พิมพ์หน้านี้
|
มันไม่ใช่ *ไอเดีย* ของดิฉันตั้งแต่แรกในการไปชมหนังสารคดีเรื่องนี้ แต่เป็น *เพื่อนสนิท* ..ที่พักหลังขยันมีเรื่องเซอร์ไพรส์ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วคุณชายก็แซะดิฉันออกจากบ้านไปดูหนังวัยรุ่นท้องที่ไม่หลีกหนีความจริง Juno "บทดีนะ จากคนเขียนโนเนม เป็นโด่งดัง" แล้วก็ชวนไปยืนดูป้ายโฆษณาและรอบฉายหนังสารคดีเรื่อง "ความจริงพูดได้" (The Truth Be Told) เกี่ยวกับสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้หญิงที่มีบทบาทเป็นทั้งสื่อมวลชนและเอ็นจีโอ ทว่าปลายปี 2546 ต้องตกเป็นจำเลยที่ 1 (โดยมีหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์จำเลยที่ 2) ในคดีที่ชินคอร์ปอเรชั่นฟ้องหมิ่นประมาท ที่กล่าวหาบริษัทว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย
"โอ้โห ตามเก็บข้อมูลกันอยู่ 3 ปี" เห็นเขาทำทีอยากดู ก็เลยเชียร์ให้ดูต่อให้เสร็จ ๆ แต่ลืมไปว่าคุณชายเขาสำอาง "ไม่เอาอะ ปวดหัวแย่" และขณะที่ดิฉันคิดว่าเขาคงไปดูกับเพื่อนที่ทำงาน...อ้าว โทรมายื่นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้อีกละ "วันนี้หลับเต็มอิ่ม พร้อมสู้" เจ้าตัวยิ้มแฉ่ง แต่ดิฉันได้ยินแล้วก็นึกขำ เพราะนอกจากคำว่าสารคดีเหมือนยาขมสำหรับคนทั่วไป ยังมีประเด็นที่ขู่ซ้ำไปแล้ว "(หนังของ)พิมพกา โตวิระนะเฟร้ย ขึ้นชื่อเรื่องง่วงเหงาหาวนอน" ...อุปมาอุปไมยเอาจากภาพยนตร์เรื่องคืนไร้เงา (2546) แต่สารคดีเรื่องนี้ก็ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด เปิดตัวด้วยวันที่สุภิญญาเดินทางไปให้ปากคำที่ศาลแพ่งกับพ่อและแม่ที่มาจากสุราษฎร์ธานี อาจจะเยิ่นเย้อเนิ่นนานไปนิด จากนั้นก็ปูเข้ามูลเหตุของคดีฟ้อง 400 ล้านบาท ในทุก ๆ 100 ล้านชินคอร์ปเรียกค่าเสียหายจาก 1. ชื่อเสียง 2. รายได้หดหาย 3. หุ้นตก 4. เครดิตกู้เงิน ที่ดิฉันจำแม่นว่าตอนได้ยินข่าวเรื่องนี้ครั้งแรก ยังบ่นกับเพื่อนว่า "นี่มันกะให้คนอื่นสิ้นเนื้อประดาตัว หรือรวยเพิ่ม(วะ)" นอกจากนี้ก็มีการเติมแต่งด้วยชีวิตส่วนตัวของสุภิญญา ทั้งอพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพฯ และญาติ ๆ ที่สุราษฎร์ฯ และกระบี่ ภาพเหตุการณ์ทางการเมืองต่าง ๆ ในสายตาดิฉัน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของหนังก็คือ แก่นที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของความ *ขัดแย้ง* ชวนให้ขบคิด ท่ามกลางความคิดเห็นของต่างคนต่างสถานการณ์ เช่นจากมุมมองผู้ปกครองที่อยากให้ลูกมีชีวิตเรียบง่าย จังหวะเรื่องความรัก ตลอดจนอุดมการณ์ ที่ไม่ว่าทำอะไรก็ถูกมองว่าฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่พ้นการเป็นเครื่องมือแห่งอำนาจ สอดแทรกด้วยภาพหายากจากห้วงนาทีต่าง ๆ เช่น หน้าศาล เวทีพันธมิตรฯ ซึ่งอันนี้แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน สำหรับดิฉันอย่างน้อยก็ได้เห็นหน้าค่าตาเปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์ และพิสูจน์หลักฐานเล็ก ๆ เกี่ยวกับงิ้วการเมือง แน่นอน หนังมีเรื่องราวและความอาร์ตทำให้หนังไม่แข็งทื่อเกินไป ทว่าโลกนี้ก็ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ...สิ่งที่ขาดคือ *พลัง* ที่จะนำพาคนดูให้รู้สึกมีส่วนร่วมมากขึ้น และหนังน่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการต่อสู้ของตัวเอกได้มากกว่านี้ เช่น มุมมองจากเพื่อนสนิท คนที่ถูกพาดพิง คู่กรณี ฯลฯ เข้ามาทดแทนคำพูดที่ซ้ำย้ำไปมาในหลาย ๆ ตอน "ก็โอเคนะ" - บทสรุปจากคุณชายที่ตั้งอกตั้งใจดูจนจบ แถมไม่แอบหลับแม้แต่นิดเดียว ...เพียงพอต่อการเป็นคำแนะนำเบื้องต้น? |
| kim ki duk | ||
kim ki-duk's sad dream |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||