• johnrit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2008-07-02
  • จำนวนเรื่อง : 428
  • จำนวนผู้ชม : 553847
  • ส่ง msg :
  • โหวต 64 คน
kajohnrit
ว่าด้วยเรื่องการเขียนและการอ่าน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/kajohnrit
วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน 2565
Posted by johnrit , ผู้อ่าน : 307 , 17:12:07 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน อดุลย์ โหวตเรื่องนี้

ก่อนขับรถออกจากบ้าน ตั้งเป้าหมายไว้ว่า เย็นนี้จะซ้อมให้ได้สักสามชั่วโมงโดยไม่หยุด ยกเว้นตอนโฉบหยิบขวดน้ำที่วางไว้ข้างป้อมยามมายกขึ้นดื่ม ถ้าสามารถก้าวขาไปได้เรื่อย ๆ ติดต่อกันสามชั่วโมงได้ ก็เป็นอันเบาใจว่า ทีเหลืออีกสี่ชั่วโมงสำหรับมาราธอนที่ตรังนั้นยังไงก็จบแน่
 
ไปถึงสนามซ้อมที่สวนศรีนครินทร์ตอนสี่โมง ยืดเหยียดเล็กน้อยแล้วเริ่มด้วยการวอร์มเดินเร็ว ๆ สลับวิ่ง คำนวณเวลา เริ่มสี่โมงเศษ น่าจะจบไม่เกินทุ่มครึ่งจะได้กลับบ้านไปอาบน้ำและทานข้าวเย็น พอนึกถึงเรื่องข้าวขึ้นมาใจก็ฟุ้งไปเรื่องของกินต่าง ๆ นานาที่มีอยู่เรียงรายบนถนนเส้นนี้ ราดหน้าทะเลก็ชอบ ข้าวผัดกะเพราเนื้อไข่ดาวก็เป็นของโปรด วิ่งเสร็จแล้วก็มักจะหิวจนทนขับรถไปต่อแทบไม่ไหว น้อยครั้งที่จะกลับถึงบ้าน ส่วนใหญ่มักจะแวะที่ร้านอาหารริมทางเสียก่อนเสมอ
 
น้องคนหนึ่งปั่นจักรยานสวนทางมา และยกนิ้วให้ เธอชะลอรถแล้วจอดข้างทาง ถามว่าวันนี้จะเอากี่กิโล ตอบว่าไม่รู้เหมือนกันแต่จะลองวิ่งดูสักสามชั่วโมง น้องเขาว่า จะปั่นจักรยานวน ๆ อยู่แถวนี้ ลองดูสิว่าปั่นสามชั่วโมงจะได้สักเท่าไร ผมถามว่า ช่วงนี้ไม่วิ่งหรือ น้องเขาตอบว่า ปวดเข่าก็เลยหันมาปั่นบำบัด ผมว่า ดีแล้ว จากนั้นก็โบกมือและก็ลงมือวิ่งต่อ
 
จบรอบแรกได้ 1.75 กิโลเมตร ใช้เวลาไปสิบกว่านาที คิดเล่น ๆ ว่าถ้าสามชั่วโมง วิ่งได้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า20 กิโล ในสนามแข่งถ้าสามารถทำได้แบบที่ซ้อมมาโดยไม่เจ็บรองช้ำมากนัก ก็จะวิ่งจบมาราธอนภายใน7 ชั่วโมงร้อยเปอร์เซ็นต์ ย้อนนึกถึงตอนวิ่งใหม่ ๆ ยังไม่มีปัญหาเรื่องปวดหลังกับปวดรองช้ำ ลงแข่งทีไรก็วิ่งได้อย่างสนุกสนาน แค่กล้ามเนื้อน่องนิดหน่อย เดินเขยกอยู่วันสองวันก็หาย แต่พอมีปัญหาเรื่องรองช้ำมันทำให้รู้สึกกังวล วิ่งไปก็กังวลไปไม่รู้ว่าอาการมันจะกำเริบขึ้นตอนไหน ยิ่งนึกยิ่งรู้ขยาด
 
ย้อนคิดไปถึงมาราธอนที่บุรีรัมย์แล้วใจแป้ว ตอนนั้นเจ็บจนเสียวปลายประสาท ที่บริเวณปลายนิ้วเท้าแตะถูกอะไรก็ได้ เจ็บเหมือนมีเข็มเล็ก ๆ นับร้อยนับพันทิ่มลงไปมี่ปลายเล็บ ต้องหยุดแล้วถอดรองเท้าออก เดินด้วยเท้าเปล่าอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะแข็งใจสวมรองเท้ากลับเข้าไปใหม่ แล้วก็เดินสะเงาะสะแงะไปตลอดทางที่เหลืออีก8 กิโลเมตรสุดท้าย จบแบบเฉียดฉิวเกือบไม่ทันคัทออฟ วิ่งจบแล้วก็รู้สึกท้อแท้ เจ็บเสียจนหมดกำลังใจ บอกน้องที่ไปวิ่งด้วยกันว่า สงสัยจะไม่เอาแล้วล่ะ เจ็บแบบนี้ทนไม่ไหวแล้ว น้องเขาก็เจ็บ นั่งก้มหน้าก้มตากินข้าวกล่องในห้อง หันหน้าเข้าข้างฝาและบ่นว่าเจ็บเหมือนกัน ตอนนั้นไข้ขึ้น ตัวร้อนผ่าว เหงื่อแตกซิก แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองหนาวยะเยือกต้องนอนคลุมโปง ขอให้น้องเขาไปซื้อยาพาราที่เซเว่นมาให้สักแผง แต่น้องเขาบอก อย่าว่าแต่เดินข้ามถนนไปซื้อยาเลย ออกจากห้องเขาก็ก้าวเท้าไม่ไหวแล้ว ทั้งคืนก็เลยนอนเป็นไข้ แต่โชคดีที่ตื่นเช้าขึ้นมาอาการป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง เหลือไว้แต่ความเจ็บปวดตามกล้ามเนื้อจนต้องเดินเขยก ๆ ติดต่อกันสองสามวัน
 
มานั่งวิเคราะห์ดูว่าเกิดจากอะไร และในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าเกิดจากความประมาท ซ้อมไม่พอ คิดว่าตัวเองมีต้นทุนสูง จบมาราธอนติดต่อกันมาหลายหน ครั้งนี้ก็เลยซ้อมแบบกระปริดกระปรอย ที่ละสิบกิโลสิบสองกิโล พอจะซ้อมยาว ๆ ขึ้นมาก็ขี้เกียจ เดินเล่นเสียบ้าง หยุดกินลูกชิ้นปิ้งเสียบ้าง ทั้งที่ไม่ได้ปวดหลังปวดไหล่ใด ๆ แต่พอถึงวันแข่งวิ่งสบาย ๆไปได้แต่สามกิโล หลังจากนั้นก็ถึงคราวนรกมาเยือน จะวิ่งต่อก็ไม่ได้ จะเดินก็ไม่ไหว เดี๋ยวเจ็บตรงปลายเท้า เดี๋ยวเจ็บตรงฝ่าเท้า เจ็บจี๊ดเหมือนเดินไปเหยียบไม้เสียบลูกชิ้น ทีแรกคิดว่าจะยอมแพ้ ให้ตัวเองDNF โบกรถขึ้นมอเตอร์ไซค์กลับที่พัก แต่อีกใจหนึ่งก็บอกว่า เหลืออีกไม่เท่าไรแล้ว เดิน ๆ หยุด ๆ เอาก็ถึงเส้นชัยภายในเวลาที่กำหนดแน่นอน แต่เจ็ดแปดกิโลสุดท้ายนั่นกลับใช้เวลามากกว่าที่วิ่งมาแล้วสามสิบกิโลเมตร
 
ผลจากการประมาท ทำให้เกิดเหตุการณ์ทุกข์ทรมานสังขารเกิดขึ้น
 
ไปตรังเที่ยวนี้ ถ้าคิดจะวิ่งต้องซ้อม เหลือเวลาอยู่ไม่กี่วันแล้ว ผมลองนับถอยหลัง วันที่ 27 เหลือเวลาอีกแค่อาทิตย์เดียวก็จะถึงวันแข่งขัน ในอาทิตย์นี้ผมต้องหยุดก่อนวันแข่งอย่างน้อยสามวัน เหลืออีกสี่วันสุดท้าย ผมต้องซ้อมวันละสามชั่วโมงติดก่อนอย่างน้อยสองหรือสามครั้ง ถ้าซ้อมแบบนี้ผ่านไปด้วยดี ไม่มีปัญหาก็จะลงแข่ง แต่ถ้าเจ็บโน่นเจ็บนี่ ผมก็แค่กลับตรัง ถือโอกาสไปเยี่ยมพ่อและเดินดูงานวิ่ง เชียร์เพื่อน ๆ ที่ลงแข่งขัน เสร็จธุระแล้วก็กลับกรุงเทพฯ ค่อยว่ากันต่อไปงานหน้า
 
ผมวิ่งเรื่อย ๆ อยู่รอบแล้วรอบแล้ว นาฬิกาก็หมุนวนไปอย่างซื่อตรง สวนทางกับน้องนักปั่นหลายครั้ง น้องเขาก็พูดเหมือนเดิมว่า สู้ ๆ นะพี่ ผมก็ว่าครับ
 
ในสนามมีนักวิ่งตัวจริงมาซ้อมกันแน่นหนา พวกที่มาเดินเล่นออกกำลังกายตอนเย็นก็มีไม่น้อย เด็ก ๆ ที่มาปั่นจักรยานก็มีเยอะ ต้องระมัดระวัง เด็ก ๆ มักจะปั่นออกนอกลู่จักรยาน ถ้าไม่ดูให้ดีก็จักรยานเด็กน้อยเหล่านี้ก็อาจพุ่งมาชนเอานักวิ่งได้ ชนทีหนึ่งก็ต้องเจ็บไปอีกยาว หากหกล้มจนฟกช้ำดำเขียว ข้อเท้าพลิกก็ต้องพักฟื้นกันเป็นเดือน ผมเคยเห็นรถเด็กเล่นชนนักวิ่งจนล้มไปด้วยกัน เด็กไม่เป็นอะไรมากแต่ก็หวีดร้องไห้เสียงดังลั่นไปทั้งสวนด้วยความตกใจ พวกพ่อแม่ลุงป้าที่มาด้วยกันก็เข้าไปดูเหตุการณ์ ไม่ว่าใครผิดหรือถูก แต่ในกรณีของเด็ก ก็ให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า เด็กถูกเสมอ ดังนั้นวิ่งในสวนที่มีเด็กเยอะ ๆ ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
 
เด็กอายุสี่ขวบห้าขวบ บางครั้งก็อยากเป็นนักวิ่งเหมือนเช่นพ่อแม่ที่มาพา ก็วิ่งไปช้า ๆ นึกจะเลี้ยวก็เลี้ยว นึกจะหยุดก็หยุด นักวิ่งที่ขาแรงวิ่งมาเร็ว ๆ ถ้าไม่ระวังให้ดีว่ามีเด็กอยู่ตรงหน้าก็อาจชวนเอาได้ ล้มไปด้วยกันและก็เจ็บไปด้วยกันทั้งคู่
 
ที่สนามหน้าศาลากลางนนทบุรี เคยมีพี่นักวิ่งรุ่นใหญ่คนหนึ่งเดินเขยก ๆ และก็ทำสีหน้าหงุดหงิด ผมถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือครับ เขาบอกว่า เบรกกะทันหันเพราะเด็กวิ่งตัดหน้า ทำให้เข่าเขามีปัญหา บวมขึ้นเท่าลูกมะกรูด สงสัยต้องหยุดพักและไปให้หมอดูอาการ
เด็กกับหมานี่มักลักษณ์คล้าย ๆ กันอย่างหนึ่ง คือนึกจะวิ่งก็วิ่ง นึกจะหยุดก็หยุด สวนสาธารณะทุกแห่งจึงติดป้ายประกาศว่าห้ามนำหมามาเดินในสวนโดยเด็ด เรื่องขี้แล้วเจ้าของไม่เก็บนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องอันตรายจากการวิ่งชนหมานั้นเป็นเรื่องใหญ่กว่า
ตอนผมอยู่แถวถนนรัตนาธิเบศร์ใกล้กับศาลากลาง ตอนนั้นสวนสาธารณะเพิ่งเสร็จใหม่ มีทางเดินกว้างขวาง มีต้นไม้ร่มรื่น ตรงกลางมีสระเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ ผมก็ชอบพาหมาสองตัวไปเดินอย่างมีความสุข หมาผมรู้เวลา ดูนาฬิกาเป็น พอห้าโมงเย็นปุ๊บก็จะลุกขึ้นสะบัดตัว เขย่า ๆ ให้ขนฟู ๆ แล้วร้องเสียงขรมให้ผมใส่สายจูงพาออกไปเดินที่สนามหน้าศาลากลาง ไปถึงแล้วผมก็ปลดสายจูงให้น้องหมาสองตัววิ่งเล่นกันตามอัธยาศัย หมาแสนรู้มันวิ่งไปไม่ไกล สักพักก็จะวิ่งตัวปลิวขนลู่มาหาเจ้าของ ผมเดินเล่นกับน้องหมาเป็นปี ๆ ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นนักวิ่ง ก็ไม่จะไม่เข้าใจที่เห็นพวกนักวิ่งทำหน้าหงิกหน้างอที่เห็นหมามาเดินขวางทางอยู่ บางคนก็ตะโกน หมาใครครับ ดูด้วยครับ ผมก็ทำเป็นหูทวนลม ไม่ใส่ใจ
 
ต่อมาไม่นานก็เริ่มมีแผ่นป้ายขนาดเมตรกว่า ทาสีขาว ตัวหนังสือสีแดง เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามนำสุนัขเข้ามาในพื้นที่สวนอย่างเด็ดขาด ฝ่าฝืนปรับ500 บาท เห็นป้ายนั้นแล้วฉุนกึ๊ก อะไรกัน แค่หมาตัวเล็ก ๆ นี่นะ ทำไมจะเดินด้วยไม่ได้ ผมก็แอบฝืนกฎอยู่สักสามสี่ครั้ง ป้ายห้ามนำสุนัขเข้ามาก็ผุดขึ้นรอบทิศทาง ยามที่เฝ้าสวนอยู่ก็เริ่มมีปากเสียง เตือนว่าอย่าพาหมาไปเดินที่ลู่วิ่ง มันอันตราย จากนั้นผมก็ไม่ได้จูงน้องหมาไปเดินในสวนอีก
 
ถึงเวลาห้าโมงเย็นก็หมาก็เห่าเรียกให้ใส่สายจูง จนทนสงสารไม่ไหว จึงพาไปเดินเล่นที่บริเวณอนุสาวรีย์รัชการที่ห้าด้านหน้า ตรงนั้นมีลานเต้นแอโรบิก นักเต้นก็มาก ไม่มีใครชอบให้หมามาใกล้ ๆ ผมก็เลยต้องพาเดินรอบตัวอาคาร ใส่สายจูงอย่างแน่นหนา ไม่ปล่อยให้น้องหมาไปเดินหรือวิ่งตัดหน้าตัดหลังเกะกะใครอีก
 
พอมาเป็นนักวิ่งเข้าก็เลยเช้าใจถึงสาเหตุว่าทำไมเขาถึงมีป้ายห้ามไม่ให้นำสุนัขเข้ามาเดินในสวนเพราะมันเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมาก แม้จะใส่สายจูงไว้ก็ตาม หมาบางตัวนั้นไม่ชอบคนแปลกหน้า บางตัวก็เป็นมิตรเกินพอดี บางตัวก็ขี้ตกใจ ขี้กลัว ทั้งหมดก็ทำให้เกิดปัญหาต่อนักวิ่งได้เหมือนกันหมด ชนหมา หมาก็เจ็บ คนนั้นกลับเจ็บกว่า ชนเด็ก เด็กก็เจ็บคนชนก็เจ็บ และรู้สึกผิดเพิ่มเข้ามาอีก นักวิ่งถึงได้กลัวกันนักกันหนา ซ้อมวิ่งที่ไหนก็พยายามเช็คก่อนเสมอ ถ้าเสาร์อาทิตย์เด็กเยอะๆ ก็รีบตื่นแต่เช้าที่สี่ตีห้ามาซ้อมเสียให้เสร็จ ตอนเย็นก็เลี่ยงอย่ามา ปล่อยให้เด็กได้เดินเล่นกันอย่างเป็นอิสระ
 
ผมวิ่งจนครบสามชั่วโมง เสร็จเอาตอนเวลาทุ่มสิบห้า ได้ระยะทาง21กิโลกว่า น้องนักปั่นจอดรถจักรยานนั่งถือขวดน้ำอยู่ตรงวงเวียนหน้าประตู น้องเขาถามว่า โอเคไหมพี่ ผมว่าโอเคครับ น้องว่า งั้นหนูไปก่อนนะ พูดแล้วก็โยนขวดน้ำเปล่าลงในถังขยะสีฟ้าที่อยู่ข้าง ๆ แล้วก็ขึ้นรถจักรยานปั่นออกไปอย่างรวดเร็ว



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน