พิมพ์หน้านี้
|
- ๑ - ว่ากันตามตำนาน.....พระพุทธสิหิงค์นั้นหล่อในศรีลังกาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๘ โน่น โดยกษัตริย์สีหลและพระอรหันต์เจ้าคณะหนึ่ง หล่อเสร็จมีตำหนิที่พระหัตถ์หนึ่งนิ้ว นานและนานกระทั่งล่วงเลยถึงสุโขทัยราชธานีในแผ่นดินพระร่วง-พ่อขุนรามคำแหง ขณะแปรพระราชฐานลงใต้ได้รับรายงานข่าวพุทธลักษณะที่งดงามของพระปฏิมาข้ามฝั่งอันดามันแพร่มาถึงนครศรีธรรมราช จึงให้เจ้าเมืองนครฯ แต่งทูตเชิญพระราชสาส์นทูลขอพระราชทาน พระมหากษัตริย์ลังกาในสมัยนั้นเป็นศาสนูปถัมภกและสนับสนุนการเผยแผ่พุทธศาสนาลังกาวงศ์ อย่างจริงจัง จึงพระราชทานพระพุทธสิหิงค์ตามพระประสงค์ เพื่อประโยชน์ด้านสืบพระศาสนา มหากาพย์การโปรดสัตว์ของพระพุทธสิหิงค์ในแผ่นดินสยามจึงเริ่มต้นที่ฝั่งเมืองนครฯ โดยจัดพิธีสมโภช ๑ สัปดาห์ ว่ากันว่าพ่อขุนฯ เสด็จไปรับถึงนครฯ เมื่อเคลื่อนขบวนเดินทาง พ่อขุนทรงประคององค์พระไปตลอดทาง กษัตริย์สุโขทัยทุกพระองค์ ทรงเคารพบูชาพระพุทธสิหิงค์ตลอดมา พ.ศ. ๑๙๒๐ สุโขทัยอ่อนกำลัง ขณะสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว-พี่เขยพระเจ้าอู่ทอง) แห่งศรีอยุธยาขยายอาณาเขตและได้สุโขทัยไว้ในอำนาจ พระยาไสยลือไทถูกลดตำแหน่งเจ้าประเทศราชลงมาว่าราชการที่พิษณุโลก พระยาไสยฯ ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาที่นี่เป็นเมืองที่ ๒ กระทั่งสิ้นพระชนม์ ขุนหลวงพะงั่ว จึงโปรดฯ ให้ขบวนเรือหลวงเชิญพระพุทธสิหิงค์สู่กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองที่ ๓ ด้วยนโยบายด้านรัฐศาสตร์ ขุนหลวงพะงั่วจึงแบ่งเขตการปกครองสุโขทัยเป็นสองมณฑล ตาก-กำแพงเพชร-นครสวรรค์เป็นมณฑลหนึ่ง กำแพงเพชรเป็นเมืองหลวง พระยาญาณดิศกินตำแหน่งผู้ว่าการมณฑล สุโขทัย-สวรรคโลก-พิษณุโลกเป็นอีกมณฑล เชื้อพระวงศ์พระร่วงปกครองต่อเนื่องถึงรัชทายาทอยุธยา พระยาญาณดิศ-ผู้ว่าการนั้น เป็นราชบุตรเลี้ยงในขุนหลวงพะงั่วที่ติดมากับพระมเหสีจันทร์ ปรารถนาจะได้พระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานที่กำแพงเพชร จึงออดอ้อนให้พระมารดาทูลขอ ขุนหลวงพะงั่วก็โปรดฯ ให้ขุนพุทธบาลเลือกพระพุทธรูปให้องค์หนึ่ง พระมเหสีได้วางสินบน (Corruption) ขุนพุทธบาล เจาะจงว่าปรารถนาพระพุทธสิหิงค์ ท่านขุนฯ จึงแจ้งรหัสลับว่าถ้าเขาวางพวงมาลัยวหน้าพระประธานองค์ใด นั่นแหละคือพระพุทธสิหิงค์กำแพงเพชรจึงเป็นเมืองลำดับ ๔ ที่พระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐาน ต่อมาหลวงพี่ชาวกำแพงเพชรรูปหนึ่งจะถือธุดงค์วัตรขึ้นเหนือ ท่านจึงปั้นรูปจำลองด้วยขี้ผึ้งแล้วปลีกวิเวกสู่เชียงราย เจ้ามหาพรหมแห่งเชียงรายเห็นเข้าก็อยากได้มาคู่บารมี จึงสมานฉันท์กับเจ้ากือนาแห่งเวียงพิงค์-ผู้พี่ชาย จัดทัพผสมมุ่งใต้สู่กำแพงเพชรและขู่ขอพระพุทธสิหิงค์ พระยาญาณดิศกำลังน้อยจำใจผูกไมตรียอมถวาย พระพุทธสิหิงค์จึงจาริกสู่ล้านนา แรกเริ่มเดิมทีเจ้ากือนามีพระบัญชาให้ประดิษฐานที่เชียงใหม่ แต่เจ้ามหาพรหมผู้น้องขอยืมมาจำลองแบบ พระพุทธสิหิงค์จึงไปเชียงรายเป็นเมืองที่ ๕ บังเอิญเจ้ากือนาถึงพิราลัย เจ้ามหาพรหมจึงลืมคืนและให้ช่างตัดนิ้วพระหัตถ์ซึ่งพิรุธแต่เดิมออก หล่อเนื้อทองสัมฤทธิ์ (สำริด) เทติดเข้าไปใหม่จนบริสุทธิ์ดี ฝ่ายเชียงใหม่นพบุรี คณะมนตรีลงมติถวายบัลลังก์ให้เจ้าแสนเมืองมา เจ้ามหาพรหมพิโรธสุดขีด ระดมพลหมายจะยึดเชียงใหม่ แต่เจ้าแสนฯ ผู้หลานเข้มแข็งกว่า วางยุทธศาสตร์ตอบโต้กลับ จนยึดได้เชียงรายและอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์สู่เวียงพิงค์นพบุรี เป็นเมืองที่ ๖ ตั้งใจจะไปจำที่วัดสวนดอก แต่รถบุษบกติดอยู่สนามหญ้าหน้าวัดลีเชียงพระ จึงมีบัญชาให้ประดิษฐานเป็นประธานทีวิหารหลวง ชาวบ้านจึงเรียกวัดลีฯ เป็นวัดพระสิหิงค์ ตามชื่อพระพุทธรูปและสั้นลงเหลือแค่วัดพระสิงห์โดยลำดับ พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานที่วัดนี้นานกว่าสองศตวรรษ (บางตำนานเพิ่มเติมว่าเมื่อเจ้าไชยเชษฐาธิราชครองสองอาณาจักร พระองค์ได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญไปล้านช้าง-หลวงพระบางหลายองค์ รวมทั้งพระพุทธสิหิงค์ก็ไปประดิษฐานที่ล้านช้างร่มขาวเป็นเมืองที่ ๗ ระยะหนึ่ง กระทั่งคณะมนตรีเวียงพิงค์ท้วงติงทวงคืนจึงพระราชทานแค่พระพุทธสิหิงค์องค์เดียว องค์อื่นๆ ยังตกค้างที่หลวงพระบางจนย้ายราชธานีสู่เวียงจันทร์) - ๒ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓ อยุธยาล่วงสู่ยุคปลาย....สมเด็จพระนาราย์มหาราช มีสองเจ้าพระยาโกษาธิบดีพี่น้องคู่บัลลังค์ มีเสนาธิการอย่างฟอลคอน และหน่วยคชบาลที่ทรงประสิทธิภาพ กรุงศรีฯ จึงคืนสู่ความเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง พ.ศ. ๒๒๐๕ พระองค์เปิดสงครามกับเชียงใหม่ เจ้าพระยาโกษาธิบดี-ปาน เป็นขุนพลนำทัพ ได้ชัยชนะแล้วก็อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับราชธานี ประดิษฐาน ณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาเมื่อกรุงแตก (รัชกาลพระเจ้ามังระ-โอรสอลองพญา) เชียงใหม่ภายใต้รัฐอารักขาของพม่า จึงเชิญเสด็จพระพุทธสิหิงค์กลับเวียงอีกรอบใน พ.ศ. ๒๓๑๐ พ.ศ. ๒๓๓๐ เชียงใหม่เป็นเมืองร้างและอยู่ในสถานการณ์การแย่งชิง รายงานข่าวกรองเรื่องแม่ทัพหวุ่นยีจะบุกล้านนาถูกส่งถึงกรุงเทพฯ ล้นเกล้าฯ ร.๑ โปรดฯ ให้พระยากาวิละแบ่งครอบครัวจากลำปางไปรักษาเชียงใหม่ แต่กำลังผู้คนมีน้อยเกินจะรักษาเวียงพิงค์ พระยากาวิละจึงยั้งขบวนที่ป่าซาง ล้นเกล้าฯ ร. ๑ แบ่งกำลังทัพหลวงให้สมเด็จพระอนุชาธิราช ๖๐,๐๐๐ ขึ้นไปช่วยอย่างเร่งด่วน
กรมพระราชวังบวรฯ นำทัพเข้าโจมตีช่วยศึกลำปาง เดินหน้าไปสลายกำลังพม่าที่สมรภูมิป่าซางและตามตีถึงเชียงแสน เสร็จศึกครั้งนี้วังหน้าพระยาเสืออัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาสู่ราชธานีใหม่-กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่ ๘ และทูลขอไว้ในพระราชวังบวรฯ อุทิศพระราชมณเฑียรถวายพระราชนามว่า-พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ (พระที่นั่งพุทไธสวรรย์) ฝาผนังข้างในเหนือช่องหน้าต่างเขียนเทพชุมุนุม ๔ ชั้น มีเส้นสินเทาคั่นแถวบน ซึ่งบรรดนักสิทธิ์วิทยาธรต่างหอบดอกไม้มาถวายเป็นพุทธบูชา ส่วนผนังระหว่างห้องหน้าต่างเล่าเรื่องปฐมสมโพธิหรือพุทธประวัติ โดยเฉพาะห้องที่ ๓ ซ้ายมือภาพพระพุทธองค์เปิดสามโลกในวันเทโว ว่ากันว่า...เป็นจิตรกรรมสองมิติสกุลช่าง ร. ๑ ที่คลาสสิคที่สุดในต้นรัตนโกสินทร์ ทิดคำค่อนข้างจะเห็นด้วยเพราะบรรดาเปรตในภาพกินดีอยู่ดีมีเนื้องหนัง บางตัวลงพุงห้อยสีหน้าและดวงตาแสดงความตื่นเต้นเห็นได้ชัด เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จสวรรคาลัย พระบรมเชษฐาธิราช เกรงสมบัติล้ำค่าในพระที่นั่งองค์นี้จะสูญหาย จึงโปรดฯ ให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานที่วัดพระแก้วจนถึงรัชกาลที่ ๔ จึงโปรดฯ ให้สมเด็จพระอนุชาธิราช-พระปิ่นเกล้าฯ เชิญเสด็จพระพุทธสิหิงค์คืนวังหน้า พระปิ่นเกล้าฯ มีพระราชดำริจะประดิษฐานเป็นพระประธานในวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) การไม่ทันสำเร็จก็เสด็จสวรรคาลัยซะก่อน เมื่อพระปิ่นฯ เสร็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปประทับวังหน้าเนืองๆ ด้วยมีพระราชประสงค์มิให้เป็นวังว่างดังในรัชกาลก่อนๆ พระพุทธสิหิงค์จึงคงประดิษฐานอยู่ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ มิได้เชิญลงมาไว้วังหลวงเหมือนครั้งรัชกาลที่ ๑
ถือได้ว่าพระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปที่เดินทางโปรดสัตว์มากที่สุดในประเทศไทย ไปมาแล้ว ๘ เมือง ๔ ราชธานี ตั้งแต่สุโขทัย-กรุงศรี-ล้านนาและรัตนโกสินทร์ พระพุทธสิหิงค์นั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและสืบพระพุทธศาสนา เชื่อกันว่าประดิษฐานที่ไหนจะอำนวยสวัสดิ์แก่ที่นั้นๆ เมืองใดชนะสงครามจึงมักจะอัญเชิญเพื่อเสริมสง่า-บารมี อีกทั้งให้ชาวประชาสักการะเพื่อความร่มเย็นเป็นสิริและมงคลแก่ผู้กราบไหว้ ตรุษสงกรานต์ทุกปี จึงอัญเชิญให้สรงน้ำที่ปะรำพิธีปริมณฑลท้องสนามหลวง เพื่อประกอบกุศลเริ่มต้นชีวิตตามแบบประเพณีปีใหม่ไทย
- ๓ - ว่ากันโดยยึดพุทธศิลป์แล้ว......นักประวัติศาสตร์ศิลปะเชื่อว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นฝีมือสกุลช่างสุโขทัยของเรานี่เอง หนำซ้ำเป็นสุโขทัยยุคปลายช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ไม่ได้ย้อนไกลไปถึงลังกา หล่อด้วยสำริดกะไหล่ทอง พุทธลักษณะที่เด่นเล่าให้ฟังแบบกันเองคือหน้าอิ่มค่อนข้างกลมผสมสุโขทัยอิทธิพลลังกา คิ้วโก่ง จมูกโด่งปากอมยิ้มนิดๆ ขมวดเส้นผมเป็นก้นหอย-รัศมีเปลวเพลิง บ่าใหญ่-เอวเล็ก ชายสังฆาฏิพลิ้วปิดสะดือแยกสองแฉกเป็นเขี้ยวตะขาบ ครองจีวรเปิดไหล่ขวา นิ้วมือ-นิ้วเท้าเสมอกันอันเป็นจุดเด่นของพุทธศิลป์สุโขทัยยุคหลัง สูงจากพื้นที่ประทับถึงรัศมี ๙๑ ซม.หน้าตักกว้าง ๖๓ ซม. แสดงปางตรัสรู้ในอิริยาบถขัดสมาธิราบบนฐานกลีบบัวหงาย ๒ ชั้น ถ้าตอบคำถามในเกมส์โชว์ทางทีวีเพื่อเรียกเสียงกรี๊ด...ต้องฟันธงลงไปชัดๆ ว่าพระพุทธสิหิงค์ เป็นศิลปะสุโขทัยตอนปลายหรือยุคหลัง (Sukhothai Post Classic) ร่วมสมัยกับพระพุทธชินราช-พระชีนสีห์ และพระศาสดา ทิดคำพินิจดูด้วยตาเปล่าและกล้องขยายแล้ว มีความรู้สึกร่วมกับตำนานว่าพุทธลักษณะองอาจสง่าดุชพญาสิงห์ สวยงามคนละแบบกับพระพุทธชินราช-วัดใหญ่ แต่ให้คุณค่าทางพุทธศิลป์พอๆ กัน ทิดคำมีโอกาสสักการะในพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ๒-๓ หน กูรูด้านประวัติศาสตร์ศิลป์แห่งสำนักโบราณคดี ม.ศิลปากร ท่านขอดเกร็ดให้ฟังว่า ประเพณีอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์เมื่อก่อนก็เชิญองค์จริงลงมณฑปเสด็จจากวังหน้ามาประดิษฐานที่ท้องสนามหลวงให้พี่น้องสรงน้ำเพื่อเป็นสิริมงคล ต่อมาชาวประชาล้นหลามการสรงน้ำจึงต้องทำแบบเร่งรัดรวดเร็ว เพื่อให้คนอื่นๆ ได้ร่วมในพิธีด้วย ผู้คนจึงซื้อน้ำหอมขวดเล็กหน้าปะรำพิธีเปิดฝาเขย่าๆ แล้วสะบัดไปสรงองค์พระ หลายคนหลายขวดและหลายปี จึงมีเหตุการณ์ขวดน้ำหอมหลุดมือลอยไปกระแทกบริเวณท้องด้านซ้าย ใต้แนวซี่โครงเป็นรอยบุบเล็กๆ ทำให้สูญเสียพุทธศิลป์โดยรวม
กรมศิลปากรเกรงว่าองค์พระจะชำรุดเสียหายมากไปกว่านี้ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจำลอง (Replica) ในขนาดเท่ากันทุกประการปานคู่แฝด ก่อนวันสงกรานต์เล็กน้อย ผู้ว่าฯ กทม. หรือผู้บริหารระดับสูงก็จะไปอัญเชิญองค์จำลองจากห้องแสดงหมายเลข ๙ บนชั้น ๒ ตึกประพาสพิพิธภัณฑ์ แห่มาประดิษฐานที่สนามหลวงรับการสรงน้ำเย็นฉ่ำตลอดวันและคืนตลอดสงกรานต์ ส่วนองค์จริงท่านก็ประทับในบุษบกกลางพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พุทธศาสนิกอย่าได้แปลกใจ หากท่านพาแฟนหรือควงกิ๊กไปสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ที่ท้องสนามหลวงแล้ว ข้ามถนนเดินผ่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร หันหน้าไปเห็นอีกองค์เหมือนกันเป๊ะในพระที่นั่ง อย่าตกใจนะครับเพราะท่านยังไม่ได้แสดงปาฏิหาริย์แยกร่างใดๆ หนุ่มสาวพลัดถิ่นท่านใดที่คาดว่าตัวเองจะตกค้างสงกรานต์ในเมืองหลวง คิดจะไปแฟนซีสงกรานต์ย่านตรอกข้าวสารและถนนพระอาทิตย์ถือโอกาสไปสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์คงเป็นอุดมมงคลไม่น้อย เพราะสนามหลวง-บางลำภูก็ไม่ไกลเกินศรัทธาที่จะก้าวเดิน... |
| People Get Ready | ||
แรงบันดาลใจคนไกลบ้าน |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||