• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 428
  • จำนวนผู้ชม : 555151
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/kajohnrit
วันเสาร์ ที่ 26 มีนาคม 2565
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 445 , 06:56:27 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน อดุลย์ , Chaoying โหวตเรื่องนี้

24 พฤศจิกายน 2564
ก่อนนอนผมรื้อหนังสือเก่าๆ บนชั้นวางที่ข้างเตียงมาพลิก ๆ ดูหลายเล่ม พิจารณาว่าเล่มไหนเคยอ่านแล้ว เล่มไหนยังไม่เคยอ่าน เล่มไหนลืมไปแล้ว ผมกลับพบว่ามีหนังสือเก่าจำนวนมากเหลือเกินที่มีอายุเกินสามสิบปี ซื้อมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม เคยอ่านแล้วและก็ลืมไปเรียบร้อยแล้ว กระดาษเหลืองกรอบ มีร่องรอยของการเปิดอ่าน และบางเล่มนั้นเป็นหนังสือมีคุณค่าและหายาก ซื้อขายกันเล่มละเป็นพัน แต่ก็มีหลายเล่มที่สงสัยว่าตัวเองเก็บเอาไว้ทำไม รกห้องรกชั้นหนังสือ เช่น หนังสือตำราดูดวงรายปี หนังสือเกี่ยวกับพระเกจิชื่อดัง หนังสือเกี่ยวกับการบริหารร่างกายและดูแลช่องคลอดให้กระชับ หนังสือฮาวทูทำอย่างไรให้รวย บางเล่มหยิบมาเปิดดูแล้วเผลออ่านไปด้วยความอยากรู้

ในจำนวนหนังสือเก่าดังกล่าวนั้น ผมเจอเข้ากับหนังสือ “แด่ เหมเวชกร จิตรกรและนักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย” จัดพิมพ์ในโครงการหนังสือหายากลำดับที่ 1 โดยสำนักพิมพ์ปาปิรัส พ.ศ. 2535 โปรยปกว่า “ รวมข้อเขียนและภาพประกอบของเหม เวชกร พร้อมทั้งคำไว้อาลัยจากมิตร, ศิษย์ น้องในวงการวาดและเขียน” หนังสือเล่มนี้เคยพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์โอเลี้ยงห้าแก้ว ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2512 ในหน้าสารบาญแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ เช่นแด่ เหม เวชกร มีนักเขียนดัง ๆ มาเขียนคำไว้อาลัยกันเป็นจำนวนมากเช่น พ.เนตร รังษี, สันตสิริ, พ.บางพลี ,ยศ วัชระเสถียร, สันต์ ท.โกมลบุตร, แจ๋ว วรจักร ,อาจินต์ ปัญจพรรค์, รัตนะ ยาวประภาษ, พนม สุวรรณบุณย์, สด กูรมะโรหิต, ส.บุญเสนอ

หมวดต่อมาคือ จากย่ามความทรงจำของเหม เวชกร เป็นผลงานเขียนที่ครูเหมกล่าวถึงนักเขียนอมตะหลายคนเช่น ไม้ เมืองเดิมจากย่ามความทรงจำของเหม เวชกร, ยาขอบจากย่ามความทรงจำของเหม เวชกร ,น.ม.ส. จากย่ามความทรงจำของเหม เวชกร, ถนอม มหาเปารยะจากย่ามความทรงจำของเหม เวชกร, จำนง วงศ์ข้าหลวงจากย่ามความทรงจำของเหม เวชกร ,พานีจากย่ามความทรงจำของเหม เวชกร

หมวดสุดท้ายเป็นเกร็ดเรื่องเล่าของเหม เวชกร คือ ภาพยนตร์เป็นครู น้ำนมอิ่มสุดท้าย สำเนียงบอกภาษา ชีวิตและงานของศิลปินไม้เมืองเดิม

ผมพลิกอ่านไปเรื่อย ๆ รู้สึกเพลิดเพลินและได้ความรู้เรื่องเก่า ๆ สมัยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน แถมยังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้อ่าน “แจ๋วเจอผีพี่เหม” งานของครูแจ๋ว หรือสง่า อารัมภีร(บิดาของพี่เต้ย บูรพา)จนจบ นึกสงสัยขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า เรื่องนี้ไม่เคยผ่านตามาก่อน ในหนังสือ “แจ๋วเจอผี” ฉบับพิมพ์ครั้งล่าสุดก็ดูเหมือนจะไม่รวมอยู่ในเล่ม แต่เพื่อให้หายข้องใจ ผมลงไปหยิบหนังสือแจ๋วเจอผีที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานข้างล่าง มาตรวจดูสารบาญว่าเรื่อง “แจ๋วเจอผีพี่เหม” รวมอยู่ด้วยหรือไม่ ไล่นิ้วหาไปทีละบรรทัด มีทั้งหมด 51 เรื่องเช่นน้ำตาแสงไต้แห่งความหลัง, อภินิหาริย์เจ้าพ่อกรมหลวงชุมพร, ผีที่ต้นสมอหลังหลวงพ่อโต, ผีนายเรืองเผาตัว, ผีหลอกที่บ้านดอน, ผีที่บางโทรัด, ผีผอม ๆ ที่โรงแรม, ผีกระสือที่บางกระสอ, ผีเข้าที่แม่กลอง, ผีที่ผานางชู้, ผีนางไม้บอกหวย, ผีจากสุพรรณ ผีกอดที่ปัตตานี, ผีที่สะเดา, ผีที่โรงแรมนวรัตน์, จนมาถึงเรื่องสุดท้าย ผีดงฉนาก ก็ไม่พบกับคำว่า “ผีพี่เหม”หรือ “แจ๋วเจอผีพี่เหม” แต่อย่างใด

ผมเก็บความสงสัยนี้เอาไว้ถึงตอนเช้า ลุกขึ้นจากที่นอนตีห้า ขับรถออกจากบ้านไปซ้อมวิ่งที่หน้าศาลากลาง วิ่งวน ๆ อยู่ได้ 6 กิโลเมตร รู้สึกว่าพอแล้ว จึงหยุดพัก แล้วขับรถแวะไปอาบน้ำที่โกดัง (อยู่ใกล้ศาลากลาง) นั่งเล่นอยู่ในห้องหนังสือส่วนตัวอยู่อีกพักใหญ่ จึงได้กลับบ้านมาถึงตอนสาย ๆ ก็เขียนข้อความทางไลน์ไปถึงพี่เต้ย ถามว่า พี่เคยอ่านเรื่อง ผีครูเหมไหม พี่เต้ยตอบว่า เคยอ่านในหนังสือของพี่อาจินต์ ผมถามให้แน่ใจว่าไม่มีอยู่ในรวมเล่ม “แจ๋วเจอผี” ใช่ไหมครับ พี่เต้ยบอกว่า ไม่ได้เอามารวมไว้ ผมถามว่า พี่มีต้นฉบับอยู่หรือเปล่า พี่เต้ยว่า ไม่แน่ใจ ผมก็บอกว่า เดี๋ยวผมจะถ่ายเอกสารไปให้พี่เก็บไว้สักชุด เผื่อว่าในอนาคตถ้าแจ๋วเจอผี ได้พิมพ์ซ้ำอีก จะเอาเอาเรื่องนี้เข้าไปรวมไว้ด้วย พี่เต้ยก็กล่าวขอบคุณตอบมา

ผมชอบที่ครูแจ๋วเขียนถึงครูเหม เป็นการเขียนแบบลูกทุ่ง เล่าเรื่องอย่างจริงใจ มีอารมณ์ขันแทรกอยู่อย่างไม่คาดฝัน อ่านแล้วให้ทั้งความรู้และความบันเทิง อ่านจบแล้วอิ่มใจ จนนึกอยากจะแบ่งปันให้คนอื่น ๆ ได้อ่านบ้าง
.....
#แจ๋วเจอผีพี่เหม
โดยแจ๋ว วรจักร

มนุษย์เราที่มีลมหายใจติดต่อกันได้หลายทางเมื่อต่างอยู่ไกล เช่นจะพูดกับเพื่อนที่เชียงใหม่เราก็พูดได้ทางโทรศัพท์ จะติดต่อกับเพื่อนฝูงที่อยู่ต่างประเทศก็ต้องพูดกันทางวิทยุ หากจะติดต่อกับผู้ที่หมดลมหายใจไปแล้วและวิญญาณยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด เราก็ต้องถอดวิญญาณของเราให้ออกจากร่าง เพื่อวิญญาณของเราจะไปพบวิญญาณของผู้ที่หมดลมหายใจได้สะดวก การถอดวิญญาณออกจากร่างทำได้หลายวิธี บางคนถอดวิญญาณออกจากร่าง ไม่ระวังให้ดี เผลอไปวิญญาณอื่นเข้าสิงแทน ลูกเมียเดือดร้อนกันใหญ่ เพราะร่างก็ร่างเก่า ทำไมถึงได้จู้จี้จุกจิก โหดร้ายป่าเถื่อน หมกมุ่นในกลกามผิดกว่าคนเก่ามาก หาหมอมาไล่ก็ไม่ไปด้วยว่าสนิทแนบกับร่างเสียแล้ว ในที่สุด ต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ฟ้องร้องหย่ากัน วิมานรักต้องพังทลาย การถอดวิญญาณที่ปลอดภัยที่สุด ต้องกระทำโดยอย่าให้วิญญาณไกลร่างนัก หมดธุระปะปังแล้วจะได้หลบเข้าร่างได้สะดวกและรวดเร็ว

ศพของพี่เหม เวชกรจิตรกรเอก เมื่อครบวาระบรมราชานุเคราะห์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปแล้ว มิตรสหายและประดาผู้ที่นับถือพี่เหมก็จองการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมต่อไป เย็นวันหนึ่งประมาณ17.00น. ผมก็ขับรถผ่านสะพานพุทธไปยังวัดหรัญรุจี ขึ้นไปกราบศพ แล้วก็ถอยมานั่งเล่นในบริเวณนั้น ลมพัดเย็นสบาย มองไปรอบ ๆ ตัวก็ไม่เห็นมีใครสักคน จึงเอนหลังพิงเสาไฟให้ลมเย็นโกรกร่างอย่างสบาย นั่งนึกเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่สักครู่ เมื่อนึกแล้วค่อย ๆ คิดแก้ไขจนไม่มีเรื่องจะคิด มันก็เกิดความว่างขึ้นในดวงจิต หลับตาลงแล้วมองเห็นร่างใส ๆ กายทิพย์ของพี่เหมลุกเดินออกมาจากรูปที่ตั้งหน้าศพ มานั่งใกล้ ๆ แล้วพูดว่า

“เย็นนี้ลมแรงดีนะ เป็นไงบ้าง ทางเมืองนนท์ร้อนไหม”

“เมืองนนท์ที่บ้านผมลมแรงดีจังครับ นั่งทำงานที่บ้านสบายดี ไม่อยากเข้ากรุงเทพฯเลย”

“คิดถึงร้านบล๊อกจัง”

“ร้านที่เชิงสะพานพุทธนะหรือครับ”

“ไม่ใช่ ที่เชิงสะพานพุทธ เขาชื่อสำนักงานช่างเหม เวชกร พี่หมายถึงร้านเก่าชื่อบล๊อกสถานนั่น”

“อ้อ ก่อนตั้งสำนักงานเชิงสะพานพุทธ พี่เหมเคยตั้งร้านมาแล้ว ตั้งอยู่ที่ไหน เมื่อปีอะไรครับ”

“ประมาณปี 2470 เพื่อนของพี่คนหนึ่งชื่อเชื้อ ช่างทอง เขามาชวนให้พี่ตั้งร้านทำบล๊อก ซึ่งสมัยโน้นมีกันไม่กี่ร้าน บริเวณสนามน้ำจืดที่ตั้งศาลาเฉลิมกรุงเดี๋ยวนี้นั่นแหละ เราสองคนตั้งร้านยี่ห้อ “บล๊อกสถาน” ขึ้น รับงานกันไม่หวาดไม่ไหว เคยมาเที่ยวหรือเปล่าสนามน้ำจืดน่ะ”

“เคยครับ มากับแม่ ตอนนั้นผมอายุยังไม่ถึง10 ขวบเลย”

“เออ เห็นเขียนลงหนังสือพิมพ์ว่า เมื่อเด็ก ๆ เคยเป็นอินยีเนียร์เรือที่น้ำเพชรหรือ”

“ครับ ผมเคยไปทำโป๊ะจับปลา แล้วก็เลยสอบอินยิเนียร์จากพนักงานกรมเจ้าท่า ซึ่งสมัยก่อนเขาเอาเรือไปปากอ่าวต่าง ๆ แล้วก็ให้เด็ก ๆ สอบนายท้ายและอินยิเนียร์ชั้นสองได้”

“พี่ก็เคยอยู่เรือ แรก ๆ ก็หลบพ่อแม่ไปแอบฝึกงานอยู่ที่อู่เรือเจ๊กกวางตุ้ง พอดีนายท้ายที่เอาเรือมาซ่อมชวนให้ไปทำงานด้วยกัน พี่ก็ไปกับเขายังงั้นแหละ ไม่ได้บอกให้พ่อแม่รู้ด้วยซิ เรือลำนั้นออกจากอู่ก็วิ่งขึ้นเหนือทันทีเพราะว่าเป็นเรือโยง ต้องวิ่งไปจูงเรือที่ปากน้ำโพ ลงกรุงเทพฯ เป็นเรือสตีม พี่โยนไฟใส่เตาเสียคล่อง พอว่างงานก็นั่งมองดูสองฟากเจ้าพระยา ซึ่งสงบและงามนักหนา ก็อดที่จะหากระดาษมาเขียนไม่ได้ มันสวยเสียจนคันไม้คันมือ

แม่กลองพี่ก็เคยไปวิ่งเรือเหมือนกัน เพื่อนอีกนั่นแหละ มาชวนให้ไปเป็นผู้ช่วยอินยิเนียร์เรือที่แม่กลอง รับจ้างเขาลากเรือเกลือวิ่งทวนน้ำไปยังราชบุรี กาญจนบุรี ไปจนแม่น้ำไทรโยคนั่นเลย แม่น้ำไทรโยคสวยเหลือเกิน ตอนนั้นพี่อายุ 19หรือ 20 เห็นจะได้ เริ่มกินเหล้าเมื่อเรือข้ามแม่น้ำไทรโยคนี่แหละ ว่าแต่เราล่ะ เริ่มเมื่อไร”

“เห็นจะ19-20 เหมือนกันแหละครับ ตั้งต้นกินเหล้าเพราะอกหัก ผู้หญิงเขาไม่รัก ไม่ได้กินเพราะเห็นธรรมชาติสวยงามเหมือนพี่เหมหรอก”

พี่เหมฟังก็หัวร่อ กายทิพย์ซึ่งโปร่งใสเคลื่อนไหวสวยงาม

“พี่วิ่งเรืออยู่อยู่ที่ลำน้ำแม่กลองปีกว่าถึงได้กลับบ้าน แม่เจอหน้าเข้าก็ร้องไห้ใหญ่ ขอร้องไม่ให้หนีไปไหนอีก แต่พี่ก็ไปอีกจนได้ เพราะอยู่กับแม่ก็ไม่มีงานทำ เช้ากินข้าว เย็นกินข้าว หางานในกรุงเทพฯ ทำก็ยากเย็นเต็มประดา เย็นหนึ่ง หลังจากเตะฝุ่นจนเพลียแล้ว พี่ก็มานั่งที่เก้าอี้เหล็กใต้ต้นมะขามถนนราชดำเนิน สมัยโน้นนะยังไม่มีคนปลูกอาคารอย่างที่เห็นเดี๋ยวนี้หรอก เป็นต้นไม้สองฝั่ง ถนนราชดำเนิน นาน ๆ จะมีรถวิ่งมาสักคันหนึ่ง นักพักให้หายร้อน เพื่อนคนหนึ่งชื่อเจียม เคยเป็นช่างฟิตอยู่ในอู่เรือเจ๊กกวางตุ้งเดินมาพบเข้า มองเห็นก็รู้ว่าพี่ถังแตก จึงชวนให้ไปหางานทำที่ท่าหลวง เมือสระบุรี ด้วยว่าที่นั่นกรมชลประทานกำลังขุดคลอง และสร้างเขื่อนพระรามหก กั้นน้ำ มีประตูน้ำใหญ่ที่สุดในเมืองไทยสมัยโน้น เจียมเขาประจำอยู่เรือนาค

“พี่ก็ไปกับเขาเลย ไม่กลับไปบอกแม่บอกเชื้อล่ะ เจียมเขาออกให้ทั้งหมด ค่ารถค่าเรือ ไปถึงท่าหลวงก็กินนอนกับเจียมเขาที่ท่าเรอนาคนั่นแหละ อยู่ท่าหลวงได้2-3วัน ก็ชักรำคาญที่ต้องนั่ง ๆ นอน ๆ ผมเผ้ารุงรัง จึงขึ้นจากเรือเดินเกร่ไปหาร้านตัดผม

“ท่าหลวงสมัยโน้น เขามีประเพณีประหลาดอยู่ คือชายทุกคนเดินถนนต้องพกอาวุธ ไม่มีมีดมีปืน ก็ต้องถือไม้ตะพด หากใครเดินมือเปล่าเขาถือว่าคนนี้มีของดี ก็จำต้องลองดีกันเสียหน่อย แล้วพี่ขึ้นบกก็เดินเดินมือเปล่าเสียด้วย เดินงุด ๆ ไปยังร้านเจ๊กตัดผม ขณะที่นั่งให้เจ๊กตัดผมอยู่ก็มีนักเลง ดูเหมือนชื่อทิดน้อย ปราดเข้ามานั่งบังหน้าพี่ เปิดลิ้นชัก หยิบมีดโกนมาโกนหนวด โกนไปพลางมองหน้าพี่ไปพลาง แล้วก็หันมาตะคอกเอาดื้ ๆ ว่า
“มาจากกรุงเทพรึ

พี่เงยหน้าขึ้นตอบ “จ๊ะ ฉันมาจากกรุงเทพฯ

ทิดน้อยหัวเราะยียวน “มีพระดีหรือ”

“ไม่มีหรอกจ๊ะ น้า”

ทิดน้อยได้ยินก็พูดด้วยเสียงเย้ยหยันว่า

“ไม่มีพระแล้วทำไมเดินมือเปล้า จะถูกฟันหัวเอานะโว้ย พูดจบก็เดินออกไป เจ๊กที่ตัดผมอยู่ก็บอกให้รู้ว่า ที่นี่เดินมือเปล่าไม่ได้หรอก ตัดผมเสร็จแล้วออกไปซื้อมีดถือเสียเถิด เขาจะได้ไม่เข้าใจผิด เมื่อตัดผมเสร็จแล้วจึงไปซื้อมีดดาบยาวเหมาะมือ เล่มละ 10 สลึง ได้ดาบแล้วสะพายกับไหล่ โก้พิลึก

“อีตอนนั้นงานยังไม่ได้ทำ ต้องอาศัยเจียมเขากิน บางวันก็ลงน้ำงมกุ้งจับปลาไปตามเรื่อง เสื้อกางเกงก็มีอยู่ชุดเดียว วันไหนซักก็ต้องนุ่งผ้าขะม้า เย็นวูบวาบพิลึก พี่อยู่อย่างนั้นจนถึงเดือนที่ 3 นายฝรั่งที่คุมงานชื่อมิสเตอร์แม๊กฟาร์ลิโน ผู้อำนวยงาน มาเจอพี่เข้า เจียมเขาก็เลยฝากงานให้ พี่มันเคยทำเอ็นยิเนียร์มาแล้ว ฝรั่งคงเห็นหน่วยก้านเข้าที จึงตั้งให้เป็นผู้ช่วยของเจียมหน้าที่ช่างน้ำมัน ได้เงินเดือน 45 บาท มันก็มากโขทีเดียว พี่จึงทำงานอยู่ท่าหลวงถึง 3 ปี แล้วก็ไปปะทะกัยลูกชายของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เข้า เลยถูกตัดเงินเดือน พี่น้อยใจขึ้นมาก็ลาออก กลับบ้าน

“เออรู้จักท่าแปดตำรวจไหน”

“ไม่รู้จักหรอกพี่”

“ว้า ถามอะไรไม่รู้เสียเรื่อย ท่าแปดตำรวจอยู่แถว ๆ ท่าพระจันทร์นั่นแหละ เมื่อพี่กลับจากท่าหลวงก็มาเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนที่นี่ แม่รู้เข้าก็มาตามกลับบ้าน เอาไปฝากงานที่กรมตำรวจทหารบก มีพลตรีพระยาอินทรวิชิตเป็นเจ้ากรม ในขณะนั้นประมาณปี 2467”

“ผมเพิ่งเกิดได้ปีเดียวเอง”

“นั่นนะสิ เราถึงแก่อ่อนกว่ากันถึง 20 ปีเต็ม ๆ พี่ไปอยู่กรมตำรวจก็เขียนรูปประกอบตำรับตำราไปตามเรื่อง เออ พี่เคยได้รับเกียรติให้ไปเขียนซ่อมรูปภาพรามเกียรติ์ที่ระเบียงโบสถ์วัดพระแก้ว เคยไปดูฝีมือพี่บ้างหรือเปล่า”

“เคยครับ ผมจำได้ว่ารูปนั้นเป็นรูปภาพตอนมังกรกรรณฐ์ตาย”

“เออ นั่นแหละ ตอนแรกพี่ก็ไม่มั่นใจเท่าไรนัก เมื่อเขียนสำเร็จจึงได้ดีใจ และเชื่อมั่นว่าตัวของเราไม่ต้องดิ้นรนไปเป็นอินยิเนียร์เรืออีกแล้ว เขียนรูปขายต้องพอกินแน่ ดังนั้นพี่จึงมุ่งมั่นฝึกฝนเขียนรูปทุ่งนาป่าเขา ชีวิตไทย ๆ ของเราต่อไป เออ รู้ไหมว่าใครเป็นครูวาดเขียนให้พี่”

“ไม่ทราบหรอกครับ”

“ความจริงพี่ไม่มีครูหรอก เมื่อเด็ก ๆ อยากเขียนก็เขียนไปเรื่อย ๆ รูปวัว รูปควาย นก ดอกไม้ อยากเขียนก็เขียน ทีนี้เมื่อเด็ก ๆ ก็มีพี่เลี้ยงอยู่คนหนึ่ง เป็นนักเล่านิทานเอกทีเดียว เมื่อพี่เลี้ยงเล่านิทาน พี่ก็หากระดาษดินสอมาเขียนรูปประกอบนิทาน ไม่มีกระดาษก็เขียนมันด้วยกระดานชะนวน รู้จักกระดานชะนวนหรือเปล่าเล่า”

“รู้สิครับ เด็ก ๆ ผมเคยเรียนด้วยกระดานชะนวนเหมือนกัน”

“เพิ่งรู้คราวนี้เอง เมื่อพี่รู้ความแล้ว คงประมาณสัก 10 กว่าขวบ มาอยู่กับลุงซึ่งทำงานกับเจ้าคุณยมราช ลุงเป็นผู้ดูแลคณะนักเรียนชาวอิตาเลียน ซึ่งมาเขียนรูปในพระที่นั่งอนันตสมาคม เย็นหนึ่งพี่จำได้ว่า เจอชอร์คตกอยู่สองแท่ง จึงเก็บแล้วเดินไปที่สะพานท่าน้ำ เอาช็อร์คนั้นเขียนรูปผู้คนบ้าง รูปวิวบ้าง ตามแต่จะนึกออก เขียนเพลิน ๆ อยู่ไม่รู้ว่า มิสเตอร์ลิกอรีมายืนมองอยู่ข้างหลัง ลิกกอรี่ชมฝีมือพี่ใหญ่ ถามว่าเรียนวิชาช่างเขียนมาจากไหน พี่บอกว่าหัดเอาเอง ลิกอรี่แปลกใจ เลยขออนุญาตลุง ขอตัวให้ไปรวมกับคณะนักเขียนอิตาเลียน

ดังนั้น เช้าขึ้นก็ตามลิกอรีกับคณะไปพระที่นั่งอนันตสมาคม อาจารย์ลิกอรีสอนให้วาดเส้นตรงกับเส้นโค้ง หัดเขียนลายน่ะ พี่ก็ตั้งใจหัดจนได้ความรู้ความชำนาญ เมื่อลิกอรีเสร็จงานเขียนพระที่นั่งอนันตสมาคม ก็เตรียมตัวกลับบ้านเมือง อนุญาตท่านลุง จะเอาไปด้วย เอาไปเรียนให้เก่ง ท่านลุงก็อนุญาต พี่เองก็ดีใจที่จะได้ไปเที่ยวเมืองฝรั่งมังค่า ข่าวที่พี่จะไปเมืองนอกก็รู้ไปถึงหูพ่อแม่ ท่านแอบมาพากลับบ้าน พี่ก็เลยอดไป จนต้องตระเวนชีวิตอย่างที่เล่าให้ฟังนั่นแหละ ว่าแต่มามาหาพี่มีธุระอะไรหรือเปล่า”

“มาเยี่ยมธรรมดาครับ แล้วมีคนเขาอยากทราบว่า พี่นั้นเป็นศิษย์หรือเป็นครอยู่ที่เพาะช่าง”

“เป็นครูซิหว่า คือเมื่อพี่ไปอยู่ประมวลวันฝ่ายศิลป์ อยู่จนโรงพิมพ์ถูกระเบิดไม่เหลือหรอ พี่จึงหนีหวอหนีลูกระเบิดไปอยู่ที่สวนฝั่งธนฯ รับงานวาดรูปให้กรมประชาสงเคราะห์ วาดรูปประกอบเรื่อง สร้างตนเอง วาดรูปกามนิตประจำสัปดาห์เรื่อยมาจนถึงพ.ศ. 2486จึงได้เข้าประจำกระทรวงศึกษาธิการ แผนกหลักสูตร แล้วกระทรวงก็ให้เข้าไปเป็นครูสอนวาดเขียนที่โรงเรียนเพาะช่างนี่แหละ ใคร ๆ ก็เรียกพี่ว่า “ครูเหม” เมื่อสงครามเลิกพี่จึงลาออก เมื่อศิษย์เก่าเพาะช่างทำละครพี่ก็ไปร่วมด้วย ก็ที่เราเจอกันนั่นแหละ จำไม่ได้หรือ”

“จำได้ครับ ว่าแต่เมื่อครบกำหนดสวดแล้ว เขาต้องทำพิธีเผาร่างตามระเบียบ แล้วพี่เหมจะไปอยู่ที่ไหน”

พี่เหมไม่ตอบคำถามผม พูดเพียงว่า “ไปล่ะ แล้วค่อยคุยกันใหม่”

จากนั้นกายทิพย์ร่างโปร่งใสก็หายวับไป ส่วนผมก็ตกใจลืมตาด้วยว่าคนดูแลสถานที่นั้น มาปัดกวาดแล้วเจอผมนั่งหลับอยู่ เขาก็ปลุกบอกว่าค่ำแล้ว มาหลับอยู่ทำไม ผมบอกว่ามาฟังพระสวด ลมเย็นก็เลยหลับไป เขาถามว่า ไม่กลัวผีหรือ ตอบเขาว่า ผมกลัวคนด้วยกัน ผีเป็นมิตรกับคนเสมอ คนสิเป็นศัตรูกัน หามิตรแท้ยาก เขาฟังแล้วก็มองหน้า ไม่พูดว่าอะไร ผมจึงเดินออกมานอกวัด หาเหล้ากินตามระเบียบ ด้วยว่าเวลาเกือบจะหนึ่งทุ่มแล้ว ซัดเหล้าให้หน้าตึง ๆ ค่อยไปเจอเพื่อนฝูงฟังสวดต่อ แล้วว่าง ๆ จะมาหาพี่เหมอีก




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Chaoying วันที่ : 26/03/2022 เวลา : 19.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

หายไปนาน ..เป็นห่วง ฮิๆ
กลับมาเขียนก็ดีใจ อ่านกันต่อ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน