วันแรกผ่านไป ฝนตกตั้งแต่เย็นไปหยุดเอากลางดึก
ส่งผลให้เช้าวันอาทิตย์ บรรยากาศยังคงขมุกขมัวด้วยเมฆฝน
ลานพิธีหน้าวัดก็เละจนเดินไม่ได้
ทั้งที่วันนี้เป็นวันสำคัญ ที่จะมีการเททองหล่อรูปเหมือนหลวงพ่อยุทธ
((ขออภัย ฉันจำชื่อไม่ได้ จำได้แต่ว่าท่านเป็นพระที่จำพรรษาที่นี่มาก่อน
ก่อนจะธุดงไปจำพรรษาและมรณภาพที่วัดถ้ำนิลภัย))
และพิธีพุทธาภิเษกพระพิมพ์อื่นๆ อาทิ พระพิมพ์ผงตะเคียน พระพิมพ์ผงไม้
หลวงพ่อเปิดโรงทานไว้เลี้ยงชาวบ้านด้วยอาหารคาวหวานมากมาย
ฉันก็ได้อานิสงค์อิ่มไปกับอาหารนั้นด้วย อิอิ
พอช่วยงานใต้ถุนโบสถ์เสร็จ ก็ต้องช่วยกันลำเลียงของมายังพระวิหารแต่เช้าตรู่
((โบสถ์ที่วัดเวฬุวันแห่งนี้มีสองชั้นค่ะ ชั้นล่างมีห้องหับสำหรับวิปัสนากรรมฐานได้สบายเชียว))
.
.

นำฟางแห้งมาปูซับน้ำ
พิธีต่างๆ ดำเนินไปจนค่อนบ่าย ฝนก็ตั้งเค้าอีกครั้ง
ไม่นานก็กลั้นไม่ไหว เทโครมลงมาอีกห่าใหญ่
บรรดาเกจิอาจารย์ดังๆ ที่มาถึงช่วงฝนตกก็แทบจะถูกอุ้มเข้าวิหารกันเลย
เพราะลานดินบริเวณนั้น เละ แฉะ ไปด้วยดินโคลน
((ฉันไม่ค่อยสันทัดเรื่องพิธี ข้ามไปละกันนะคะ - - ไม่รู้จักทำการบ้านมานะแก -*-))
พวกกรรมการวัดช่วยกันขนฟางแห้งแข็งขัน เอามาปูบนพื้นแฉะๆ
ช่วยดูดซับน้ำและเดินได้ง่ายขึ้น
ตรงไหนที่ดินเละหน่อย ก็หาไม้กระดานมาพาดเป็นสะพานไว้ให้เดินง่ายขึ้น
((ว่าจะช่วยแล้วเชียว เรื่องทอดสะพานเนี่ยงานถนัด ยิ่งทอดกระดานยิ่งเชี่ยวชาญมาก))

พอฝนซาเม็ด และเสร็จพิธีในวิหารเรียบร้อย ก็จะเริ่มเททองแล้วล่ะนะ
((เลยกำหนดการเดิมมา 3 ชั่วโมงกว่า))

เทโลดดดดดดดดด
((พวกชุดขาวนี่ต้องอยู่สุมไฟหล่อทองทั้งคืน น่าเห็นใจมาก ฝนก็ตกหนัก))
และแล้ว....ฝนก็หยุด
บรรยากาศครื้นเครงกลับมาอีกครั้ง
แม้พื้นจะแฉะ ดินจะเละ ชาวบ้านไม่หวั่น
สามารถลุยโคลนไปยังเต็นท์สอยดาวได้
เพราะมีของรางวัลใหญ่ๆ ล่อตาล่อใจอยู่มากมาย
((ฉันกับพ่อได้กระทะไฟฟ้ากับพัดลมมาอย่างละหนึ่ง - - ลงทุน 90 บาท อิอิ คุ้มวุ้ย))
ที่ครึกครื้นสุดๆ ก็คือบริเวณถัดจากเต็นท์สอยดาวไปนั่นเอง
เป็นเวทีลิเกที่ทุกคนรอคอย - - ((ยกเว้นฉัน))
และด้วยความที่เป็นคณะดัง จึงมีแม่ยก และร้านรวงต่างๆ
ติดสอยห้อยตามมาสร้างสีสันด้วย
ทั้งที่พื้นดินเปียกแฉะ ก็ยังทนนั่งดูกันได้จนดึกดื่น

ร้านรวงต่างๆ ที่ตามมากับคณะลิเก ปกติไม่มีทางมางานเล็กๆ แบบนี้หรอก

เอ้า...หมึกแถวไหนแพงที่สุด (( - - แถวบน 2 ตัว 25 บาท อิอิ))

อาชีพที่เหมาะกับสภาพอากาศยิ่งนัก ขายพลาสติกรองนั่ง

หลานคนเล็กร้องจะมาร้านนี้ให้ได้
เราก็นึกว่าอยากได้ลูกโป่ง ที่ไหนได้ อยากได้ลูกหมาซะงั้น!

ร้านนี้มีรางให้เด็กๆ มาแข่งรถบังคับวิทยุกัน ครั้งละ 10 บาท จนกว่าแบตจะหมด
ซึ่งแป็บเดียวจริง รางชั้นสองที่เป็นทางต่างระดับนั่น รถก็ไม่มีแรงวิ่งขึ้นไปด้วยซ้ำ
พูดถึงลิเก พวกคุณๆ เคยดูกันไหม?
ฉันเคยดูตอนเด็กมากๆ จากนั้นก็เห็นแสดงผ่านจอโทรทัศน์
ไม่นานก็ออกมาในรูปของ VCD เสียแล้ว
แต่เมื่อเทียบกัน บรรยากาศหน้าโรง เร้าอารมณ์กว่ากันเยอะเลย
จำได้ว่าตอนเด็กๆ ชอบไปปีนหลังโรง ดูลิเกแต่งหน้า ทำผม
เลยได้รู้ว่า ผ้านุ่งลิเกผู้ชาย ที่พองๆ นั้น มีโครงลวดดามอยู่ด้านใน
ส่วนกางเกงที่เป็นสีดำและปักเลื่อมที่ชายขานั้น
ก็เป็นกางเกงวอร์ม หรือกางเกงผ้ายืดธรรมดานี่เอง
เมื่อก่อนเพชรที่นำมาประดับชุดทำจากอะไรไม่ทราบ
แต่เดี๋ยวนี้เป็นคริสตัลเนื้อดี ((สำหรับคณะดังๆ))
ใส่ออกมารำแล้วสะท้อนแสงไฟวิบวับบาดตา
.
.

งานวัดต้องมีจุดสังเกตเป็นไฟช่อขนาดมโหฬาร

บ้านลม เด็กๆ ชอบมาก หลานคนโตมั่วนิ่มอยู่ในนั้น หมดรอบแล้วไม่ยอมลง 555
ในวงนั่นพ่อค่ะ ไม่ว่าฉัน แม่ พี่สาว หลาน จะอยู่ตรงไหน พ่อสามารถหาเจอได้หมด
นี่ก็เดินมาเจอหลานตีลังกาอยู่บนบ้านลม แกเลยมายืนดู
((หลานพิเรนทร์มาก ตอนลื่นไถลลงมา ดันเอาหัวลง เลยโดนตาดุไปยกนึง))

นี่เรือไข่ ((อิอิ)) จ่ายเงินซื้อบัตรราคา 10 บาท แล้วไปตักไข่ในเรือได้เลย


ฉันกับพ่อได้พัดลม กับกระทะไฟฟ้า
ส่วนแม่ พี่สาว หลาน ได้ของเล็กๆ น้อยๆ

โบสถ์ยามค่ำคืน ถ่ายมาแล้วก็นึกกลัว 555

มีละครด้วยนะ คณะ ส.รุ่งสุริยา นำศิลป์ ไม่รู้ใครหามาแก้บน
เรตติ้งสู้ลิเกไม่ได้ ต้องยอมเขา -*-
((ละครจะใช้ตัวแสดงที่เป็นผู้หญิงทั้งหมดค่ะ))

นี่หน้าเวทีลิเก...คนตรึม ขณะที่ฉันถ่ายรูป ข้างหลังก็ยังมีคนนั่งยาวไปอีกราว 20 เมตร
((ไม่เย็นก้นกันบ้างเลยเนอะ พื้นแฉะซะปานนั้น))
คืนนั้น คนเยอะมากจนถึงกับต้องปิดถนนหน้าวัด
เช้ามา...ขยะตรึม!!! เหมือนดังที่คาดการณ์ไว้
และท่านเจ้าอาวาสก็ได้แรงเด็กๆ ช่วยกันเก็บกวาด ทำความสะอาด
รู้สึกว่าของขวัญจากงานสอยดาวจะเหลือเล็กน้อย ก็ถวายวัดไว้ใช้ต่อไป
โดยรวม งานก็ราบรื่น เรียบร้อยดี
ฉันก็เป็นแม่ลูกอ่อน มีหลานเกาะคอไปสองคน ลากไปทางโน้นทีทางนี้ที
((เวลากลับบ้าน หลานจะมาอ้อน ล้อมหน้าล้อมหลัง เพราะน้าใจดีโคตรๆ 555))
.
.
ปีหน้า คงถ่ายรูปมาได้สวยกว่านี้
เพราะปีนี้ไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปไป มือถือก็แบตหมด
เลยถ่ายจากมือถืออีกเครื่อง ความละเอียดภาพต่ำ
เพ่งลูกกะตาทัศนากันหน่อยนะคะ จุ๊บๆ
ป.ล. ตอน 4 โมงครึ่งวันเสาร์ หนีงานวัดไปสัมภาษณ์ อ.ประเทือง จินตสกุล ผอ.สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินฯ (ทางโทรศัพท์) มีเสียงไก่แจ้ข้างบ้านขันแทรกเป็นจังหวะๆ อาจารย์ยังแซวว่าบ้านอยู่ไหน 555 .....พอวันอาทิตย์ พี่หมีพูห์ได้ยินอีก แกเลยแอบแซวว่าคลาสสิกมาก บ้านเรา...บ้านน้อก บ้านนอก 5555
