• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 428
  • จำนวนผู้ชม : 553263
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/kajohnrit
วันอาทิตย์ ที่ 2 มกราคม 2565
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 1127 , 20:37:08 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

19 พฤศจิกายน
 
อากาศเย็นสบายทั้งวัน ไปส่งทีไปรษณีย์และshoppyเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านมาเปิดหนังดูอีกเรื่องหนึ่ง ช่วงนี้ยังอยู่ในระยะพักฟื้นจากการปวดหลังและรองช้ำ ผมยังคงต้องหยุดพักเรื่องวิ่งไปอีกสักระยะหนึ่ง งานวิ่งที่ตรังก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ผมยังคงสองจิตสองใจว่าจะเอายังไงดี ตั๋วเครื่องบินแอร์เอเชียไปกลับก็จองไว้เรียบร้อย ห้องพักที่โรงแรมTHE ROOMก็จองไว้คืนก่อนวิ่ง จ่ ายค่ามัดจำแล้วเหมือนกัน ถ้าสมมุติว่าวิ่งไม่ได้จริง ๆ ผมก็จะไปนอนเล่นในเมืองคืนวันที่ 4 ตอนเช้าวันที่ 5ก็จะออกไปที่สนามแข่งเพื่อจะเชียร์นักวิ่งรุ่นน้องสองคนที่เราวางแผนว่าจะลงแข่งด้วยกัน เขาเริ่มออกจากจุดสตาร์ตตอนตีสาม ผมจะขับรถไปส่งสองคนนั่นตอนตีสองและยืนเชียร์อยู่ขอบสนาม พอนักวิ่งออกไปแล้วค่อยกลับมานอน ห้าหรือหกชั่วโมงต่อมา ค่อยออกไปรับนักวิ่งที่เส้นชัยอีกหน เบียร์อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าปกาศิตอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง พวกเขาคงวิ่งจบได้เหรียญรางวัลและเสื้อฟินิเชอร์ทั้งคู่ ปล่อยให้ยืดเหยียดกันสักครึ่งชั่วโมง ถ่ายรูปกันอีกสักพัก แล้วค่อยพากลับมาอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นก่อนจะชวนกันไปทานข้าวเที่ยงฉลองด้วยกัน แต่อีกใจหนึ่งผมก็อยากลงแข่งด้วย แม้ว่าจะไม่ได้ซ้อม วิ่งสักสิบกิโลแล้วค่อยDNFออกจากสนาม ยอมรับกับสภาพร่างกายของตัวเอง วสิบกิโลนั้นถึงจะไม่ได้ซ้อมเลย แต่คิดอย่ามั่นใจว่า ยังไงก็ไหว ให้ช่างภาพถ่ายรูปสักสี่ห้าช็อต ซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก วิ่งไม่จบก็ไม่เป็นไร ปีหน้ายังมีโอกาสให้แก้ตัว
 
ลึก ๆ หากไม่ได้ลงวิ่ง รู้สึกเสียใจอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นงานที่เตรียมตัวมายาวนาน ซ้อมมาหนึ่งปี โควิดระบาด ต้องเลื่อนไปปีหนึ่ง พอโควิดซา งานตรังมาราธอนก็ประกาศพร้อมที่จะให้นักวิ่งลงแข่งขัน แต่ปรากฎว่า ผมดันมาปวดหลัง และปวดรองช้ำเข้าไปอีก สำหรับนักกีฬาแล้ว เรื่องเจ็บตรงโน้นปวดตรงนี้เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันได้เสมอ เมื่อปวดแล้วก็ต้องยอมรับความเป็นจริง และทำใจให้ได้ รอให้หายดีก่อนแล้วค่อยฝึกซ้อมใหม่ ปีหน้าถ้าอยากลงวิ่งที่บ้านเกิดอีก ก็ค่อยว่ากัน
 
ผมรีบขับรถกลับมาดูหนังจากเน็ตฟลิกเรื่อง “ THE LOST DAUGHTER” ซึ่งสร้างมาจากนิยายของ Elena ferrante เป็นวรรณกรรมที่ยังไม่ได้แปลเป็นภาษาไทย แต่อ่านจากรีวิวก็รู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกของคุณแม่ลูกสองที่มีปมปัญหาทิ้งลูกตอนที่ลูกยังเล็ก คนโตห้าขวบ กับคนลูกสามขวบ หนังที่สร้างจากงานวรรณกรรม และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมถึง 4 รางวัล เรื่องราวของผู้หญิงวัย48 ที่เดินทางตามลำพังเพื่อมาพักผ่อนในเกาะแห่งหนึ่งที่อิตาลี่พร้อมด้วยกระเป๋าใบโต ข้างในบรรจุด้วยเสื้อผ้าและหนังสืออ่านเล่น คนเฝ้าโรงแรมริมชายหาดเล่นโดย Ed Haris เห็นหนังสือกับโน้ตบุ๊คก็เลยถามตรง ๆ ว่า “คุณเป็นนักเขียนใช่ไหม” คุณแม่วัยกลางคนตอบว่า เปล่า เธอเป็นแค่นักวิชาการ
 
ทุกวันเธอจะเดินไปยังชายหาด เล่นน้ำทะเล และนอนอาบแดด สลับกับเฝ้ามองดูผู้คน เธอได้เห็นครอบครัวอิตาลีครอบครัวหนึ่ง พวกเขาส่งเสียงเอะอะมะเทิ่ง มีทั้งเด็ก ผู้หญิง แม่ยังสาว สามีนักเลง และคนแก่ เธอเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่กอดตุ๊กตาไว้แน่นไม่ยอมห่าง พูดคุยกับตุ๊กตาราวกับของเล่นนั้นมีชีวิต ดูฉลาดและน่ารัก เธอหวนนึกถึงลูกสาวตัวเองตอนที่เป็นเด็กหญิง ลูกสาวตัวน้อยอายุห้าขวบของเธอมักขอให้เธอปอกส้มไม้ให้เปลือกส้มขาดจากกัน และพี่สาวก็จินตนาการว่าเปลือกส้มยาว ๆ นั้นเป็นงูเล็ก ๆ เด็ก ๆ อยากจะติดดวงตาให้งูตัวนั้น บางครั้งเธอมีงานยุ่ง ต้องเขียนบทความ ต้องแปลหนังสือ เธอจึงหงุดหงิดที่ลูกสาวทั้งสองรบเร้าให้เธอทำนั่นทำนี่ และเมื่อเธออารมณ์เสียใส่ เด็ก ๆ มักจะร้องโยเยไม่ได้ดังใจ ในขณะที่สามีของเธอก็แทบจะไม่อยู่กับบ้าน เขาต้องไปทำงานอีกแห่งหนึ่ง นาน ๆ จึงกลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้ง ภาระรับผิดชอบอันหนักอึ้งจึงตกอยู่บนบ่าของเธอคนเดียว ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว จึงบอกเขาตรง ๆ ว่าเธอมีชู้คบหากับนักวิชาการในมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ทั้งสองเจอกันในงานสัมมนา ทั้งสองต่างชื่นชมในความสามารถของกันและกัน และแอบมีความสันพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน จากนั้นเธอรู้สึกเป็นอิสระเสรี ปรอดโปร่งจากหน้าที่ของความเป็นแม่ สามีของเธอรู้ข่าวถึงกับร้องไห้ คุกเข่าอ้อนวอนให้เธออยู่กับเขาต่อ เขาสารภาพว่า เขาไม่อาจเลี้ยงลูกสองคนตามลำพังได้ ถ้าเธอจะไปจริง เขาจำเป็นจะต้องเอาเด็กไปให้แม่ของเธอดูแล เธอโกรธที่เขาคิดจะทำอย่างนั้น เธอไม่ต้องการให้ลูกสาวไปอยู่กับยาย เธอยืนกรานที่จะให้เขาเป็นคนดูแล หลังจากโต้เถียงกันเป็นครั้งสุดท้าย เธอตัดสินใจเดินออกจากบ้านหน้าตาเฉย ปิดประตู และไม่ยอมหันไปมองลูกสาวที่ยืนร้องไห้เรียกร้องหาแม่จ๋าด้วยความไม่เข้าใจ
 
เธอเฝ้าครุ่นคิดแต่เรื่องราวเหล่านี้ ยิ่งเห็นภาพของเด็กหญิงกับแม่ยังสาวเดินจูงมือกันลงไปเล่นน้ำเธอก็ยิ่งรู้สึกเศร้า และเธอเองก็มีปัญหากับพวกเขาด้วย เริ่มด้วยการที่ผู้หญิงมีครรภ์คนหนึ่งมาบอกให้เธอย้ายร่มบังแดดกับเก้าอี้ออกไปให้ห่างจากกลุ่มของหล่อน แต่เธอไม่ยอม ถือว่าตัวเองมาก่อน จนมีปากเสียงกัน เธอยังนอนอาบแดดอยู่ที่เดิมฟังเสียงเอะอะจากพวกเขาอย่างอดทน ก่อนเธอจะลุกกลับไปยังที่พัก หญิงที่ท้องป่องต้องเดินมาขอโทษที่เสียมารยาท เธอว่าไม่เป็นไร และก็เดินออกไปชายหาดกลับไปยังโรงแรม
เธอเจอกับหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่มาทำงานพิเศษอยู่ในร้านขายเครื่องดื่มริมทะเล เขาบอกเธอว่า ต้องการอะไรหรือมีอะไรให้เขาช่วยก็ขอให้บอก เธอเดินไปขอน้ำแก้วหนึ่งมาดับกระหาย และวันหนึ่งตอนค่ำ บังเอิญเจอกันบนถนน เธอชวนเขาไปดื่มและนั่งคุยกัน สองคนหัวเราะกันสนุกสนาน ทำให้ผมคิดว่า สองคนนี้อาจจะลงเอยกันบนเตียง แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ชายหนุ่มกลับเป็นชู้รักของคุณแม่ยังสาวที่ชายหาด เธอแอบเห็นพวกเขาแอบพรอดรักและจูบกันที่ริมกำแพง
 
เฮ็ด แฮริสก็เข้ามาตีสนิท เอาปลาหมึกสด ๆ มาปรุงอาหารให้เธอถึงห้อง เธอนั่งคุยกับเขาอย่างสนิทสนมและเมื่อดื่มเข้าไปเธอซบไหล่เขาบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย เฮ็ดบอกให้เธอนอนราบลงกับโซฟา เธอขอให้เขานั่งอยู่เป็นเพื่อน เป็นอีกฉากหนึ่งที่ผมคิดว่าสองคนนี้ต้องขึ้นเตียงและความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน แต่กลับไม่ใช่อีก เฮ็ดนั่งตัวตรงแหนวรอจนเธอตื่นขึ้น แล้วเขาก็พูดว่า เธอคงจะหายดีแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นเขาขอตัวกลับแล้วนะ เธอพยักหน้า สองคนนี้เป็นเพื่อนกันเท่านั้น
 
หนังยังบอกให้เราเห็นว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ลูกสองต้องมีชู้นั้นเป็นเพราะสามีของเธอดูไม่ค่อยจะแข็งแรง คืนหนึ่งสองคนมีเพศสัมพันธ์กัน แค่ไม่นานเขาก็สิ้นฤทธิ์ เธอถามว่าทำไมถึงอ่อนตัวเร็วรัก เขาลุกขึ้นจากเตียงเข้าห้องน้ำ และหันมาพูดว่า รอสักครู่เขาจะกลับมาทำให้เธอเสร็จ เธอส่ายหน้าอย่างไม่พอใจและตะแคงตัวอย่างผิดหวัง แค่ฉากสั้น ๆ นี้ก็ทำให้พอเข้าใจได้ว่านี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่เธอต้องหนีไปอยู่กับชู้ ทิ้งลูก ทิ้งครอบครัวไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เธอก็ยังหวนระลึกถึงเรื่องราวตอนที่เธอทิ้งลูกเอาไว้ไม่เคยลืมเลือน เป็นความรู้สึกผิดที่ติดตัวติดใจไปตลอดชีวิต แม้ว่าทุกวันนี้ลูกสาวของเธอจะมีอายุ25 คนเล็ก 23 เธอก็ยังรู้สึกผิดอยู่เหมือนเดิม วิธีแก้ไขที่เธอพยายามทำบ่อยก็คือการโทรหาลูกไปเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ลูกฟัง
 
ผู้หญิงวัย 48 ที่เดินทางตามลำพังพร้อมกับกระเป๋าที่เต็มไปด้วยหนังสือนั้นทำให้หวนคิดถึงชีวิตตัวเอง ตอนอายุ48 ผมก็ทำแบบเดียวกับเธอ คือเดินทางไกลไปอยู่ถึงอินโดนีเซีย ไปนั่งเล่นนอนเล่นอยู่บนเกาะนานเป็นเดือน เช้าก็เดินไปตามท้องนา เดินขึ้นภูเขาไฟ จนเหงื่อไหลไคลย้อย สาย ๆ ก็เดินลงกลับมา เจอร้านกาแฟตรงไหนก็นั่งลงตรงนั้นพร้อมกับจดบันทึกเรื่องราวที่ไม่ค่อยสลักสำคัญ เป็นการเขียนเพื่อคุยกับตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ หิวข้าวก็สั่งอาหารจานเดียวง่าย ๆ เช่น ไก่ทอดขมิ้นสักชิ้นหนึ่ง ข้าวสวยหนึ่งจาน น้ำเปล่าอีกหนึ่งขวด สามารถนั่งละเลียดกินอยู่ได้เป็นชั่วโมง พร้อมกับสังเกตชีวิตคนอื่น เอามาคิด มาวิเคราะห์และก็จดบันทึก วันหนึ่งผ่านไปอย่างเชื่องช้าและดูเหมือนจะไร้ประโยชน์
 
เธอเองก็เช่นเดียวกัน ขณะที่นั่งอยู่ใต้ร่มบังแดด มองไปรอบ ๆ แล้วก็ก้มหน้าลงจดบันทึก จากนั้นก็มองไปรอบ ๆ อีก ชีวิตใครที่ดูน่าสนใจเธอก็จ้องอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าครุ่นคิด และก็ก้มลงจด หนังไม่ได้บอกเราว่ าบันทึกในสมุดของเธอนั้นเขียนอะไรเอาไว้บ้าง เธอลงไปเล่นน้ำตามลำพัง ไปลอยคออยู่ในทะเลคนเดียว เดินไปกินข้าวในร้านอย่างโดดเดี่ยว สะพายกระเป๋าใบใหญ่ที่มีสมุดบันทึกกับหนังสืออ่านเล่นซุกอยู่ในนั้น
 
ตอนที่เธอเดินไปเจอเด็กหนุ่มพนักงานดูแลร้านริมชายหาด ดูเธอดีใจถึงกับออกปากเชิญเขาไปทานข้าวมื้อเย็น เด็กหนุ่มบอกว่าเขาขอตัวกลับไปเอากระเป๋าสตังในห้องก่อนได้ไหม เธอบอกว่าไม่ต้อง เป็นธรรมเนียมที่ว่า ใครชวนคนนั้นก็ต้องเลี้ยง เด็กหนุ่มยินดี เธอจึงชวนเขาไปดื่มคุยกันและหัวเราะเสียงดัง
 
อายุ 48 แล้วเธอเข้าใจชีวิตดี ไม่ฉุนเฉียว ไม่โกรธง่าย ปล่อยวางได้เกือบทุกเรื่อง ตอนที่เด็กหนุ่มมาขอกุญแจเพื่อขอใช้ห้องนอนของเธอกับชู้รักกับคุณแม่ยังสาวคนนั้น เธอบอกว่ายินดี และพร้อมที่จะออกไปเดินเล่นสักสองชั่วโมง เพื่อให้เขาได้เริงรักกันบนเตียงของเธอกับแม่ยังสาวชาวอิตาเลียนคนนั้น
 
เธอดูอ่อนไหว เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต แต่ก็ยังมีฐิติบางอย่างที่ยอมหักไม่ยอมงออันเป็นนิสัยดั้งเดิมอยู่ส่วนหนึ่ง เช่นตอนที่เด็กวัยรุ่นเข้ามาเอะอะส่งเสียงดังในโรงหนัง เธอโวยวายบอกให้พวกเด็ก ๆ เงียบ แต่พวกวัยรุ่นไม่สนใจ ยังส่งเสียงกันต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอผลุนผลันลุกขึ้นออกจากโรงไปฟ้องผู้จัดการโรงหนังว่าพวกวัยรุ่นทำลายบรรยากาศการดูหนังในโรงของเธอ
 
หนังจบลงอย่างเศร้า ๆ เมื่อเธอถูกแทงด้วยปิ่นปักผมเข้าอย่างไม่ตั้งใจ เธอเตรียมข้าวของเพื่อจะกลับจากการพักผ่อน แล้วจอดรถที่ชายหาด เธอเดินลงไปท่ามกลางความมืดแล้วล้มลงสลบไป เสียงคลื่นกระแทกหาดดังไม่ขาดสาย มาตื่นเอาอีกทีตอนพระอาทิตย์ส่อง ขณะที่เลือดยังไหลออกมาจากหน้าท้อง เธอโทรหาลูกสาวทั้งสองคน ชวนคุยด้วยเรื่องไม่มีสาระ วางสายแล้วเธอก็ฟุบลงอีกอีกครั้ง
ตอนที่หนังจบ ผมถึงกับพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ หนังทำได้ดีเยี่ยม แม้ว่าผมยังไม่เคยอ่านวรรณกรรมเล่มนี้ แต่ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมอีกเล่มหนึ่งที่เผยถึงความรู้สึกลึก ๆ ของผู้หญิงได้อย่างน่าสนใจ
 
วันนี้อากาศดีทั้งวัน ลมเย็นพัดมาตลอด ห้าโมงแล้ว ผมนึกอยากจะออกไปเดินสักสามสี่กิโล แต่พอคิดว่ารอให้หายดีเสียก่อนดีกว่า เมื่อหายดีแล้วจะเดินจะวิ่งก็ทำได้ดังใจ ดีกว่าต้องฝืนไปเดินแบบเขยก ๆ รังแต่จะให้รู้สึกแย่เปล่า ๆ
...... ​👇



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน