|
Nominated by UN as the best Poem of 2006 - Written by an African Kid -
When I born, I black : เมื่อผมเกิด ผมผิวดำ When I grow up, I black : เมื่อผมโตขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่ When I go in Sun, I black : เมื่อผมอยู่ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ When I scared, I black : เมื่อผมกลัว ผมก็ผิวดำ When I sick, I black : เมื่อผมป่วย ผมก็ยังผิวดำ And when I die, I still black : และเมื่อผมตาย ผมก็ยังคงผิวดำ And you white fellow : และคุณ...เพื่อนมนุษย์ผิวขาว When you born, you pink : เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู When you grow up, you white : เมื่อคุณโตขึ้น คุณมีผิวสีขาว When you go in sun, you red : เมื่อคุณอยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง When you cold, you blue : เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน When you scared, you yellow : เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง When you sick, you green : เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว And when you die, you grey : เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา And you calling me colored?? : และคุณเรียกผมว่า คนผิวสี ??
~ ( 'o' ) ~ ( 'o' ) ~ ( 'o' ) ~ ( 'o' ) ~ ( 'o' ) ~ ( 'o' ) ~ ( 'o' ) ~ ( 'o' ) ~ อ่านแล้วคุณคิดอย่างฉันไหม...สมควรแล้วที่ได้รับรางวัล ทุกประโยคสั้นๆ ง่ายๆ นั้น จริงแท้ที่สุด ฉันค่อนข้างอีเดียดกับเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมแบบสุดๆ อย่างว่า...จะร้องหาความสมดุลที่ไหนได้ ลูกกะตาคนเรา ยังมีขนตาไม่เท่ากันเลย 
วันอังคารที่ 8 ฉันไปทำข่าวการนำเสนอผลงานวิจัยในโครงการ LESA PROJECT หรือเรียกเป็นไทยๆ ไม่รกลิ้นว่า "โครงการยุววิจัย" ภายใต้การนำของ "ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์" หรือ "LESA" ร่วมกับแรงขับดันเข้มข้นอย่าง "สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย" หรือ "สกว." โดยงานดังกล่าวเป็นการนำเสนอ "อัจฉริยภาพของเด็กไทย กับงานวิจัยโลกและดวงดาว" เนื่องจากนายถีบหัวส่งให้ไปทำข่าวนี้ ประกอบกับอยากรู้อยากเห็นเรื่องบนฟ้าอยู่แล้ว ฉันจึงได้ไปพบกับความน่าสนใจหลายอย่างในงาน แต่ด้วยความที่งานนี้ ฉันต้องเอามาเขียนเรื่องส่ง บ.ก. ด้วย จึงขอข้ามรายละเอียดงานไปเลยละกัน อิอิ ไม่ใช่ว่าเป็นความลับกับงานขาย แต่เนื่องจากยังไม่ได้เขียนเลย (( ทำไมขี้เกียจเยี่ยงนี้ ไปงานวันอังคาร ป่านนี้แล้วยังไม่ได้ส่งต้นฉบับอีก -*- ))  หน้าตานักวัจยรุ่นเยาว์
โครงการยุววิจัย...มีแกนนำสำคัญอย่าง น.อ.ฐากูร เกิดแก้ว สร้างแรงผลักดันให้เด็กๆ เกิดการเรียนรู้ด้านโลกและดวงดาว โดยมาทำงานวิจัยจริงจัง ภายใต้แนวคิดว่า "งานวิจัย ใครๆ ก็ทำได้" เหตุผลที่สนับสนุนกับแนวคิดนี้ก็คือ นิยามของการทำวิจัยนั่นเอง การทำวิจัย คือ การศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้ง โดยผ่านกระบวนการความรู้ วิเคราะห์ ทดสอบ ผลที่ได้นอกเหนือจากผลการวิจัย ก็คือความอดทนและทักษะในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ฉันนำเรื่องมาด้วยการทำวิจัยเพราะมีคำถามจะถามทุกท่านว่า "ตอนเรียน ป. 4 คุณทำอะไรบ้างคะ?" สำหรับฉัน เที่ยวเล่นสนุกสนานไปตามประสา ได้ใช้สมองมากหน่อยก็ตอนมีการแข่งขันกีฬา และวิชาการต่างๆ เท่านั้น  เด็ก ป.6 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน สองคนนี้ค้นพบดาวแปรแสงดวงล่าสุดของโลก
แต่โครงการนี้ สอนให้เด็ก ป. 4 ทำวิจัย ยกตัวอย่างน้องมิกส์ กับน้องโบ๊ท สองคนนี้เริ่มทำวิจัยตั้งแต่ ป. 4 ค่ะ ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้น ป.6 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน (( ได้ยินชื่อโรงเรียนแล้วอย่าเพิ่งเมินหน้าหนี )) ในวันนั้น ทั้งสองคนมารายงานผลการวิจัยเรื่อง "การค้นหาดาวแปรแสงในเมฆแมกเจลแลนใหญ่" (( ฟังชื่องานวิจัยแล้วหลายคนยิ่งงง ฉันก็งง )) ที่ยกตัวอย่างน้องสองคนนี้เพราะเห็นว่ายังเด็กมากๆ ส่วนประเด็นที่จะวิเคราะห์ คือ ...ความเหลื่อมล้ำ หนึ่ง...เด็กสองคนนี้เกิดในฐานันดรดีพอสมควร สอง...พ่อแม่ให้โอกาสและส่งเสริมเต็มที่ สาม...เขาจึงได้ทำ และทำได้  เด็ก ป.5 จากโรงเรียนจตุคามวิทยาคม เส้นยุ่งๆ ข้างหลังนั่น ฉันยังงงเลย
ขณะที่เด็ก ป. 5 น้องสุทธิดาและน้องชลธิชา แทบจะไม่ได้รับความสนใจเท่าไร (( ทั้งที่ อ.ฐากูร ดันให้เกิดสุดฤทธิ์เช่นกัน )) น้องสองคนนี้อยู่โรงเรียนจตุคามวิทยาคม จ.นครราชสีมา โรงเรียนในต่างจังหวัด ขนาดเล็ก เทียบไม่ได้กับกรุงเทพคริสเตียนแน่นอน จบการรายงานผลการวิจัย...ฉันก็ได้คำตอบ จากการเสวนาเกี่ยวกับ "มุมมองการเรียนการสอนในระบบการศึกษาไทย" ของอย่างนี้มันเริ่มตั้งแต่ที่บ้าน... ฉันหวนคิดถึงตัวเองตอนเด็กว่าได้ทำอะไรบ้าง พ่อแม่ส่งเสริมอะไร ครูอาจารย์หยิบอะไรส่งให้บ้าง พบว่าก็พอมีกับเขาเหมือนกัน แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่าไร แต่นั่นก็คือโอกาส  ครูมาฟังเพียบบบบ
ทว่า...สิ่งที่รังเกียจมากคือพฤติกรรมของอาจารย์บางท่าน ฉันเรียนมัธยมจากโรงเรียนประจำจังหวัด เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ ซึ่งมีอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ท่านหนึ่งจะไม่สอนอะไรมากมายนัก... หากอยากรู้เท่ากับที่อาจารย์ท่านอื่นสอน ก็ไปเรียนพิเศษกับเดี๊ยนสิคะ!!! ทำนองนี้...และเชื่อว่าทุกวันนี้หล่อนก็ยังประพฤติเช่นเดิม ฉันนึกไปถึงเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ต่างๆ นึกไปถึงเด็กที่เกิดมาในครอบครัวร้าวฉาน ไม่มีคนดูแลเอาใจใส่เท่าไรนัก กระทั่งเด็กที่ด้อยโอกาส แต่มีบุญได้เรียนกับ "ครูตู้" นั่นเพราะสาวสวยที่นั่งข้างฉัน เธอก็เป็นศิษย์เก่าครูตู้เหมือนกัน เธอเล่าว่า เธอมีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.วังชิ้น จ.แพร่ บ้านยากจนแร้นแค้นมาก (( ฉันมีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ บ้านรวยโคตรๆ )) เธอบอกว่า เธอโชคดีได้เรียนกับครูตู้ และได้ทุนต่อเนื่องจนจบปริญญาโท (( เก่งมั้ยคะ )) ขณะนี้จึงมาทำงานใต้เบื้องพระยุคลบาท คอยดูแลผลิตสื่อการเรียนต่างๆ ให้กับรุ่นน้อง เธอบอกว่า เด็กๆ ทุกคนในโรงเรียนตั้งใจเรียนและเป็นเด็กน่ารัก เหตุที่ไม่ค่อยมีเด็กเกเรเพราะว่า ทุกคนอยากเรียน เมื่อได้เรียน จึงดีใจมาก ที่สำคัญคือ ทุกคนตระหนักดีว่าโรงเรียนของเราคือ "โรงเรียนที่ในหลวงพระราชทานให้" ทุกถ้อยคำที่เธอถ่ายทอดออกมาด้วยน้ำเสียงระรื่นนั้น เต็มไปด้วยความปลื้มปิติ กระทั่งทอดแววกังวลในตอนท้ายเมื่อพูดถึงอนาคตของโรงเรียน 
ระบบการศึกษาของไทยค่อนข้างอ่อน... ขณะที่หลายคนอาจเถียงว่าอยู่ในระดับดีกว่าบางประเทศ ฉันว่ามันดีจริง ไม่ได้อ่อนเท่าใดนัก หากแต่ปัญหาคือ การกระจายความสม่ำเสมอไปยังทุกพื้นที่ให้เท่าเทียมกัน แน่นอนว่า สิ่งใดอยู่ใกล้ความเจริญ สิ่งนั้นย่อมวัฒนากว่า แล้วนอกพื้นที่แสงสีนั้นเล่า...ใครจะตะเกียกตะกายเข้าไป แล้วจะมีสักกี่คนที่ขวนขวายออกมาได้ เฮ้อ...น่าเศร้า...พูดเรื่องนี้แล้วหาที่จบไม่ได้ จบเลยละกัน... (( อ้าว )) อ่านแล้วแสดงความคิดเห็นกันซะนะ...จุ๊บๆ mayjune
|