พิมพ์หน้านี้
|
เห็นด้วยไหมว่ามีคนมากมายในโลกนี้ที่ตัดสินคนอื่น หรือเพียรพยายามทำร้ายไล่ล่าผู้อื่นไม่จบสิ้น ด้วยเหตุผลจากความเกลียดชังที่มาจาก*ปมด้อย*ที่ซุกซ่อนอยู่ในด้านมืดของตัวเองแท้ ๆ? อาจเป็นเพราะมนุษย์ต้องการมีภาพพจน์ที่ถูกต้องและการยอมรับจากสังคม ส่งผลให้มีความขัดแย้งภายในจิตใจเสมอ อีกทั้งกลไกป้องกันตัวเองในใจมักสร้าง"บางสิ่งบางอย่าง" มาทดแทนปมด้อยเพื่อให้มีความสุข ทำให้กลายเป็นคนปากไม่ตรงกับใจ ยกตัวอย่างเช่นบางคนที่ประกาศตนว่าต่อต้านการเหยียดชนชั้น แต่เนื้อแท้กลับ*เหยียดเป็นบางกลุ่ม*อย่างไม่น่าเชื่อ และเมื่อคุณสืบค้นเข้าไปลึกกว่านั้นภายในใจ คุณจะค้นพบความจริงว่าเขาผู้นั้นเคยถูกชนกลุ่มนั้นเหยียดหยาม ทำให้ความรู้สึกต่ำต้อยและเกลียดชังนั้นไม่เคยถูกสลัดพ้นไปจากใจ
สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Les Misérables(1998) ....นี่เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับฌอง วาลฌอง/Jean Valjean นักโทษแหกคุกผู้เคยขโมยขนมปังก้อนเดียวแต่ในเวลาต่อมายินยอมกลับใจหลังจากพบกับสาธุคุณผู้เชื่อมั่นในตัวเขา นำมาสู่การเป็นมนุษย์ที่อุทิศตนช่วยเหลือผู้อื่น ชุบตัวกลายเป็นวาณิชผู้ร่ำรวย อีกทั้งรับเลี้ยงดูลูกของโสเภณีจนเติบใหญ่อีกด้วย .....แต่ใช่ว่าทุกคนในโลกนี้จะใจดีและให้โอกาส สารวัตรสืบสวนชื่อว่า ฌาแวร์/Javert กลับไม่เคยลืมความผิดพลาดในอดีตนั้นและคอยติดตามจะนำเขามาลงโทษให้ได้!! ความจริง ฌาแวร์ก็ไม่ได้มีประวัติเลิศเลอเท่าไหร่ เขาลืมตาดูโลกในคุกและเติบโตมาพร้อมกับปมด้อยที่เป็นลูกผู้หญิงหากินและทาส ทำให้กลายเป็นนายตำรวจผู้เคร่งครัดต่อหน้าที่ รวมทั้งต่อต้านเกลียดชังเหยียดหยามโสเภณีและคนที่กระทำผิดไม่เข้ากรอบสังคมอย่างสุดขั้ว
หลังจากติดตามไล่ล่าอย่างไม่ลดละมาตลอด ฌาแวร์ก็สมหวังเสียที ...แต่สิ่งขัดแย้งก็บังเกิดในใจอีกครั้ง ไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่งว่าเพราะเหตุใดวาลฌองถึงช่วยศัตรูอย่างเขาในระหว่างการจลาจลที่เกิดขึ้นจากนักศึกษาปฏิวัติ ทั้ง ๆ ที่เขาตามจิกวาลฌองมากขนาดนี้ เหตุผลของวาลฌอง นั้นสร้างความตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง..เพราะวาลฌองไม่เคยรู้สึกอะไรเลยต่อฌาแวร์ ไม่ใช่แม้กระทั่งศัตรู ราวกับว่าไม่เคยให้ความสำคัญนำมาแปดเปื้อนความทรงจำ ไม่เก็บมาเป็นความเกลียดชังให้ทำร้ายตัวเอง แต่ก็ยอมรับว่า "ถูกต้องแล้ว ข้าขโมยอะไรบางอย่าง ขโมยจริง ๆ ..ข้าขโมยความสุขของเจ้า ย่อมไม่รังเกียจที่จะจ่ายคืน" (This is right, my dear. I stole something, I did. I stole happiness with you. I don't mind paying.) ฌาแวร์ได้ยินแล้วเริ่มตระหนัก ตลอดเวลาที่เขาไม่เคยปล่อยวาง ไม่เคยให้อภัยศัตรู ..สุดท้ายการสูญเสียเวลาทั้งชีวิตทุ่มเทเพื่อการไล่ล่าล้วนแต่เป็นเพียงความว่างเปล่า มีแต่เขาเท่านั้นที่ติดกับดักแห่งทุกข์ของตัวเอง ...เกลียดเองช้ำเอง ดุจดั่งองคุลิมาลสดับฟังคำของพระพุทธเจ้า *เราหยุดแล้วแต่ท่านยังไม่หยุด* .....ฌาแวร์ฉุกคิดขึ้นมาว่าเขาพลาดอะไรดี ๆ ในชีวิตไปมากมาย จึงยอมปลดปล่อยวาลฌอง "เจ้าเป็นอิสระแล้ว" (You're free) และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับฌาแวร์นับจากนี้ เขาก็เป็นไทด้วยเช่นกัน ...หลุดพ้นจากโลกทรรศน์แคบ ๆ ที่เวียนวนไปด้วยปมในใจและความเจ้าคิดเจ้าแค้นที่เผาไหม้ตัวเอง - - - - - - - - - - - - - - - - - - Les Misérables เป็นวรรณกรรมคลาสสิคของ Victor Hugo (ชื่อแปลเป็นภาษาไทยว่า "เหยื่ออธรรม") ได้รับการดัดแปลงบทประพันธ์ไปใช้หลากหลายรูปแบบ ทั้งละครเวที ละครทีวี รวมทั้งหนังใหญ่ที่สร้างกันหลายประเทศ ส่วนอเมริกาดูเหมือนจะเริ่มสร้างเรื่องนี้มานับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 10 คือปี 1909 กำกับโดย J. Stuart Blackton ส่วนฉบับปี 1998 นี้ เป็นการขับเคี่ยวกันระหว่าง 2 นักแสดงเพชรน้ำเอกอย่าง Liam Neeson (รับบทวาลฌอง/Valjean) และ Geoffrey Rush (ตำรวจฌาแวร์/Javert) ตามลำดับ แล้วยังมีนักแสดงที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีอย่างUma Thurman(แสดงเป็นโสเภณี) และ Claire Danes (รับบทโคเซ็ต ลูกของโสเภณี) โดยมี Bille August เป็นผู้กำกับ ซึ่งบางคนอาจรู้จักเขาจาก Goodbye Bafana (2007) ซึ่งเป็นหนังที่สร้างจากเหตุการณ์เหยียดผิวในแอฟริกาใต้และเกี่ยวข้องกับNelson Mandela |