบินที่สนามบิน ซัวเถา แล้วเป็นเวลา 13.00 น. สนามบินนี้ใช้เป็นสนามบินของกองทัพอากาศจีนด้วยเช่นเดียวกับสนามบินดอนเมือง ซึ่งทางรัฐบาลจีนมีโครงการจะสร้างสนามบินแห่งใหม่ในบริเวณที่ดินซึ่งอยู่ตรงกึ่งกลางของสามเหลี่ยมของเมือง ซัวเถา เจ๋ยหยาง และเฉาโจว เพื่อเชื่อมการคมนาคมเข้าด้วยกัน ผมออกเดินทางไปเมืองเจ๋ยหยางเพื่อจะเข้าประชุมในเวลา 15.00 น.การเดินทางจากสนามบินใช้เวลา 1 ชั่วโมง ก่อนไปประชุมคนที่มารับพาผมเข้าไปทานอาหารในกลางเมือง ซัวเถา เป็นก๋วยเตี๋ยวผัด Style แต้จิ๋ว พร้อมซุปเลือดไก่และเครื่องใน รสชาติถูกปากคนไทยเพราะรสชาติเหมือนกินอยู่ที่ประเทศไทยเลย เลยได้มีโอกาสชมเมืองก่อนไปประชุม
วันที่ผมมาถึงนี้มีฝนตกตลอดเกือบทั้งวัน ถนนสายนี้เป็นถนนซอยอยู่ใจกลางเมืองมีร้านอาหารอร่อยๆเรียงรายเกือบทั้งสายถนน สังเกตบ้านเมืองของเขาไม่แตกต่างจากบ้านเมืองของคนจีนที่อยู่ในประเทศไทย เป็นห้องแถวเปิดเป็นร้านค้าขาย และมีต้นไม้ปลูกอยู่ทั้งเกาะกลางถนนและฟุตบาตด้านข้าง ร่มเย็นน่าอยู่จริงๆ นี่ถ้าไม่มีป้ายร้านค้าและป้ายโฆษณาที่เป็นภาษาจีน ผมเองยังนึกว่าอยู่ประเทศไทย เมือง ซันโถว เคยได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่มีสภาพภูมิอากาศดีที่สุดในประเทศจีน ไม่โดนผลกระทบของสภาวะอากาศเป็นพิษ ตัวเมืองติดทะเลอากาศร่มรื่นตลอดทั้งปี สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศคล้ายๆเมืองไทย จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนแต้จิ๋วหนีมาอยู่ประเทศไทยกันเยอะ อีกเหตุผลหนึ่งที่คนแต้จิ๋วหนีมาประเทศในแถบประเทศเอชียตะวันออกเฉียงใต้แทนที่จะอพยพไปยุโรปหรืออเมริกา เพราะคนแต้จิ๋วเป็นชาวบก อพยพหนีภัยสงครามมาตั้งแต่มณฑลทางตอนเหนือแถวหูเป่ย เข้าไปทางแถบฝู๋เจี้ยน และมาตั้งถิ่นฐานในแถบเมือง ซัวเถา เมื่อจะอพยพไปยังต่างประเทศสมัยก่อนจึงกลัวทะเลจึงอพยพไปยังประเทศที่ไม่ไกลฝั่งทะเลเท่าไรลัดเลาะชายฝั่งทะเลไป ไม่เหมือนชาวกวางโจวที่เป็นชาวทะเล
ผมเอารูปสามล้อมาให้ชมกันอีกที ที่นี่สามล้อเขาเรียกตามภาษาแต้จิ๋วว่า ซำล้ง แต่คนจีนในไทยเรียกว่า ซาเล้ง เสียงจะเพี้ยนกันอยู่นิดหน่อย ฟังดูพอเข้าใจได้ พอฟังภาษาที่นี่ชินๆนึกว่า ได้กลับมาอยู่ประเทศไทยแล้ว ที่นี่ยังมีตลาดโต้รุ่งเริ่มตอนเที่ยงคืน ขายอาหารเหมือนร้านข้าวต้มกุ๋ยบ้านเรา เสมือนว่าให้เที่ยว Pub & Bar เสร็จแล้วมาต่อร้านข้าวต้มข้างถนน ตกตอนเย็นก็จะเห็นอาเจ็ก อาแปะลากเก้าอี้มาไว้หน้าร้านนั่งสนทนาหน้าร้านผึ่งลมกัน ประเพณีที่นี่ยังมีอยู่ แต่ของที่ประเทศนับวันจะหายไปแล้ว เพราะเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ สังคมพึ่งพาเครื่องใช้ไฟฟ้า และเทคโนโลยี่ Entry ถัดไปจะแนะนำอาหารจานเด็ดของแต้จิ๋วให้เพื่อนๆ ผมกินอยู่ตั้ง 2 มื้อ ไม่กินไม่ได้เพราะว่า อร่อย จนจอมเสียสัตย์ต่อ เจ้าแม่กวนอิม แล้วจะนำมาเล่าให้ฟัง... |