| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
บันทึกของหม่าเอี้ยน..มาช้าดีกว่าไม่มา สมัยตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยอยู่ในวัยแสวงหาตอนปีที่ 2 เมื่อไม่นานมานี้จำได้ว่า อ่านหนังสือทุกอย่างที่ขวางหน้า จนเพื่อนโยนหนังสือเล่มหนึ่งให้อ่าน บอกว่า ตอนนี้จิตใจยังใสบริสุทธิ์อยู่เอาหนังสือเล่มนี้ไปอ่านหน่อย หนังสือที่ว่ามีชื่อว่า ต้นส้มแสนรัก แต่งโดย โจเซ่ วาสคอนเซลอส แปลโดย มัทนี เกษกมล ที่ผมได้รับเป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรก เห็นหน้าปกแล้วทิ้งไม่ลง เพราะออกแบบหน้าปกได้เก่งมาก นิยายเรื่องนี้หน้าปกออกแบบได้โดนใจผมคือ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 และพิมพ์ครั้งที่ 2 ใครไม่เคยเห็นหน้าปกสองแบบนี้ลองหามาดู แล้วคุณจะลืมเล่มที่คุณถือในฉบับที่พิมพ์ครั้งใหม่ๆ ต้นส้มแสนรักเป็นนิยายของเด็กน้อยชาวบราซิลอายุประมาณ 5-6 ขวบ ชื่อว่า เซเซ่ ที่สร้างโลกของตัวเอง จนเมื่อผมอ่านไปน้ำตาก็ซึมไป อย่างที่บอกไว้จิตใจยังใสสะอาดอยู่ ผมว่า ชาวโอเคเนชั่นเกือบทุกคนคงได้อ่านผ่านตา เพราะพิมพ์กันจนถึงครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ จากนวนิยายเรื่องนี้ผมพึ่งได้อ่านเรื่องจริงที่เป็นบันทึกของเด็กสาวชนเผ่าส่วนน้อยในประเทศจีน เล่มที่ผมได้รับเป็นเล่มที่มีการจัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 2 แล้ว หลังจากที่ผมไปแนะนำหนังสือเรื่อง มุกมังกรให้น้องเขาอ่าน น้องเขาก็เลยเอาหนังสือเล่มนี้มาแลกกันอ่าน ผมกำลังหมายถึง หนังสือที่มีชื่อว่า บันทึกของหม่าเอี้ยน
หนังสือเล่มนี้นำเสนอโดย ปิแอร์ อาสกิ นักข่าวประจำสำนักงานปักกิ่ง ชาวฝรั่งเศส ของหนังสือพิมพ์ ลิเบราซิยง แปลและเรียบเรียงโดย ปานชีวา บุตราช นำเสนอบันทึกประจำวันของเด็กสาวน้อยชนชาติหุย จากหมู่บ้าน จางเจียซู่ เขต ซีไห่กู้ ในเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย ประเทศจีน ซึ่งเป็นเขตที่ยากจนติดอันดับ 1ใน 10 ของประเทศจีน ภูมิประเทศแร้นแค้น และห่างไกลจากความเจริญทั้งปวง สิ่งที่หม่าเอี้ยนเด็กน้อยวัย 13 ปีอยากทำที่สุดในชีวิต คือ การอยากเรียนหนังสือ เธอต้องออกจากการเรียนถึง 2 ครั้ง เนื่องจากการไม่มีเงินชำระค่าเล่าเรียน และในสังคมของชุมชนของเธอนิยมให้เด็กผู้ชายเรียนมากกว่าเด็กหญิง เด็กหญิงมักได้เรียนแค่ชั้นประถม 3-4 และออกจากโรงเรียนเพื่อรอการแต่งงานในอายุเยาว์วัย หม่าเอี้ยนมีน้องชายอีก 2 คนซึ่งพ่อแม่พยายามส่งให้เรียนหนังสือ แต่ตัวเธอพ่อแม่ให้หยุดเรียน เธอรบเร้าพ่อแม่จนแม่ของเธอไม่มีทางออก พอดีมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศมาเยี่ยมชมหมู่บ้านของเธอพร้อมกับ ปิแอร์ อาสกิ ขณะที่ทางการจีนกำลัง Present ความสำเร็จของหมู่บ้านซึ่งเป็นการสร้างภาพ แม่ของเธอด้วยความหมดปัญญาได้ยื่นหนังสือบันทึกประจำวันของหม่าเอี้ยนให้คณะชาวต่างชาติคณะนั้นเอาไปอ่าน โดยบอกว่า มันมีความหมายต่อเธออย่างยิ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของปลายอุโมงค์ที่มีแสงสว่างรออยู่ หม่าเอี้ยน และน้องชายต้องเดินไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนในเมืองอวี้วั่งทุกบ่ายวันอาทิตย์เป็นระยะทาง 20 กว่ากิโลเมตร ซึ่งใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง และพักอยู่หอพักที่โรงเรียน จนเย็นวันศุทร์ถึงจะเดินกลับบ้านใช้เวลาพอๆกัน หมู่บ้านจะมีแต่เพียงรถลากที่ใช้ในงานเกษตรกรรม ที่เก็บค่าโดยสารเพียง 1 หยวน หรือ 5 บาท ครอบครัวเธอก็ยังไม่มีปัญญาจ่ายค่าโดยสาร คล้ายๆกับเด็กแถวอิสาน หรือ เด็กชาวเขาบ้านเรายังไงก็ไม่รู้ ตั้งแต่เด็กจนผ่านมาหลายสิบปี ปัญหานี้ในเมืองไทยก็ยังไม่เปลี่ยน บันทึกของหม่าเอี้ยนได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ ลิเบราซิยง และกระทบต่อจิตใจของเด็กๆชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในโลกศิวิไลซ์ถึงกับรวบรวมเงินส่งมาช่วยหม่าเอี้ยน และบันทึกเล่มนี้ยังได้จัดพิมพ์เผยแพร๋ไปทั่วยุโรปและญี่ปุ่น เผยแพร่ไปมากกว่า 17 ภาษา จนสถานีโทรทัศน์ CCTV ของประเทศจีน ต้องหันมาสนใจ ต้องเชิญเธอมาออกทีวีสัมภาษณ์พร้อมกับแม่ของเธอ ปัจจุบันครอบครัวเธอฐานะดีขึ้นเพราะได้ค่าลิขสิทธิ์จาการขายบันทึกของเธอ และตอนนี้เธอเรียนอยู่มหาวิทยาลัยอย่างที่เธอปรารถนา สิ่งที่ดีที่สุดจากการที่เรื่องนี้เผยแพร่ออกไป มีการจัดตั้ง มูลนิธิ เพื่อช่วยเด็กที่ด้อยโอกาสในเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย จากหมู่บ้านเธอจนถึงหมู่บ้านข้างเคียง ผมอ่านเรื่องนี้ไปน้ำตาคลอไปเหมือนที่ผมอ่านต้นส้มแสนรัก อารมณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดกับผมในการอ่านนานแล้ว เพียงเพราะเรามัวแต่แสวงหาสิ่งต่างๆให้กับตนเองและครอบครัว จนบางครั้งละเลยเพื่อนร่วมชาติ หรือเพื่อนร่วมโลก โดยเฉพาะเด็กๆทั้งหลายที่จะเป็นกำลังสำคัญในอนาคต อยากชักชวนให้เราหันมามองปัญหาพื้นฐานที่เป็นปัญหาของบ้านเราโดยเฉพาะเด็กๆที่เป็นอนาคตของชาติ เหมือนกิจกรรมดีๆที่ชาวโอเคเนชั่นได้เริ่มทำไปบ้างแล้ว แต่อย่างไรอย่าลืมสานต่อ เพราะการทำสิ่งดีๆอย่างนี้ไม่ค่อยมีมาบ่อยๆถ้าคนเราขาดจิตสำนึก...ไม่งั้นคนของประเทศเราคงต้องทะเราะกันทุกวันเหมือนที่เป็นอยู่ในข่าวสารปัจจุบันนี้ |