| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อผมต้องไปโรงพยาบาลที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อสองสัปดาห์ก่อนเจ้านายเก่าจากประเทศไทยมาธุระที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ตามประสาข้าเก่านายเลี้ยงผมเลยจำเป็นต้องออกไปรับรองเจ้านายผมและแขกชาวญี่ปุ่นที่มาด้วยกัน หลังจากที่ไปรับรองที่ Huayuan Jiudian อ่านว่า ฮวาหยวนจิ่วเตี้ยน หรือ โรงแรมฮวาหยวน เจ้าของเป็นคนญี่ปุ่น โรงแรมเป็นอาคารเก่าก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มีสวนอยู่ด้านหน้า บนถนน Maoming Lu (เหม้าหมิงลู่) ตัดกับ ถนน Huaihai Lu (ถนนฮวยไฮ่) ซึ่งถนนสายนี้พยายามเลืยนแบบ ถนน ชองอารีเซ่ ในกรุงปารีส หลังจากร่วมประชุมกับเจ้านายเก่าและแขกของเจ้านายเสร็จตอนเที่ยง เลยมีการชวนไปทานอาหารญี่ปุ่น ในขณะที่ทานอาหารญี่ปุ่นทันใดเลือดกำเดาก็ไหลออกมาจากจมูกผม ซึ่งผมไม่เคยเลือดกำเดาไหลมาก่อน ห้ามพักเดียว เลือดกำเดาก็หยุด หลังจากนั้นผมก็ไปส่งเจ้านายและแขกของเขา ต่อจากนั้นเลือดกำเดาก็ไหลอยู่เป็นระยะช่วงเช้า กลางวัน และเย็น โดยเฉพาะตอนเข้าห้องน้ำ ถ่ายหนักเลือดกำเดามักจะไหลจนรู้สึกรำคาญเลยตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลในเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเคยปวารณาแล้วถ้าเป็นอะไรที่นี่จะยอมซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไปรักษาที่ประเทศไทยดีกว่า ก่อนจะไปโรงพยาบาลขณะที่ไปทำงานที่ห้าง Super Brand Mall มีห้องพยาบาลอยู่ด้วย เลยให้พยาบาลจีนตรวจความดันโลหิตให้ ผลปรากกฎออกมาว่า ความดันอยู่ที่ 150/90 ที่จำได้เพราะเลขสวย พยาบาลบอกว่า ความดันสูงไปนิดต้องควบคุม ตัวผมเองเข้าใจว่า ตัวเองความดันต่ำมานานเพราะชอบนอนดึกและนอนน้อย เคยอาบน้ำแต่เหงื่อไหลออกมาจนอยากจะอาบใหม่ ไม่รู้ว่า ตัวเองความดันสูง สงสัยสังขารจะใช้งานมามากแล้ว แต่เนื่องจากวันเสาร์เลือดกำเดาไหลจนรำคาญ ผมเลยตัดสินใจไปโรงพยาบาล หลังจากคัดเลือกโรงพยาบาลอยู่นาน ผมตกลงเลือกไปที่โรงพยาบาลเหรินจี้ (
เผอิญผมมาก่อนเลยลองช่วยตัวเองโดยการเดินไปสอบถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลซึ่งเป็นสาวจีนสาวน้อยและสาวใหญ่ ผมถามว่า จะมาตรวจโรคไปทางไหน เขาดันตอบมาเป็นภาษาเซี่ยงไฮ้ คงคิดว่า หน้าผมเหมือนคนเซี่ยงไฮ้มั้ง ว่าให้เดินไปด้านข้างจะมีประตู ผมก็เดินดูแต่หาไม่เจอ มาถามอีก ก็บอกให้เดินไปที่เดิม แล้วผมจะรู้ไหมหนอ เลยขี้เกียจถาม เพราะคนถามก็มีอารมณ์ คนตอบก็อารมณ์เขาขึ้นอยู่แล้วพร้อมที่จะทะเราะตามนิสัยของคนจีน จนรอน้องมาถึงเขาเลยพาไปแผนกผู้ป่วยนอก ภาษาจีนเรียกว่า 门诊 อ่านว่า เมิงเจิ่น น้องพาไปห้องเล็กๆตรงทางเข้าด้านข้างอีกทางหนึ่ง ซึ่งผมหาเท่าไหร่หาไม่เจอ บอกเป็นที่ทำบัตรตรวจโรค ใช้เวลาไม่กี่นาทีแค่ถามว่า ชื่ออะไร เป็นอะไร แล้วก็ออกบัตรจากคอมพิวเตอร์ให้ จากทำบัตรตรวจโรคก็ต้องไปยังห้องฝั่งตรงข้ามเพื่อจ่ายค่าบัตรตรวจโรคและค่าตรวจรักษา ที่ประเทศจีนอะไรๆต้องจ่ายเงินก่อนและรับใบเสร็จแล้วถึงไปตรวจโรคได้ ห้องที่ตรวจโรคอยู่บนชั้นสาม ที่เป็นแผนกหู ตา คอ จมูก เพราะผมเลือดกำเดาไหล
แต่ที่ทำเอาผมสยองก็คือ ระหว่างทางที่เดินอยู่ในโรงพยาบาลมีผู้ป่วยมารอรักษาเต็มอยู่สองข้างทางเดิน ทั้งคนเจ็บและญาติผู้ป่วย มีทั้งนั่งบนรถเข็นและนอนบนเตียงพยาบาล จนแทบจะไม่มีที่เดิน และคนป่วยบางคนต้องมานอนบนทางเดินข้างล่าง เพราะห้องคนป่วยเต็มต้องรอคิวเข้าพัก จากนั้นผมก็เดินไปกับน้องเพื่อหาห้องตรวจจมูก ที่ชั้นสามของโรงพยาบาล เดินอยู่ประมาณเกือบครึ่งชั่วโมงถึงจะเจอห้องตรวจจมูก และที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น คุณหมอเธอเป็น Superman อ้อผู้หญิง ต้องเป็น Wonder woman เพราะเธอทำเอง กินเอง ชงเองหมดเหมือนเตะเซปักตะกร้อ ตั้งแต่รับคนไข้ จัดคิว ตรวจโรค จนออกใบสั่งยา ไม่มีพยาบาลผู้ช่วย วิธีเข้าตรวจไข้กับเธอ คือ ยื่นหน้าเข้าไปในห้องตรวจโรคขณะที่เธอกำลังตรวจโรคให้คนไข้อยู่ เพื่อให้เธอทราบว่ามีคนไข้ตรวจโรครอคิวอยู่ จากนั้นเธอจะบอกให้รอตรงไหน แล้วเราก็ไปยืนรอตรงนั้น จนกว่าเธอจะตรวจไข้เสร็จและเรียกคิวเราเข้าไป หมอที่ตรวจผมคงเป็นหมอจบใหม่ หรือไม่ก็ Intern เพราะเธอตรวจโรคได้มันส์มาก เธอนั่งถ่างขาสบายๆเกือบจะนั่งยองๆบนเก้าอี้ แล้วก็ตรวจจมูกผม เอาอะไรไม่รู้มาแยง แถมมีที่บังตาเพื่อบังคับให้ตาของเธอพินิจพิเคราะห์จมูกผมอีก เลยคุยเล่นกับเธอจนลืมเลือดกำเดา แล้วเธอก็จ่ายใบสั่งยาเป็นยาหยอดห้ามเลือดกำเดา เธอเพียงบอกว่า เธอเป็นหมอรักษาโรคภายนอก ให้วันธรรมดามาใหม่ โอ้..ต้องมาผจญภัยรอบสองอีก ระหว่างทางไปจ่ายค่ายาและรับยาก่อนกลับบ้านก็ต้องผ่าดงคนไข้ที่รอตรวจและรักษาโรค ทำให้ผมคิดถึงโรงพยาบาลในประเทศไทยสมัยผมเด็กๆเลย ทีถูกกล่าวขานว่า เป็นโรงฆ่าสัตว์ ลองคิดดูภาพที่ผมเอามาประกอบ คือ โรงพยาบาลที่ผมไปรักษา แต่ภาพภายนอกกลับภาพภายในของจริงผิดกันลิบเลย ถึงแม้โรงพยาบาลจะใหม่ แต่ก็ไม่พอรักษาคนไข้ชาวจีน คนไข้ในต้องรอคิวเข้าพักและพักได้แค่ 2-3 วันถ้าไม่ได้ป่วยหนักจริงๆ และการจองห้องพักคิวจองยาวกันเป็นเดือน เพราะฉะนั้นธุรกิจโรงพยาบาลเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ต่างชาติสนใจมาลงทุนในประเทศจีน ส่วนโรคของผมไม่เป็นอะไรมาก แค่เป็นโรคความดันโลหิตสูงตามภาษาคนอายุมากขึ้น และเป็นคนนอนน้อย อีกอย่างไม่เคยตรวจร่างกายมานาน ผมเข้าใจว่า ผมเป็นความดันต่ำมาโดยตลอด กลับไปประเทศไทยคราวหน้าสงสัยต้องกลับไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดซักที เพราะทรมานร่างกายมานานแล้ว....
|