วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม 2551
โจไม่อยู่กับเราแล้ว
Posted by
johnrit
,
ผู้อ่าน : 88
, 19:24:59 น.
พิมพ์หน้านี้
|
นัดฝรั่งคนหนึ่งไว้ที่สมาคมนักเขียน พี่อิ๊ดโทรมาบอกว่า ฝรั่งเขาแปลเรื่องไทยทั้งหมดหกสิบเรื่อง เขากำลังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เขาเลือกเรื่องแมลงสาบของผมไปแปลด้วย เขาอยากสัมภาษณ์นักเขียน พี่อิ๊ดถามว่าสะดวกไหม ผมว่าสะดวก เธอเป็นหญิงสามอายุสามสิบสองปี ชื่อเอเลน โตที่นิวยอร์ก พูดไทยและอ่านภาษาไทยได้เก่งมาก ตอนที่ผมไปถึงเจอเธอกำลังสัมภาษณ์พี่อิ๊ดอยู่ สักพักเธอก็เข้ามาในห้องแล้วเริ่มต้นสัมภาษณ์ผม ประเด็นที่เธอต้องการคือการอพยพของคนชนบทเข้ามาสู่เมืองหลวงโดยผ่านงานวรรณกรรม เธอถามผมว่า เรื่องแมลงสาบนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ผมตอบว่าจริงส่วนหนึ่ง และไม่จริงส่วนหนึ่ง แมลงสาบเป็นสัญลักษณ์แห่งความเกลียดความกลัว เธอถามว่าเมื่อคนชนบทเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงจนกลายเป็นชนชั้นกลาง พอหันกลับไปมองชนชั้นล่าง รู้สึกอย่างไร ผมว่า รู้สึกไม่อยากให้ตัวเองย้อนกลับไปอยู่แบบนั้นอีก คนชั้นกลางส่วนใหญ่จึงพยายามรักษาสถานภาพของตัวเองเอาไว้ให้นานที่สุด และไม่รีรอที่จะไต่เต้าขึ้นไปสู่ความเป็นคนร่ำรวยที่มีเงินใช้ไม่ขาดมือ เธอถามว่าถ้าหากชีวิตหักเหต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมจะเสียใจไหม ผมตอบว่าเสียใจ แต่ถ้าเกิดอย่างนั้นจริง ๆ ขึ้นก็ต้องทำใจและยอมรับกับมันอย่างคนที่มีสติ ไม่มีการโอดครวญและไม่เรียกร้องให้ใครมาแสดงความเห็นอกเห็นใจ เธอถามผมว่าคิดถึงบ้านนอกหรือไม่ ผมตอบว่า คิดถึงตลอดเวลา แต่เมื่อกลับไปบ้านนอก ภาพที่อยู่ในความทรงจำของเราล้วนแล้วแต่เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว เราจะหวนนึกถึงแต่ภาพเดิม ๆ ก่อนที่เราจะเดินทางจากมา เธอถามว่าอนาคตจะกลับไปอยู่บ้านนอกหรือไม่ ผมตอบว่าไม่แน่ อาจจะเป็นบ้านหลังที่สอง แต่ถ้าจะให้ไปอยู่ถาวรก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไร เว้นแต่ว่าเรามีรายได้จากงานเขียนเพิ่มขึ้น เราก็อาจจะกลับไปอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว และก็จะเดินทางไปเที่ยวตามประเทศต่าง ๆ เธอถามว่าผมมีความฝันอยากทำอะไร ผมตอบว่าอยากให้หนังสือของตัวเองขายดี ปีหนึ่งทำงานหนักหกเดือน หกเดือนที่เหลือผมจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อหาข้อมูลมาเขียนหนังสือ อยากใช้ชีวิตแบบนี้ เป็นความฝันอันสูงสุด ผมไม่ต้องการหารสะสมคมความร่ำรวยหรือสมบัติใด ๆ สิ่งที่ต้องการก็คือการเดินทางไกลที่ไม่เดือดร้อนตัวเองและครอบครัว เรายังคุยกันอีกหลายเรื่อง เช่นเรื่องของคนตะวันตกเดินทางมาหาเมียไทย การที่สังคมไทยยอมรับคนต่างชาติ เธอถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง ผมตอบว่า เข้าใจ ฝรั่งเขาต้องการผู้หญิงที่เอาใจเก่งและดูแลเขาในยามแก่ชรา ซึ่งหญิงไทยถูกสอนมาให้ทำอย่างนั้น เรารับสิ่งเหล่านี้ได้ คนไทยก็ต้องการสร้างฐานะ ต้องการความสะดวกสบายเหมือนคนอื่น ๆ ซึ่งฝรั่งก็ให้สิ่งที่เราขาด ต่างคนต่างให้ ดังนั้นชายแก่ฝรั่งมาแต่งานอยู่กินกับสาวไทยจน ๆ นั้นเป็นเรื่องธรรมดามาก สัมภาษณ์จบผมก็ขับรถกลับบ้าน มานั่งตรวจงานเขียนเล่มใหม่ของบุหลัน รันตี พร้อมกับเปิดอีเมลส่งงานให้สำนักพิมพ์นาครเพื่อทำหนังสือราหูอมจันทร์เล่มที่๔ เป็นคอลัมน์จดหมายจากนักเขียนหนุ่มของกนกพงศ์ ตอนห้าโมงเย็นก็ออกไปวิ่งที่ศาลากลาง ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้นไม่ค่อยป่วย สามารถเดินผสมวิ่งได้ถึงสี่กิโลเมตร เดินจนเหงื่อท่วมตัวด้วยความเพลิดเพลิน เสร็จแล้วก็กลับมากินข้าว และนั่งดูข่าวจากโทรทัศน์ ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยเปื่อย ใจกังวลแต่ว่าเมื่อถึงงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติว่าจะหาใครมาช่วยงานดี เพราะคนเก่า ๆ อย่างฟางกับซุงเรียนจบและงานทำไปเรียบร้อยแล้ว รู้สึกเสียดายฟาง เธอเป็นเด็กดีและไว้ใจได้ เป็นเพื่อนของลูกสาว ทำงานให้เราเหมือนกับทำงานให้ตัวเอง แต่อย่างไรก็ยังคิดถึงโจอยู่เสมอว่า เมื่อถึงเวลาโจจะต้องขึ้นกรุงเทพฯและช่วยลุงขนของใส่รถไปส่งให้ที่ร้าน โจจะเป็นกำลังหลักให้ลุงเสมอ เพียงแต่ยังไม่อยากพูดกับโจในช่วงนี้ อยากให้โจมีเวลาสำหรับครุ่นคิดว่าอะไรถูกและอะไรที่ไม่ถูก เที่ยงคืนนอนหลับไปงีบหนึ่ง ได้ยินเสียงโทรศัพท์กรีดเสียงขึ้น รีบลุกขึ้นรับ เพราะเกรงว่าจะเป็นสายด่วนจากคนโรคจิตชอบโทรมาทำเสียงกระเส่าในตอนค่ำคืน แต่ปรากฎว่าเป็นเสียงย่ากำลังร้องไห้ บอกว่าโจตายแล้ว โจโดนยิง ย่าพูดแล้วก็ร้องโฮ ได้ยินแล้วอึ้ง รู้สึกช็อคไปชั่วขณะ เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ลุงคิดว่าโจต้องไปมั่วสุมกับเพื่อนแล้วเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันจนกระทั่งเกิดเหตุ โจไม่น่ากลับลงไปเลย กลับไปเพื่ออะไรกัน งานก็ไม่มีทำ เงินก็ไม่มีใช้ อยู่กับลุงอย่างน้อย ๆ ก็มีเงินให้ทุกสัปดาห์ มีงานให้ทำตลอด และลุงก็เสนอเงินเดือนให้แล้วด้วย ขอเพียงแต่โจตั้งใจเท่านั้น แต่โจก็เลือกที่จะกลับไปอยู่บ้าน โจบอกว่าที่บ้านงานเยอะมาก แม่เปิดหอพัก แม่เปิดร้านขายของชำ แม่จะทำโน่นทำนี่ โจต้องไปช่วยงานแม่ แล้วโจก็ต้องเสียชีวิตด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง คิดไปร้อยแปดพันอย่างจนนอนไม่หลับ ตีห้าก็ต้องลุกออกจากห้อง เดินลงไปข้างล่าง เปิดไฟ เปิดโทรทัศน์ และก็เปิดอีเมลเช็คตั๋วเครื่องบินว่าจะลงไปในตอนเย็นนี้ พาลูกสาวไปด้วย แต่สายการบินนกแอร์ที่จะไปตรังนั้นมีอยู่เที่ยวเดียวคือเที่ยวสิบนาฬิกา เขาบอกว่าที่นั่งเต็มหมดแล้ว ถ้าจะไปต้องลงที่กระบี่ หารือกับจิ๋วว่ารอให้บุ๊คเลิกเรียนแล้วเราจะลงไปด้วยกันกับขบวนรถไฟกรุงเทพฯ-ตรังเที่ยวห้าโมงเย็น ไปถึงพรุ่งนี้เวลาสิบนาฬิกา จิ๋วก็ตกลง ผมจัดการอาบน้ำแต่งตัวจะไปจองตั๋วรถไฟที่สถานีบางเขน และจะนั่งแท็กซี่เลยไปประชุมที่อาคารรัฐสภาเกี่ยวกับโครงการประกวดวรรณกรรมพานแว่นฟ้า ซึ่งปิดรับสมัครการประกวดเรื่องสั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กำลังจะออกไปโบกแท็กซี่ออกจากบ้าน ปู่โทรมาบอกว่า หาตั๋วเครื่องบินให้ได้ ไปลงที่กระบี่หรือหาดใหญ่ แล้วนั่งแท็กซี่ด่วนมาที่ตรัง ขอให้มารดน้ำศพและมองหน้าหลานเป็นครั้งสุดท้าย ผมก็โทรศัพท์เช็คไปที่สายการบินแอร์เอเชีย เช็คไปที่วันทูโก โชคดีที่เขาบอกว่ามีเที่ยวบินสิบนาฬิกาไปลงที่กระบี่มีตั๋วว่างอยู่หลายที่ ผมจึงนั่งแท็กซี่ไปซื้อตั๋วและรอขึ้นเครื่องบิน ได้ตั๋วแล้วก็โทรบอกพ่อว่า ถ้ามีคนไปรับที่สนามบินตอนเที่ยง รับรองจะต้องไปทันรดน้ำศพแน่นอน พ่อจัดการให้ดำลูกป้าอองขับรถไปรับ ระหว่างนั้นทางสายการบินประกาศเลื่อนการเดินทางถึงสองครั้ง บอกว่าเครื่องบินที่มาจากสิงคโปร์นั้นยังมาไม่ถึงที่สุวรรณภูมิ แต่คาดว่าไม่เกินเที่ยงก็สามารถขึ้นเครื่องได้ ผมโทรหาพ่ออีกทีว่า เครื่องบินดีเลย์ให้จัดการรถน้ำศพโจไปได้เลย พ่อบอกว่าจะรอไปจนกระทั่งสามโมงเย็นก็ได้ แกได้ปรึกษาสัปเหร่อแล้ว ผมก็ภาวนาให้เครื่องบินมาถึงเสียที จนกระทั่งเที่ยงสิบห้านาทีได้ขึ้นเครื่องบิน เที่ยงครึ่งเครื่องบินร่อนขึ้นจากดอนเมือง ผมกะว่าไม่เกินบ่ายโมงครึ่งถึงกระบี่ แต่อุปสรรคก็ยังคงมีต่อไป เครื่องบินบินวนอยู่เหนือทะเลอันดามันสองรอบ บินลงแล้วต้องเชิดหัวขึ้น เพราะทัศนะวิสัยไม่ดี เครื่องตกหลุมอากาศหลายครั้ง จนกระทั่งบ่ายสองกัปตันสามารถนำเครื่องร่อนลงท่าอากาศยานกระบี่ได้อย่างปลอดภัย ออกจากเครื่องบิน ผมรีบจ้ำไปขึ้นรถที่จอดรอไว้ พ่อโทรมาถามตลอดทางว่าถึงไหนแล้ว ผมบอกว่าถึงกระบี่แล้วรถกำลังจะออก สักพักแกก็โทรมาถามอีกว่า เป็นอย่างไรบ้าง ฝนตกหนักไหม ผมบอกว่าตกนิดหน่อย ๆ แกว่า ค่อย ๆ ขับ ทางโน้นกำลังรออยู่ ผมบอกว่าไม่ต้องห่วง ดำขับรถดีมาก ผมชวนดำคุยกันไปตลอดทาง เพื่อไม่ให้ดำเครียด ถามดำว่าเกิดอะไรขึ้นกับโจกันแน่ ดำบอกว่าไม่รู้รายละเอียด ผมจึงคุยเรื่องอื่น ๆ เช่นเรื่องญาติพี่น้องเขา ถามว่าประเสริฐเป็นอย่างไรบ้าง เกมลูกชายของประวิงทำงานทำการอะไร ดำบอกว่าประเสริฐหวนกลับมาดื่มหนักอีก เกมก็เกเรมาก นอกจากไม่เรียนหนังสือแล้วยังไม่ทำงานอีก ผมถามว่าตอนนี้ดำทำงานอะไรอยู่ ดำตอบว่า เรื่อย ๆ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ผมถามว่ามีรายได้จากไหน ดำบอกว่าเมียของเขาขายหวยใต้ดินเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงอำเภอสิเกาฝนก็เทลงมาห่าใหญ่ ดำขับรถช้าลง ผมโทรบอกพ่อว่าถึงสิเกาแล้วอีกไม่เกินสิบห้านาทีก็จะถึงวัด ดำเร่งความเร็วขึ้นอีกเมื่อพ้นเขตุฝนตก ไม่ถึงห้านาที เจหลานชายอีกคนก็โทรมาถามว่าลุงถึงไหนแล้ว ผมบอกว่าไม่น่าจะเกินสามนาที ที่ลานโล่งหน้าวัด มีรถจอดอยู่หลายสิบคัน ทุกต่างก็รอที่จะรดน้ำศพโจ แม่ของโจยืนร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ปู่เปิดผ้าให้ดูหน้าโจเป็นครั้งสุ ดท้
าย โจนอนพนมมือนิ่งอยู่ในเสื้อสีขาวกางเกงยีน สวมรองเท้าผ้าใบสีขาว หน้าตามีรอยถลอกนิดหน่อย มุมปากของโจเหมือนมีรอยยิ้มอยู่นิด ๆ แม่ของโจเข้ามาร้องไห้แล้วหยิบหวีมาหวีผมให้ลูก คร่ำครวญว่าลูกของแม่หล่อเสมอ แม่รักลูกมาก ลูกไม่น่าจากแม่ไปเร็วอย่างนี้ ผมฟังแล้วน้ำตาไหลลงรดแก้ม โจอยู่กับลุงก็ไม่เคยสร้างปัญหาอะไรให้ เลย โจทำงานตามที่ลุงสั่งจนเรียบร้อย ลุงว่าโจเรื่องเล่นเกมมากไป ลุงอยากให้โจรับผิดชอบมากกว่านี้ แต่โจก็เอาแต่ออกจากบ้านแล้วก็ไปเล่นเกมวันแล้ววันเล่า ลุงบอกว่าลุงรักโจ ลุงพร้อมที่จะคุยกับโจทุกเรื่อง แต่โจก็ไม่ค่อยจะพูดไม่ค่อยจะคุย โจปิดปากเงียบเก็บทุกอย่างเอาไว้ข้างในไว้คนเดียว ลุงก็อยากจะรู้ว่าโจคิดอะไรอยู่ อยากได้อะไร อยากทำอะไร ลุงก็เลยปล่อยให้โจตัดสินใจเองทุกอย่าง ในที่สุดโจก็ตัดสินใจเลิกเรียนและกลับบ้าน ไม่ถึงสองเดือนโจก็โดนคนใจร้ายยิงเอา ลุงไม่รู้จะพูดอย่างไรกับโจ ถ้าโจแค่บาดเจ็บ เมื่อรักษาตัวจนหายดี ลุงจะชวนกลับไปอยู่กับลุงอีก เราทำงานด้วยกัน กินด้วยกัน และนอนด้วยกันอยู่เสมอ โจก็รู้ว่าลุงรักโจและผูกพันกับโจมากกว่าหลานคนไหน โจไปหาลุงทุกปี ไปช่วยงานลุงตลอด ลุงคิดถึงโจทุกครั้งที่ลุงมีงานขายหนังสือ เมื่อถึงคราวที่ลุงต้องการคนช่วย โจจะเป็นคนแรกที่ขึ้นกรุงเทพฯและไปอยู่ช่วยลุงจนจบงาน ลุงรักโจมากและลุงก็หวังว่าวิญญาณของโจคงจะรู้ว่าลุงรู้สึกอย่างไรกับหลานคนแรกของลุง เมื่อลุงถามโจว่าวางแผนที่จะทำอะไร โจก็บอกว่าอยากเป็นนักเขียน โจอ่านหนังสือของกนกพงศ์จนครบทุกเล่ม ลุงก็พยายามหาหนังสือให้โจอ่าน โจชอบอ่านงานแนวตลก ๆ และโจก็จะนำเรื่องมาเล่าให้ลุงฟัง โจว่าหนังสือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ชนิดใหม่สำหรับโจ ทำให้โจหัวเราะก็ได้ ทำให้โจร้องไห้ก็ได้ โจชอบเรื่องเด็ดหัวทัวริสต์ที่เกี่ยวกับนักอนุรักษ์คนหนึ่งที่เพี้ยนถึงขนาดจับนักท่องเที่ยวแก่ ๆ โยนให้จรเข้กิน โจมาเล่าว่า เมื่อเพื่อนท้วงว่าการที่จะจับคนแก่ว่ายน้ำแข่งกับจระเข้นั้นไม่ยุติธรรม เพราะคนแก่ว่ายน้ำไม่เป็น นักอนุรักษ์คนนั้นตอบว่า จระเข้มันก็เล่นไพ่ไม่เป็นเหมือนกัน โจหัวเราะก๊ากอย่างถูกอกถูกใจ อยู่กับลุง โจอ่านหนังสือดี ๆ หลายเล่ม โจมักเล่าเรื่องให้ลุงฟังเสมอ เราสองคนมักจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และลุงก็จะแอบภูมิใจลึก ๆ กับความสมารถในการอ่านของโจ ลุงหวังว่าอีกไม่นานโจจะเขียนหนังสือจบเป็นเล่ม ก่อนที่จะกลับบ้าน โจไปช่วยขายหนังสือที่เมืองทองธานี โจอ่านหนังสือพันธุ์หมาบ้าของลุงชาติ จนจบเล่ม โจบอกว่า ชอบมาก โจนำคำพูดของตัวละครมาเล่นกับบุ๊กบิ๊ก อะไรเหอ อะไรเหอ โจว่าลุงชาติเขียนได้สุดยอด คนแบบลุงชาติต้องมีประสบการณ์ชีวิตมากถึงจะเขียนได้ ลุงก็บอกว่า นักเขียนไม่ได้มีแต่กนกพงศ์หรอก โจลองอ่านงานของคนอื่นบ้างจะได้รู้ว่าคนอื่นเขาก็เขียนดีเหมือนกัน วันหนึ่งโจเขียนจดหมายขนาดยาวมาหาลุง โจบอกว่ายังไม่อ่านหนังสือเล่มใหม่ของลุงเลย ลุงบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องฝืนใจ เพราะหนังสือบางเล่มเหมาะสำหรับบางคน ไม่ได้เหมาะกับทุกคน โจบอกว่าเป็นคำพูดที่โดนใจมาก โจเขียนจดหมายให้ลุงสองสามฉบับ ลุงยังเก็บไว้อย่างดี ลุงคิดว่าต่อไป ลุงจะหาทางพิมพ์จดหมายของโจให้คนทั่วไปได้อ่าน อย่างน้อยที่สุดความฝันที่โจจะได้เป็นนักเขียนก็จะเป็นจริงขึ้นมา ลุงคิดถึงโจมาก นึกภาพโจที่นอนอยู่ในโลงแคบ ๆ แล้วใจคอลุงแห้งเหี่ยวจนทำอะไรไม่ถูก ลุงรู้สึกเสียดายหลายเรื่อง เรื่องแรกลุงเสียดายมากก็คือ เราน่าจะคุยกันมากกว่านี้ สอง ลุงน่าจะไปนอนกับโจที่โกดังให้บ่อยขึ้น นั่งกินข้าว กินก๋วยเตี๋ยวรอบดึกด้วยกัน โจชอบปั่นจักรยานไปซื้อที่หน้าปากซอย แล้วเอามาแกะใส่ห่อบริการลุงทุกอย่าง โจแสดงออกว่าดีใจมากที่ลุงไปนอนเป็นเพื่อน แต่ลุงก็ไม่ได้ทำบ่อย ๆ เพราะลุงมัวแต่ไม่พอใจที่โจเข้าแต่ร้านเกมมากเกินไป จนลุงเพิกเฉยที่จะแสดงความรู้สึกอันแท้จริงของตัวเอง สาม ลุงน่าจะพาโจไปเที่ยวต่างจังหวัดให้บ่อยขึ้น ไปกางเต็นต์ไปดูโน่นดูนี่ นั่งดื่มนั่งกินด้วยกัน แต่ลุงก็ไม่ได้ทำอีก สี่ ลุงน่าจะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้โจสักเครื่อง ติดอินเตอร์เน็ความเร็วสูงให้ โจจะได้นั่งเล่นเกมและพิมพ์งานให้ลุงอยู่แต่ในห้องไม่ต้องออกไปไหน แต่ลุงก็ไม่ได้ซื้ออีกเพราะลุงกลัวว่าโจจะเอาแต่เล่นเกมจนไม่ทำมาหากินอะไร ลุงเสียใจกับทุกเรื่อง เสียใจมาก ๆ กับการที่โจมาจบชีวิตอย่างไร้ค่าแบบนี้ ถ้าโจเป็นทหารแล้วโดนคนร้ายยิงตาย ลุงจะรู้สึกอีกอย่าง อาจจะรู้สึกภูมิใจในตัวโจมากขึ้น แต่นี่โจไม่ได้ทำให้ลุงภูมิใจอะไรเลย โจกลับมาบ้าน เข้าร้านเกม ออกจากร้านเกมแล้วโดนยิงตาย จะให้ลุงภูมิใจตรงไหน ลุงเคยเขียนบอกโจแล้วว่า โจต้องทำให้ตัวเองภาคภูมิใจในตัวเองให้ได้ก่อน ด้วยการเริ่มต้นทำอะไรที่จริง ๆ จัง ๆ ถ้าโจเก่งเรื่องเกม โจต้องเขียนเรื่องเกมออกมาให้ลุงอ่านดูสิว่า เกมมันวิเศษอย่างไร มันสุดยอดตรงไหน แต่โจก็ไม่เคยเขียน ไม่เคยทำ ไม่เคยเล่าปัญหาอะไรให้ลุงฟัง พอมีเรื่องมีราวไม่สบายใจโจก็หนีออกมาเฉย ๆ โจไม่บอกลุงแม้แต่คำเดียว แล้วโจจะให้ลุงทำอย่างไรกับโจดี ลุงคิดอยู่ในใจว่า เดือนตุลาคมนี้โจต้องขึ้นไปกรุงเทพฯ โจต้องไปช่วยลุงขนหนังสือ แล้วเราก็จะได้คุยกันอีก ลุงไม่ยอมขนหนังสือจากชั้นล่างขึ้นไปไว้ชั้นบน เพราะลุงคิดอยู่ตลอดเวลาว่าเดี๋ยวโจมา เราค่อยช่วยกันขนขึ้นไปเก็บ ทุกวันนี้หนังสือหลายร้อยเล่มก็ยังกองอยู่ที่เชิงบันได รอแต่ว่าเมื่อไรจะถึงเดือนตุลา โจต้องขึ้นกรุงเทพฯแน่ ๆ เพราะโจคุยกับน้องบุ๊คตลอดเวลา ว่าโจจะขึ้นไป ลุงตั้งใจว่าจะมานอนคุยกับโจให้บ่อยขึ้น เผื่อลุงจะได้รู้ปัญหาของโจบ้าง ถึงช่วยได้ไม่เต็มที่แต่ลุงก็อยากจะรับรู้เอาไว้ ตรงไหนที่ให้คำปรึกษาได้ก็จะให้ ตรงไหนที่ยื่นมือเข้าไปช่วยได้ก็จะรีบช่วย แต่ยังไม่ทันถึงเดือนตุลาเลย โจของลุงต้องมาจากไปเสียแล้ว จะให้ลุงทำทุกอย่างไปตามลำพังหรือ ลุงมองหน้าโจที่นอนอยู่ในโลงแล้วอยากร้องไห้ออกมาดัง ๆ แต่ลุงก็ร้องไม่ออก มันตื้นตันไปหมด คนอื่น ๆ เขาก็รอลุงอยู่คนเดียว เฝ้ารออยู่ว่าลุงจะร้องไห้หรือไม่ ลุงไม่ร้อง ลุงไม่อยากร้อง ลุงแค่อยากถามโจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ลุงชอบดึงโจเข้ามากอดแล้วบอกว่า มีอะไรก็พูดกับลุงนะ โจบอกว่าครับ ๆ โจชอบพูดครับ ๆ ทุกเรื่อง เสร็จแล้วโจก็ไม่ยอมพูดอะไรไรออกมาสักแอะ ลุงอยากรู้จริง ๆว่าทำไมโจจึงกลับบ้าน เพื่อมาเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้ มีคนร่วมร้อยเข้าแถวรดน้ำศพจนครบทุกคน แม่ของโจร้องไห้สะอึกสะอื้น ยายของโจอายุเจ็ดสิบกว่าแล้วร้องไห้จนเป็นลม ทุกคนต่างก็ร้องไห้คร่ำครวญ ต่างคนต่างก็พูดถึงความดีต่าง ๆ นานาของโจ นอกจากแม่ ยายและปู่ ลุงคิดว่า คนอื่น ๆ จะรู้เรื่องของโจดีกว่าลุงได้อย่างไร เพราะโจอยู่กับลุง โจบอกลุงผ่านทางจดหมาย ผ่านทางแววตา ผ่านทางความรู้สึก ลุงรู้ว่าโจมีปัญหาอยู่ในใจ แต่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร โจมักจะหัวเราะร่าเมื่อแฟนของโจติดต่อมาทางเอ็มเอสเอ็ม โจคุยกับคนในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างออกรส หัวเราะหน้าระรื่น แต่กับคนที่อยู่ตรงหน้าโจได้แต่นิ่ง ๆ เก็บงำคำพูดคำจา
 ลุงอยากให้ทุกคนหยุดพูดถึงความดีงามต่าง ๆ ลุงเบื่อที่จะได้ยิน โจอย่างนั้นโจอย่างนี้ เสียเวลาและเหนื่อยเปล่า ไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลยที่จะแข่งขันกันเป็นเจ้าของและคนสนิทของโจ ปัญหาที่ลุงอยากจะพูดต่อไปก็คือเราต้องดีกับคนที่เรารักให้เยอะ ๆ เพื่อที่ว่าเมื่อเขาตายไปเราจะได้ไม่ต้องเสียใจ เราต้องมีเมตตาต่อคนอื่น เราต้องพูดกันดี ๆ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เราต้องรักใคร่สามัคคีกันให้มาก โดยเฉพาะในหมู่เครือญาติของเรา ไม่ใช่รอให้เขาตายแล้วเราจึงมานั่งร้องไห้คร่ำครวญ มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ลุงบอกโจอยู่ในใจว่าลุงรักและอาลัยโจมาก ลุงอยากให้เวลาหวนกลับคืน ลุงจะขอร้องให้โจอยู่กันลุงต่อ ลุงจะนอนเป็นเพื่อนโจ จะดูแลให้คำปรึกษาเรื่องการเรียนของโจ แต่เวลามันก็ไม่ย้อนคืนอีกแล้ว สิ่งที่ลุงคิดว่าจะทำได้ก็คือ การทำความดีกับทุกคน โดยเฉพาะญาติพี่น้องของเรา อย่างน้อยที่สุดก็พูดถึงสิ่งดี ๆ ของเขา รักใคร่พวกเขาด้วยใจจริง พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างพวกเขาทุกเมื่อ ต่อไปลุงไม่มีโจอยู่เคียงข้างอีกแล้ว ลุงก็จะพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ เพื่อทำหน้าที่ของลุงให้ดีที่สุดทั้งต่อตัวเอง ต่อคนอื่น ต่อประเทศและต่อโลกที่เราถือกำเนิดขึ้นมา สัปเหร่อทำพิธียกศพโจใส่โลงที่เตรียมไว้ พวกญาติ ๆ ของเราช่างมีน้ำใจมาอยู่ช่วยกันจนพิธีการต่าง ๆ บรรลุไปด้วยดี ลุงเห็นหน้าญาติแล้วชื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นลูกป้าณี ลูกป้าออง ญาติฝ่ายแม่ของโจ พร้อมใจกันมาช่วยให้งานของโจผ่านพ้นไปด้วยดี ตอนค่ำพระมาสวด ลุงนั่งฟังจนจบแล้วก็เตรียมตัวนั่งรถปู่กลับบ้าน พรุ่งนี้ป้าจิ๋วกับบุ๊คจะมาเคารพศพโจเป็นครั้งสุดท้าย ลุงชวนหลาน ๆ ทั้งเจ แจม เท็ม จ๋า มานอนเป็นเพื่อน เพื่อว่าพรุ่งนี้จะไปรับป้าจิ๋วกับบุ๊คที่กระบี่ด้วยกัน หลานของลุงทั้งหมด ต่างก็ยินดีและมีน้ำใจอยู่กับลุง เห็นหน้าพวกเขาแล้วใจหาย เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าต่อไปไม่มีโจมาร่วมชุมนุมกันอีกแล้ว ๑๓ กันยายน ๒๕๕๐
|