พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา คงมีใครได้ยินเรื่อง "เด็กแว๊น" หรือวัยรุ่นที่ชอบซิ่งมอเตอร์ไซค์ 100 กว่าคนถูกจับเข้าไปบำบัดทางจิตที่มีชื่อชวนตกใจว่า "Shock Therapy" ที่บ้านเมตตา-ปราณี พูดคุยกับนักจิตวิทยาและสังคมสงเคราะห์ จะได้เลิก "ซิ่ง" กันเสียที แม้ชื่อจะฟังดูเหมือน *โหด* คงไม่ถึงกับทรมาณร่างกายด้วยการช็อตด้วยไฟฟ้าดังภาพที่อดจินตนาการกันไม่ได้ แต่ดิฉันว่าคนทั่ว ๆ ไปก็คงรู้สึกสงสัยว่าคนที่ผ่านการบำบัดแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้จริงหรือ? ความที่เกี่ยวข้องกับ "ปัญหาสังคม" และ "การบำบัดทางจิต" ก็ชวนให้นึกถึงหนังคลาสสิคเรื่อง A Clockwork Orange (1971) กำกับโดย Stanley Kubrick ซึ่งหากไม่ได้เป็นหนังของผู้กำกับที่เป็นตำนานวงการภาพยนตร์ A Clockwork Orange ก็มีคุณค่าในตัวเองเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว ด้วยความเป็นวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมของ Anthony Burgess เขียนขึ้นเมื่อปี 1962
เรื่องของโลกอนาคตไม่สดสวยในประเทศอังกฤษ วุ่นวายยุ่งเหยิงเต็มไปด้วยภัยสังคม โดยมี Alex และผองเพื่อน (Pete, Geogie, Dim) ในก๊วนก่อกวน ดื่มนม แต่งชุดขาว มีการใช้ภาษา Nadsat ของตัวเอง(ประมาณว่า "ศัพท์โจ๋") และบ่อนทำลายไปทั่ว ชอบความรุนแรงทำลายล้าง ไปจนถึงลงมือฆาตรกรรม แต่แล้วก็ถูกจับได้ และนำมาสู่การ "บำบัดทางจิต" เรียกว่า "Aversion Therapy" - เคยชอบทำอะไร ก็จะเกลียดสิ่งนั้น!! ที่เสียดเย้ยอย่างยิ่งคือ Alex รู้สึกฮึกเหิมอิ่มเอมใจเมื่อได้ยินเพลงคลาสสิค "ซิมโฟนีหมายเลข 9" ของ Beethoven ยามฆ่าคนก็เช่นกัน .....นั่นก็ถูกใช้ในการบำบัดทางจิตที่มีการใช้สื่อผสมผสานทารุณกรรมด้วยวิธีล้างสมองประกอบ เช่นภาพของสงครามพร้อมกับทรมาณร่างกายไปด้วย มันเจ็บปวดเสียจน Alex ต้องร้องขอให้หยุด
Alex: ไม่ต้องทำต่อแล้ว ท่านทำให้ผมเห็นแล้วว่าความรุนแรงและการฆ่าเป็นเรื่องผิดมหันต์ ผมเรียนรู้แล้ว เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ผมถูกบำบัดแล้ว (You needn't take it any further, sir. You've proved to me that all this ultraviolence and killing is wrong, wrong, and terribly wrong. I've learned me lesson, sir. I've seen now what I've never seen before. I'm cured! Praise god!) ไม่มีใครเชื่อง่าย ๆ หรอกว่า Alex เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมื่อกลับไปอยู่ในชีวิตจริง เขาก็ได้เผชิญหน้ากับคู่กรณีในอดีต ที่รู้ว่าเขาจะรู้สึกทุกข์ทรมาณราวกับหัวสมองจะระเบิดเมื่อได้ยินเพลงคลาสสิค เลยแก้แค้นเขาด้วยสิ่ง ๆ นี้ ในที่สุด Alex ก็ถูกส่งตัวกลับเข้ามาบำบัดอีกรอบ ด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกทรมาณอีกแล้ว คราวนี้ Alex พูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า "ผมถูกบำบัดแล้ว" ("I was cured alright") เขาเปลี่ยนแปลงไปแล้วอีกขั้น กลายเป็นหนึ่งในมนุษย์กระแสหลักที่แฝงความร้ายกาจอยู่ภายใน? ...ไม่ว่า "พฤติกรรมในอุดมคติ" ที่เจ้าหน้าที่รัฐพยายามแก้ไขนั้นดัดแปลงได้จริงหรือไม่ ทุกอย่างจะนำไปสู่พฤติกรรมที่สอดคล้องกับสภาพสังคมจริงเสมอ คนจะเปลี่ยนได้อย่างไร ถ้าสังคมไม่เปลี่ยน? ----------------------- Andy Warhol ก็เคยดัดแปลงนิยายเรื่องนี้เป็นหนังทดลองสีขาวดำความยาว 70 นาที ปี 1965 ชื่อว่า "Vinyl" เป็นเรื่องของวัยรุ่นกับเสียงเพลง เดาไม่ยากว่าจะมีเพลงของ Velvet Underground ประกอบ
ภาพบางส่วนจาก - http://hcl.harvard.edu/hfa/films/2003winter/warhol.html ----------------------- แม้หนังจะเครียดจนหลายคนไม่อาจทนดู (โดยเฉพาะฉาก "ดัดสันดาน") ความโดดเด่นของหนังและภาพลักษณ์ "ขนตาปลอมข้างเดียวกับหมวก Bowler" สุดคลาสสิคของ Alex ก็ถูกนำมาเล่าขานและล้อเลียนในสื่อต่าง ๆ ไม่รู้จบ เช่น The Simpsons กับน้อง Bart จอมเกเร (ตอน "Treehouse of Horror III") หรือหมานั่งเก้าอี้ทรมาณ(ตอน "Dog of Death") ส่วน Mad ฉบับอุทิศให้ Malcolm McDowell (ที่แสดงเป็น Alex) ก็ล้อเลียนด้วย "A Clockwork Lemon" เป็นต้น <ภาพจากวิกิพีเดีย>
สำหรับ Malcolm McDowell ดาราที่รับบทเอก Alex เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน แก่ตัวมาหน้าตากลายเป็นแบบนี้ หากใครสนใจจะอ่านเรื่องเพิ่มเติมก็ตามลิงค์บนภาพไปได้เลย (แม้แต่เสื้อผ้าหน้าผมก็มีครบ!)
----------------------- ประวัติความเป็นมาของคำว่า "Shock Therapy" (ของจริง) - http://www.cerebromente.org.br/n04/historia/shock_i.htm |
| kim ki duk | ||
kim ki-duk's sad dream |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||