• กาแฟขาว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-05-09
  • จำนวนเรื่อง : 8
  • จำนวนผู้ชม : 739
  • จำนวนผู้โหวต : 4
  • ส่ง msg :
ฅนผ่านทาง
การเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด ตราบใดที่สองเท้ายังมีแรงก้าวเดิน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/kafair
วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม 2551
เรื่องเล่าจากคนเดินทาง
Posted by กาแฟขาว , ผู้อ่าน : 84 , 09:27:42 น.  
พิมพ์หน้านี้


เล่าเรื่องจาก......คนเดินทาง

 

            ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตัวผมเองได้เดินทางท่องเที่ยวไปหลายต่อหลายสถานที่ ในแต่ละสถานที่ก็จะมีความทรงจำและความประทับใจที่แตกต่างกันไป ผมเป็นคนหนึ่งที่รักการเดินทางเพื่อหาประสบการณ์ชีวิต  ประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงินทอง  ประสบการณ์ที่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถได้พบเจอ และรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านั้นได้ 

 

สิ่งสำคัญของ คนเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง สิ่งสำคัญที่สุดของการเดินทาง  คือ   ประสบการณ์ที่ได้ระหว่างเดินทาง

 

คนเดินทาง กับ มิตรภาพ

            ในวันนี้ผมออกเดินทางจากกรุงเทพแต่เช้าโดย ใช้เส้นทาง ถนนเพรชเกษม เพื่อเดินทางไปยังจังหวัด เพรชบุรี จุดหมายในการเดินทางในครั้งนี้คือ บ้านโป่งลึก ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขื่อนแก่งกระจาน ซึ่งอยู่ติดกับพรมแดนเพื่อนบ้านของเรา เขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานแห่งนี้ ถือเป็นอุทยานที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งก็ว่าได้ ทั้งต้นไม้และแมกไม้นา ๆ พันธ์ สัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่หายากอีกหลายชนิด ซึ่งบางทีแล้วสัตว์ป่าเหล่านั้นก็จะออกมาอวดโฉมให้เราเห็นระหว่างทางก็เป็นได้ ผมหวังอย่างนั้น  

           

            ในการเดินทางบรรยากาศข้างทางทำให้ผมมีความรู้สึกสบายผ่อนคลายกับบรรยากาศของท้องทุ่งนาเกลือ ที่ประดับประดาด้วยกังหันลมที่หมุนช้า ๆ ตามกระแสลมอยู่กลางทุ่งนา เล็กบ้างใหญ่บ้าง สลับกันไป ตลอดเส้นทางทีขับรถผ่านไป เมื่อเริ่มเข้าใกล้พื้นที่ของอุทยาน บรรยากาศและธรรมชาติของสองข้างทางก็สลับสับเปลี่ยนเป็นทุ่งนา ทุ่งหญ้าและป่าเขาทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แสงแดดที่เคยร้อนแรงก่อนหน้านั้นก็ค่อย ๆ อ่อนแสงลงเมื่อถูกบทบังโดยต้นไม้ใหญ่บริเวณริมทาง มีเพียงแสงแดดเพียงเล็กน้อยที่คอยส่องแสงผ่านทิวไม้ที่ส่องแสงกะทบกับกระจกรถระยิบระยับตลอดทาง เบื่องหน้าคือทิวเขาที่ถอดยาวขวางทาง มองดูแล้วคล้ายกับทางเบื่องหน้าจะถูกกีดกั้นด้วยเทือกเขาเหล่านั้น เราเดินทางต่อไปด้วยมีทิวทัศน์รอบข้างที่มองผ่านกระจกประตูเป็นบรรยากาศในการเดินทาง ซึ่งเราคงไม่สามารถเห็นภาพบรรยากาศเหล่านี้ได้ หากเรานั่งอยู่บ้านแล้วมองผ่านหน้าต่างข้างบ้านที่อยู่ในเมือง ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณริมทาง บ้างนั่งจับกลุ่มพูดคุยกัน บ้างก็ทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ ลูกตาล น้ำตาลสดตั้งซุ้มวางขายกันเรียงรายละลานตา นี้หรือคือสิ่งที่เค้าเรียกกันว่า มนุษย์และธรรมชาติต้องพึ่งพาอาศัยกัน

 

ผมไม่อาจหยุดเก็บภาพบรรยากาศเหล่านั้นมาได้ คงเก็บมาได้แต่เพียงความประทับใจและความทรงจำ แล้วปล่อยวิธีชีวิตเหล่ายังคงดำเนินชีวิตของพวกเขาต่อไป ผมเดินทางต่อจนถึงที่ทำการของอุทยานแห่งชาติ เขื่อนแก่งกระจาน เราจอดรถรอกลุ่มเพื่อน ๆ คันอื่นที่จะร่วมเดินทางกับเรากันที่นั้น จุดนี้เราก็พักรับประทานอาหารกลางวันกัน มีร้านอาหารขายอยู่เพียงร้านเดียวเป็นร้านของครอบครัวเจ้าหน้าที่อุทยานนั้นแระครับ  รสชาติอาหารน่ารับทานที่เดี่ยว (ไม่แน่ใจว่าผมเองหิวเอามาก ๆ ด้วยรึเปล่า)

 

หลังจากที่อิ่มหนำสบายพุงเรียบร้อยพวกเราก็ออกเดินทางเข้าไปยังจุดหมายกันก่อน ที่แรกผมก็คาดว่าเราคงจะไปถึงก่อนใครๆ  แต่ที่ไหนได้กลับไปถึงหลังเพื่อน ๆ ที่ตามหลังมาสะอีก ก็พี่ผู้นำทางของพวกเรานั้นละครับ พาเราหลงทางไปประมาณ 10 กิโลเห็นจะได้ ตอนที่เลี้ยวรถกลับพี่ท่านแกพูดติดตลกนิด ๆ แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ว่า “ลืมซื้อน้ำปลาจะไปแวะซื้อ” เอาเถอะนะคนเรายังจะไปต่อได้อีก นั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินพี่เค้าพูดเล่น ปกติแกเป็นคนเงียบ ๆ ครับ

 

            พวกเราขับรถวิ่งย้อนกลับมาถึงด่านป่าไม้อีกด่านหนึ่ง ในขณะนั้นเพื่อน ๆ ที่เค้าตามหลังมาจอดรถรออยู่หน้าเราแล้ว พวกเค้าต่างก็พากันแซวพวกเรากันยกใหญ่ อันนี้ก็คงต้องปล่อยให้พี่เค้าเป็นคนตอบกันไปเองแล้วกัน 

 

เราสลับผู้นำทางอีกครั้ง ก็พี่คนเดิมละครับ (พีโจ้เจ้าเก่า) เพราะในครั้งนี้พี่เค้าคือผู้นำทางต้องปล่อยเค้าครับ แต่ในครั้งนี้คงไม่หลงอีกเพราะคุณครูที่อยู่ที่โรงเรียนที่เราจะไปท่านมารอรับพวกเราอยู่ที่ด่านนั้นแล้วก็นั่งไปกับพี่เค้านั้นและครับ

 

            การเดินทางของพวกเราเริ่มอีกครั้ง ในครั้งนี้เป็นเส้นทางที่ลัดเลาะไปตามป่าเขา รอบข้างของเส้นทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยปลกครุมไปด้วยเฟลินสีเขียว ความชุ่มชื้นของป่าเขา สีเขียวของใบไม้ และสายลมที่พัดผ่านทำให้ใบไม้ปลิวไสวร่วงโรยจากยอดไม้ อากาศกำลังเย็นสบาย เป็นบรรยากาศที่ผมอยากที่จะสูดลมหายใจให้เต็มปอด หลังจากที่ทุก ๆ วันผมได้แต่สูดลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นควัน กลิ่นของโรงงานอุตสหกรรม ธรรมชาติช่วยเติมพลังให้กับผม นี้ละครับคือสิ่ง ๆ หนึ่งที่ทำให้ผมชอบธรรมชาติ ป่าไม้ สายน้ำ และขุนเขา มันช่างสดชื้นเสียกะไร ผมคงไม่สามารถบรรยายภาพและความรู้สึกเหล่านั้นได้หมด หวังเพียงแต่ว่า ธรรมชาติจะยังคงอยู่อย่างนี้ตลอดไปเพื่อเป็นที่พักใจและเติมพลังให้กับผู้คนอีกมากมาย เช่นดังที่ผมได้รับอยู่ตอนนั้น

 

            พวกเราเดินทางมาถึงโรงเรียนบ้านโป่งลึกใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2~3 ชั่วโมง หลังจากที่ผมและพวกพี่ไปถึงก็เห็นกลุ่มเด็ก ๆ ต่างกำลังรอคอยการมาเยือนของพวกเรา เด็ก ๆเมื่อเห็นรถของพวกเราวิ่งผ่านเข้าไปก็ต่างพากันวิ่งไล่ตามรถของพวกเราเข้าไปในโรงเรียนด้วย เด็ก ๆ แสดงท่าทางดีอกดีใจตอนรับกับการมาเยือนของพวกเราทุกคน ในขณะนั้น อากาศที่เคยมีแสงแดดส่องกลับค่อย ๆ มืดสลัวลงทีละนิด ๆ เม็ดฝนเริ่มโปรยปราย ลงมาปะทะกับพื้นดินและกระจกรถของพวกเราที่ละเม็ด ๆ แล้วก็หนักขึ้น ๆ พวกเราพากันวิ่งหนีหลบสายฝนเข้าใต้ล่มของอาคารเรียนแห่งนั้นกันจ๋าระหวั่น ส่วนพวกเราที่ขับรถตามมาก็ค่อย ๆ ขับรถเข้ามาอย่างช้า ๆ ทีละคัน ๆ ผมนั่งนับได้สิบห้าคันเห็นจะได้ พูดได้ว่าเป็นขบวนใหญ่พอดูทีเดียว เราแวะทักทายกับเจ้าหน้าที่ ตชด ที่ดูแลในเขตพื้นที่นั้นอยู่พักหนึ่ง ในขณะนั้นฝนที่โปรดปรายลงอย่างหนักก็กับเงียบสงัดลงเพียงเวลาไม่นานนัก ผมไม่อยากคิดว่าฝนที่ตกลงมานั้น ตกลงมาเพื่อต้อนรับพวกเรา มันน่าจะเป็นเรื่องปกติของธรรมชาติ เพราะพื้นที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และความชุ่มชื้นของธรรมชาติ แต่ก็อดคิดไม่ได้อีกนั้นแหละ

 

จากนั้นพวกเราก็เดินทางกันต่อไปยังที่ทำการอุทยานของบ้านโป่งลึก ซึ่งเป็นที่ที่พวกเราจะใช้ในการพักแรมกันในค่ำคืนนั้น เมื่อพวกเราทยอยกันไปถึงในพื้นที่อุทยาน ต่างก็แยกย้ายกันไปหาพื้นที่เหมาะ ๆ สำหรับการกางเต็นตามความชื่นชอบของแต่ละคน หลังจากที่ผมและน้องที่มาด้วยกันกับผมกางเต็นเสร็จก็พากันเดินลงไปที่ลำธารที่อยู่ไม่ห่างจากที่เรากางเต้นเท่าไหร่ เสียงน้ำที่ไหลผ่านกระทบกับหินน้อยใหญ่ในลำธารได้ยินมาแต่ไกล ละอองน้ำที่ล่องลอยฝุ้งอยู่ในอากาศรอบ ๆ เมื่อมีแสงแดดส่องกระทบ มองเห็นเป็นประกายดั่งสายรุ่ง เบื้องหน้าของพวกเราเป็นภูเขาที่สูงใหญ่เรียงราย พอละสายตามองไปรอบ ๆ เปรียบดังได้อยู่ในท้ามกลางอ้อมกอดของขุนเขา เสียงนกร้องกึกกร่องดังมาแต่ไกล ที่อยู่ตามยอดไม้ใหญ่ ดั่งอยากที่จะกล่าวคำทักทายเหล่าเพื่อนผู้มาเยือน ผมและน้องต่างยืนชื่นชมธรรมชาติกันอยู่พักใหญ่ เราลืมความเหนื่อยล้าในการเดินทาง ลืมความวุ่นวายของชิวิตในเมือง เราปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างไว้ด้านนอกผืนป่าแห่งนั้น ณ เวลานั้นเรามีเพียงแต่เพียง ธรรมชาติ อ้อมกอดของขุนเขา มิตรภาพ พี่น้องและผองเพื่อน

           

แฟนของพี่ยิ้มเริ่มแสดงฝีมือปรุง ยำไข่เยี่ยวม้า เพื่อเป็นกับแก้มให้พวกเราได้ทานแก้มกับของที่มีดีกรีที่พวกพี่เค้าเตรียมมากัน แก้วถูกจัดวางไว้บนโต๊ะที่ทำจากซากไม้ไหญ่ในผืนป่าแห่งนั้น เก้าอี้ก็ทำจากต้นไม้ที่ถูกตัดความยาวพอเหมาะถูกวางเรียงกันเป็นวงรอบโต๊ะ ไม่เป็นระเบียบนักแต่ดูเป็นธรรมชาติดี ไม่มีการขัดเติมเสริมแต่งแต่อย่างใด เรานั่งล้อมวงกันนั่งทานนั่งพูดคุยกัน โดยที่พี่จักร และพี่ทวนที่คอยเรียกเสียงหัวเราะให้พวกเราตลอดก็ว่าได้ พี่ทั้งสองคนดูสนิทกันมาก เวลาพูดจากันเหมือนจะทะเลาะกันแต่ก็ไม่เห็นโกษกันซักที นี้ละคือมิตรภาพของความเป็นเพื่อน

 

ท้องฟ้าที่สดใสเริ่มมืดลง  อากาศในยามเย็นเริ่มเข้ามาเยือน เสียงนกที่เคยร้องระงมก็ค่อย ๆ เงียบเสียงลง เสียงที่สอดแซกขึ้นมาแทนที่เป็นเสียงของบรรดาเจ้าสัตว์ตัวน้อยในป่าใหญ่ร้องประสานเสียง ดั่งมีวงดนตรีที่มาบรรเลงเพลงให้ฟังในยามเย็น ฟังแล้วเพลิดเพลิน

 

ความมืดเริ่มเข้ามาอย่างกายทุกที ลมที่เคยพัดแพล่วเบา เริ่มพัดแรงขึ้น ใบไม้ที่แห้งคาต้นก็เริ่มปริวไสวตามสายลม สายฝนค่อย ๆโปรยปรายลงมาอีกครั้ง อากาศเริ่มเย็นลง ระอองน้ำฝนปะทะหน้าพวกเราทุกคน สักพักสายฝนที่โปรยปรายเริ่มรุนแรงขึ้น ๆ ทำเอาพวกเราไม่สามารถมองเห็นบรรยากาศล้อมข้างได้เลย อากาศเริ่มหนาวเย็นลงแต่พวกเราก็ยังคงนั่งล้อมวงคุยกันอยู่ที่เดิม โดยปล่อยให้สายฝนและบรรยากาศรอบข้างเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มรสชาติในการสนทนาของพวกเรา

 

เวลาผ่านไปสายฝนยังโปรยปรายอย่างไม่ขาดสาย พร้อมด้วยเสียงหัวเราะของการสนทนาของพวกเรา ก็มิได้เบาบางลงเช่นกัน ผมเดินไปปลุกน้องที่นอนอยู่ในเต้นให้ออกมานั่งคุยด้วยกัน หลังจากที่นอนพักอยู่นาน เพราะอยากให้น้องเค้าได้สัมพัสกับบรรยากาศของการสนทนาท้ามกลางสายฝนและแสงเทียน ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ผมเชื่อแน่ว่า แตกต่างจากบรรยากาศที่เคยนั่งคุยกันในร้านอาหารแน่นอน นี้ละ คือรสชาติของการเดินทางท่องไพรพร้อมกับหมู่เพื่อนร่วมทาง ที่ไม่สามารถอธิบายให้ใครเห็นภาพได้ ถ้ามิได้สัมพัสตัวตัวเอง เราคุยกันอยู่สักพักพี่โจ้ของเราก็แบกเต้นที่เต้มไปด้วยน้ำฝนเดินฝ่าสายฝนที่รุนแรงนั้นมา พร้อมกับสภาพร่างกายที่เปียกปอนไปทั้งตัว เราต่างพากันแซวพี่โจ้ พีแกมองหน้าแล้วไม่พูดอะไรเดินฝ่าสายฝนกลับไป อีกพักหนึ่งพี่เค้ากลับมาแล้วพูดว่าไม่ไหว ๆ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน ไอ้ที่ไม่ไหวของพี่เค้าคือ รถของพี่เค้าที่จมอยู่ในโคลนหลังถูกพายุฝนกระหน่ำอย่างหนัก แล้วพี่เค้าก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้ามานั่งคุยอยู่กับพวกเรา เราคุยกันต่อกันไปจนกระทั่งสายฝนค่อย ๆ เบาบางลง แต่การสนทนาก็มิได้หยุดลงตาม พวกเราใช้เพียงแสงสว่างจากเทียนเล่มน้อยที่พี่จักรจุดขึ้นและปักตั้งไว้บนโต๊ะ ความสนิทสนมระหว่างพวกเราเริ่มมากขึ้น จากคนที่ไม่เคยรู้จักกันกลับเปลี่ยนเป็นคนที่สามารถพูดคุยหยอกล้อัน แซวเล่นกันได้อย่างสนิทสสนม นี้ละครับที่ผมเรียกว่า มิตรภาพของการเดิน การที่เราได้มาใช้ชิวิตร่วมกัน ไม่มีแบ่งแยกว่า คุณจะเป็นใคร จะมีตำแหน่งมากมายเพียงไหน แต่เมื่อมาอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ทุกคนเท่าเทียมกัน

 

แสงเทียนเล่มสุดท้ายของค่ำคืนนั้นได้ถูกจุดขึ้นพวกเราเริ่มถยอยเก็บข้าวของที่อยู่บนโต๊ะเพื่อเตรียมตัวแยกย้ายกันไปพักผ่อน แต่แล้วในที่สุดค่ำคืนนี้พวกเราที่ยังไม่ได้อาบน้ำ ก็คงมิได้อาบน้ำตามระเบียบ มันเป็นเหตุสุดวิสัยครับ เหตุเกิดเพราะฝนแท้ ๆ หลังจากเราเก็บของเรียบร้อยต่างก็ขอตัวแยกย้ายกันไปพักผ่อน 

 

แสงอาทิตย์แรกของยามเช้าเริ่มส่องสว่างอีกครั้ง ทุกคนเริ่มรุกออกจากเต้นที่พัก ผมและน้องที่ยังไม่ได้อาบน้ำในเมื่อวาน รีบไปอาบน้ำกันแต่เช้า น้ำที่ลำธารเย็นมาก ใช้เวลาไม่นานมากนักก็รีบขึ้นจากน้ำ หลังจากแต่งตัวเสร็จก็มานั่งแซวพี่จักรกับพี่ทวนต่อ ที่ยังไม่ได้อาบน้ำกันต่อ จนพี่ทั้งสองทนไม่ไหวต้องรีบหลบไปอาบน้ำ ก่อนที่จะถูกแซวไปมากกว่านี้ พียิ้มติดไฟเตาปิ๊กนิกเพื่อที่จะต้มน้ำร้อนชงกาแฟและมาม่าทานกัน เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน ต่างก็ช่วยเหลือตนเองใครใคร่อยากทานอะไรก็ทำทานกัน ผมเลือกทานกาแฟ คิดดูครับ บรรยากาศที่ล้อมรอบด้วยขุนเขา สีเขียวของใบไม้ เสียงนกร้อง อากาศที่ชุ่มชื้นหลังฝนตกเมื่อคืน นั่งจิบกาแฟมองดูธรรมชาติ คงไม่มีคำบรรยายใด ๆ อีกแล้ว

 

หลังจากที่อิ่มหนำสำราญกันเรียบร้อย ต่างคนก็แยกย้ายกันไปสำรวจสภาพหลังจากที่พายุฝนกระหน่ำเมื่อคืน ผมเดินไปยังพื้นที่ที่เพื่อนอีกกลุ่มพักกางเต้นกันร่วมถึงที่ ๆ พี่โจ้ของเราพักด้วนนั้นละครับ ปรากฏว่าเต้นทั้งหมดโดนพายุฝนกระหน่ำไม่เหลือสภาพ คาดว่าเมื่อคืนคงไม่ได้นอนกันทั้งคืนแน่ ๆ โชคดีที่ผมหลบไปพักกางเต้นอยู่ใต้ล่มหลังคา ทั้งสภาพเต้น สภาพรถที่จอดอยู่บริเวณนั้นต่างจมอยู่ในโครน รถของพี่โจ้ซึ่งก็จอดอยู่ในบริเวณนั้นด้วยก็จมลงไปในดินโคลนเกือบครึ่งล้อ ผมแซวพี่เค้าว่า ปาดำดินได้ด้วย (อ่อลืมบอกไปครับ พี่โจ้เค้าขับรถ ปาเจโล่ ครับแต่พี่แกเรียกรถของเค้าเองว่าปาดำ ) ตอนนั้นพี่ ๆ หลายคนกำลังกุรีกุจอช่วยกันเพื่อจะนำรถออกจากพื้นที่นั้นกัน เป็นอีกบรรยากาศหนึ่งของการเดิน

 

เมื่อรถทุกคันถูกช่วยเหลือขึ้นมาหมด ก็ถึงเวลาเติมพลังกันให้กับคนกันบ้าง จริง ๆ แล้วยังไม่หิวเท่าไหร่ เพราะทานกาแฟไปตอนเช้า พี่เค้าทำก๊วยเตี๋ยวเลี้ยงพวกเราครับ ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองอีกเช่นกัน ใครอยากทานแบบไหนก็ปรุงแต่งเครื่องปรุงกันเอาตามชอบใจ ขนาดว่าไม่หิว ๆยังทานไปสองชาม  ขอขอบคุณพี่ ๆ ที่ทำอาหารให้ทานทุกคนนะครับ หลังจากอิ่มหน่ำสำราญกันอีกยก เราก็เตรียมตัวออกเดินทางไปยังโรงเรียนเพื่อที่จะทำอาหารกลางวันเลี้ยงเด็กนักเรียน

 

เมื่อพวกเราเดินทางกลับมาที่โรงเรียนกันอีกครั้งก็ไม่ได้แตกต่างจากในครั้งแรกที่เราเข้ามากัน เด็กเมื่อเห็นรถของเราก็พากันวิ่งไล่ตามรถของพวกเราเข้าไปในโรงเรียน หลังจากที่ได้สอบถามกับคุณครู ก็ได้รู้ว่าเด็ก ๆ ที่เห็นมารอพวกเราอยู่นั้นมากันตั้งแต่ เจ็ดโมงเช้าแล้ว เพื่อมารอทานอาหารที่พวกเราให้ทางโรงเรียนเป็นผู้จัดทำไว้ให้ เลี้ยงพวกเค้ากัน

 

โรงอาหารที่มีพื้นที่กว้างพอดู แต่เมื่อเด็ก ๆ และชาวบ้านมาอยู่รวมตัวกันทำเอาอาคารโรงอาหารเล็กไปถนัดตาที่เดี่ยว ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 11 โมงเห็นจะได้ แต่อาหารที่จัดเตรียมไว้ก็ยังไม่เสร็จทำเอาเด็กที่นั่งรอคอยเกิดอาการเบื่อ

และหิวกันทั่วหน้า และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ก็มีพี่คนหนึ่งที่เค้ามาพร้อมกันกับพวกเรา ก็เสนอกิจกรรมเพื่อให้เด็ก ๆ ได้ร่วมทำและมีของรางวัลติดไม้ติดมือกลับไปบ้านกัน ส่วนใหญ่ก็เป็นความรู้ที่เด็ก ๆ น่าที่จะรู้กันอยู่แล้ว ทำกิจกรรมไปสักพักใหญ่อาหารก็ยังไม่มีที่ท่าว่าจะแล้วเสร็จ พี่เค้าก็หมดมุขที่จะงัดมาเล่นกันน้อง ๆ แล้ว ก้เลยขอให้น้อง ๆ เด็ก ๆ เค้าร้องเพลงให้พวกเราฟังบ้าง ก็มีเด็กโตคนหนึ่งยืนขึ้น แล้วเป็นคนนำในการร้องเพลงในครั้งนั้น เสียงร้องที่ดังกึกก้องในพื้นที่แห่งนั้น ทำเอาผมน้ำตาคลอ การประสานเสียงของเด็ก ๆ เหล่านั้นมีเนื้อหากล่าวถึงคำขอบคุณและเล่าเรื่องราวชีวิตของพวกเขา หากใครได้ฟังคงไม่แตกต่างอะไรจากผมแน่นอน น้ำเสียงของเด็ก ๆเหล่านั้นยังดังกึกก้องอยู่ในหูของผมเสมอ 

 

            เมื่ออาหารที่จัดเตรียมไว้เสร็จเรียบร้อย เราก็แบ่งหน้าที่กันเพื่อเตรียมจัดแบ่งอาหารให้กับเด็ก ภาพที่พวกเราเห็นในระหว่างการทานอาหารของเด็ก ๆ ที่ทำให้พวกเราต้องหยุดมองและพูดคุยกันคือ เมื่อเด็กที่นั่งทานอาหารอยู่นั้นทานอาหารไปครึ่งหนึ่งเค้าถือถาดอาหารที่เหลืออีกครึ่งเดินไปหาแม่และน้องเล็ก ๆ ที่แม่มัดติดอกแม่ไว้ เค้าส่งถาดนั้นให้กับแม่ของเค้าเพื่อให้แม่เค้าได้ทานด้วย เมื่อแม่รับถาดจากลูกก็รีบทานเหมือนดังยังไม่มีอะไรตกลงท้องเลยในวันนี้ เมื่อเราเห็นภาพเหล่านั้น พวกเรามิอาจรอช้าที่จะเรียกให้พวกเด็ก ๆ มารับอาหารเพิ่มเติม เพื่อไปรับทานให้อิ่มและได้แบ่ง่ปันให้กับพ่อแม่ของน้อง ๆ เค้าได้ทานกัน แต่เราก็ต้องเสียใจนิดหน่อยที่ไม่สามารถแจกจ่ายให้ได้ทั่วถึงเนื่องจากอาหารที่เตรียมไว้มีเพียงพอสำหรับเด็ก ๆแต่เราไม่ได้เพื่อไว้สำหรับชาวบ้าน พ่อ แม่ ของเด็กเหล่านั้น เราคงทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้

 

            เมื่อเด็ก ๆ ทุกคนอิ่มหนำกันเป็นที่เรียบร้อย ก็คงต้องถึงบอกคำอำลากับเด็ก ๆ ทุก ๆ คน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสักวันผมและน้อง ๆ จะกลับมาเยือนที่นี้อีกครั้ง แล้วเสียงเพลงของเด็ก ๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ไม่ต่างอะไรกับครั้งแรกน้ำเสียงของเด็ก ๆ ที่กล่าวคำขอบคุณพวกเราทุกคนทำเอาผมน้ำตาคลออีกครั้ง

 

 เราขอตัวลาจากคุณครูแล้วก็เดินทางกลับ ระหว่างเดินทางกลับ ผมขับรถวิ่งผ่านช่าวบ้านที่กำลังจะออกไปทำงานด้านนอก ผมได้ให้เค้าอาศัยรถไปด้วย แต่สิ่งที่ผมไม่นึกอีกอย่างก็เกิดขึ้น ผมขับรถออกมาถึงบริเวณไกล้ ๆ กับทางออกอุทยานซึ่งจะมีแอ่งน้ำแอ่งหนึ่งซึ่งผมคิดว่าจะจอดรถพักรอพี่ที่ตามมาด้านหลังที่นั้น แล้วก็จะล้างทำความสะอาดรถด้วย หลังจากที่ผมลงไปแล้วเอามือวักน้ำใส่รถ เด็กที่อาศัยรถผมมาด้วยก็ลงมาจากรถในมือถือขวดน้ำเปล่าหนึ่งขวด แล้วเด็กคนนั้นก็เดินลงมาในน้ำตรงบริเวณที่น้ำยังไม่ขุ่นแล้วค่อย ๆ รองน้ำใส่ขวดนั้นจนเต็ม ที่แรกผมนึกว่าน้องเค้าจะเอาไปร้องมือ แต่เมื่อเห็นภาพที่น้อง ๆ เค้ายื่นขวดน้ำนั้นให้กับแม่ของเค้าแล้วแม่เค้าก็ยกขวดน้ำนั้นขึ้นดื่มเมื่อแม่เค้าทานเสร็จก็ส่งขอดน้ำนั้นให้เด็กน้อยคนนั้นได้ดื่มทานบ้าง ผมแทบไม่เชื่อสายตาตนเองจริง ๆ น้อง ๆ ของผมรีบบอกว่าพวกเค้าว่าน้ำของพวกเราที่อยู่หลังรถสามารถทานได้เลยไม่ต้องเกรงใจ นี้หรือคือความแตกต่าง ความพยายามเพื่อเอาชิวิตรอด ความเป็นอยู่ที่ไม่มีการแต่งเติมใด ๆ ผมยืนมองดูแต่ก็ไม่อาจพูดอะไรไปได้มากกว่า การยื่นขวดน้ำที่มีน้ำสะอาดหลังรถให้กับพวกเค้า

 

            ผมและน้องเดินทางมาถึงที่ทำการอุทยานและนั่งทานข้าวในร้านค้าร้านเดิมจนเกือบจะหมดจานพวกพี่ยิ้ม ก็มาถึงแต่ก็เป็นเวลาที่เย็นมากแล้วเราพูดคุยกันอีกพัก ผมและน้องจำเป็นต้องขอตัวกลับบ้านกันก่อน ผมและพี ๆ จึงต้องแยกทางกันนะที่แห่งนั้น แต่ก็เป็นการแยกกันแต่เพียงร่างกาย แต่มิตรภาพของพวกเรายังอยู่คงเดิม

 

            การเดินในครั้งนั้นของพวกเราจบลงพร้อมกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ความประทับใจในธรรมชาติ ความเป็นอยู่ที่แตกต่างระหว่างคนเมืองกับคนในพื้นที่ที่ห่างไกล ความรู้สึกที่ดี ๆ ที่ได้รับจากพี่ ๆ ทั้งหลาย มิตรภาพที่ไม่มีเส้นกีดขวางใด ๆ ผมคงไม่มีวันลืมการเดินทางในครั้งนี้อย่างแน่นอน

 

                                                                                                            โดย กาแฟขาว


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
arekoy วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 14.13 น.
http://www.oknation.net/blog/arekoy

อ่านยากนิดนึงค่ะ
แต่ก็แพยายามอ่านจนจบ
ความคิดเห็นที่ 4
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 11.49 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim

แก่งกระจานตำนานของหลายชีวิตที่มาแล้วจากไปบ้างก็คงอยู่อย่างยั่งยืน

ยินดีต้อนรับสู่บ้านอันอบอุ่น
ความคิดเห็นที่ 3
salisa_j วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 10.18 น.
http://www.oknation.net/blog/salisa
ฉันคนนี้...กับความรู้สึกดีดีที่อยู่ในใจ.....

การเดินทางเป็นความสุขอย่างหนึ่งในชีวิต
ความคิดเห็นที่ 2
hasanai วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 09.49 น.
http://www.oknation.net/blog/hasanai
หัสนัย #พันตาหมายถึงพระอินทร์

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อผมเป็นคนที่ 9 ที่อ่านblogคุณ ไปดูสิ!
ความคิดเห็นที่ 1
กรมกุชะ วันที่ : 10/05/2008 เวลา : 09.36 น.
http://www.oknation.net/blog/cradm

กำไรชีวิต
ความคิดต่อยอด
ธรรมชาติโอบกอด
ต่อทอด...โลกธรรม
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ดั่งนกน้อย

บทเพลงครูซัน

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31