| Ami Tokito | ||
สาวแว่นสุดร้อนแรง |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
![]() สวัสดีครับเพื่อนๆ ก่อนอื่น ก็ต้องขอขอบพระคุณ เพื่อนๆทั้ง 33 เสียง ที่โหวตให้ผม ใน Content of the year หัวข้อ "นักข่าวอาสา" ก็ไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าจะมีใครโหวตให้เยอะขนาดนี้ ปลื้มใจมากๆครับ ผมขอมอบรูปข้างบนให้กับทุกๆท่าน เป็นรำอำนวยพรครับ ขอให้ทุกท่าน มีความสุขสวัสดีตลอดไป ผมคิดอยู่นาน ว่าควรเขียนหรือไม่ และผมจะแสดงความคิดเห็นต่อไปนี้ ตั้งอยู่ที่ประเด็นเดียวเท่านั้น คือ "ประชาธิปไตยในโอเคเนชั่น" ผมมาอยู่ที่โอเคเนชั่น ได้แปดเดือน ที่สนใจและตัดสินใจสมัคร เพราะผม เชื่อมั่นในเนชั่น ในความคิด ความมีเสรีภาพ ไม่ยอมก้มหัวให้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มีประชาธิปไตย ผมเชื่อมั่นในตัวหัวเรือใหญ่ คุณสุทธิชัย หยุ่น ในการกล้าออก ความคิดเห็น โดยสง่างาม กล้าหาญ กับสิ่งที่ดูแปลกๆ ไม่ถูกต้องตามครรลอง หรือตามกติกาทั่วไป ทุกวินาทีในแปดเดือนกับโอเค ผมมีความสุขมาก ได้อ่านข้อเขียนดีๆมากมาย ด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ และผมเขียนทุกเอนทรี่ด้วยความตั้งใจและสร้างความสัมพันธ ์กับเพื่อนๆบล็อกเกอร์เสมอมา จนมาเมื่อซักสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเริ่มเกิดความรู้สึกแปลกๆ ครั้งแรก การประกวด บล็อกเกอร์ออฟเดอะเยียร์ น่าเสียดายที่เอนทรี่นี้ ไม่มีอีกแล้วครับ ผมเพิ่งเห็นนะครับ ว่าไม่มีการเผยแพร่อีก http://www.oknation.net/blog/mindhand/2007/12/30/entry-1 ในเอนทรี่นี้ เนื่องจากกติกาที่ให้โหวตสามบล็อกเกอร์ เพื่อเข้ามาสู่รอบสอง หรือ ที่เรียกว่ารอบตัดเชือก กลายเป็น รวบเอาทุกบล็อกเกอร์จากรอบแรก มาโหวต กันอีกครั้งในรอบสอง กลายเป็นมีรายชื่อมากมายกว่า 85 ท่าน ก็ยกทั้งยวง มาคัดกันใหม่ มาตรงนี้ มีหลายๆท่านได้แสดงความคิดเห็น ว่ากติกาอย่างนี้ มันแปลกนะ ไม่น่า จะถูกต้อง เสนอความคิดเห็นกันหลายท่านมากๆ และนี่ ผมเห็นว่า เป็นการเสนอ ความเห็นอย่างอิสระ เพื่อสร้างสรรค์กติกาดีๆ รัฐธรรมนูญ ในบ้านในเมือง ตรงไหนที่เห็นว่าไม่เหมาะไม่สม ยังต้องมีการแก้กันแล้ว แก้กันอีก เพื่อปกครองคนทุกคนในสังคมได้อย่างทัดเทียมกัน แต่ผลที่ตามมาคือ ความเพิกเฉย ผมยังจำคอมเมนท์ของผู้จัดได้ว่า "ถ้าร่างกติกากันใหม่ ก็ไม่ใช่ Bloger of the year ปี 2007 แล้ว ก็คงเป็นของปี2008" อันนี้ตบหน้าผมฉาดใหญ่เลยครับ ถ้าคุณแก้ไข แล้วมันดีขึ้น เป็นธรรมขึ้น มันก็เป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง มันก็เลยกลายเป็นจุดจบ ของทั้งโครงการประกวดเอง กับบล็อกเกอร์อีกหลายๆคน บ้างก็ย้ายบ้าน บ้างก็โดนปิดบล็อก เพราะแสดงความคิดดุเดือดไปหน่อย ตรงนี้เพียงแค่ คนจัด รับฟังความคิด และช่วยกัน ผมย้ำว่า ช่วยกันสร้างกติกาที่เป็นธรรม เหตุการณ์นี้ ก็ไม่เกิดขึ้น ถ้าคำนึงถึงประชาธิปไตยในการแสดงความคิดเห็น และประชาพิจารณ์ ครั้งที่สอง สามและสี่ การประกวดคอนเทนท์ออฟเดอะเยียร์ อันนี้ขอชมผู้จัดครับ จัดการได้ดีมากๆในรอบแรก ชัดเจน มีการสรุปผลคะแนนอย่างเป็นระยะๆ และมาตัดสินสุดท้ายกันที่คะแนนคณะกรรมการรวมกับที่บล็อกเกอร์โหวตกัน ตรงนี้แหล่ะ ที่ผมคิดว่ามันแปลก นี่คือกติกาจากบล็อก http://www.oknation.net/blog/nanahahe/2007/12/26/entry-1 คะแนนจากคณะกรรมการ ที่มี 6 ท่าน กรรมการแต่ละท่านจะให้คะแนน 5 -10 คะแนนในแต่ละเรื่องที่ส่งเข้าประกวด ตรงตามเกณท์ และกติกา ตั้งแต่ 5-10 คะแนน คุณอ่านแล้วคุณคิดยังไงครับ สำหรับผม ผมคิดว่า กรรมการแต่ละท่าน มีคะแนน 5-10 คะแนน ในแต่ละเรื่อง ก็คือ นักข่าวอาสา ก็หนึ่งเรื่อง, ท่องเที่ยว/ภาพถ่าย ก็หนึ่งเรื่อง งั้น กรรมการ 6 ท่าน ในหนึ่งเรื่อง ก็สมควรมีเสียงโหวตจากกรรมการเพิ่มอีก 60 คะแนน แค่นี้ก็เยอะเกินกว่าคะแนนโหวตจากสมาชิกโอเคแล้วครับ ยิ่งไปกว่านั้น พอถึงรอบที่คณะกรรมการตัดสินจริง กลายเป็นว่า กรรมการไม่ได้มองว่า คะแนนโหวตจากสมาชิกเป็นยังไง (ตรงนี้ผมว่าสำคัญ) แต่ยกทั้งยวง มาคัดกันเองใหม่ (อีกแล้ว) ให้กรรมการคัดเรื่องทั้งหมดกันออกมาใหม่ 4 เรื่อง (อันนี้ไม่เห็นในกติกาแต่แรก) แล้วโหวตซ้ำ โดยไม่สนใจว่าเรื่องนั้นๆสมาชิกจะโหวตให้หรือไม่ แถม จากสี่เรื่องที่คัดมา ให้สิทธิ์ลงคะแนนในแต่ละอัน 5-10 ก็กลายเป็นว่า กรรมการ แต่ละท่าน สามารถแจกจ่ายคะแนนได้ 40 คะแนน ถ้า 6 ท่าน ก็ 240 คะแนน ในแต่ละคอนเทนท์ ถ้าเทียบคะแนนตรงนี้ในมือกรรมการ 6 ท่าน 240 เสียง โหวตให้ได้ 4 คน กับสมาชิกที่โหวตได้แค่คนละ 1 เสียงและโหวตได้แค่ 1 คน ผมว่ามันแตกต่าง มันห่างกันเยอะเกินไปครับ คะแนนจากคณะกรรมการ เยอะกว่า คะแนนจากเสียงโหวต จากบล็อกเกอร์ อย่างมากมาย ตรงนี้ล่ะครับ เมื่อผลการตัดสินออกมา แล้วเห็นว่า คนที่มีคะแนนโหวตจากบล็อกเกอร์ = 0 แต่กลับได้รางวัล (มีถึง 4 ท่าน) คนที่ได้คะแนนจากบล็อกเกอร์โหวตเยอะที่สุด แต่ไม่ได้ซักคะแนนเดียวจากคณะกรรมการ มันก็เลยเกิดข้อสงสัย เกิดความคลางแคลงใจ ขึ้นมาอีก แล้ว ให้พวกเขา โหวตกันทำไม เป็นเวลาสิบเอ็ดวันเต็ม ในเมื่อ มันไม่ส่งผลอะไรเลย กับคำตัดสิน แม้จะบอกว่า เอาคะแนนรวมกัน บล็อกเกอร์ที่โหวต ก็มีส่วนร่วมนะ เป็นประชาธิปไตย คุณได้โหวต แต่ สัดส่วนคะแนนระหว่างกัน มันห่างกันขาดลอย ชัดเจน ถึงโหวตให้ใครได้คะแนนสูงยังไง แต่ คะแนนกรรมการที่มีสูงกว่า มากกว่า ก็ชนะอยู่ดี ผมประกาศตรงนี้ว่า ผมไม่มีข้อข้องใจในคุณวุฒิ และความสามารถของคณะกรรมการแต่ละท่านเลย และเคารพในวิจารณญาณ ในความเที่ยงตรงในการตัดสิน ไม่บังอาจคิดว่าท่านจะเอนเอียง และ ผมมีความชื่นชม กับกิจกรรมดีๆนี้ ขอบคุณบล็อกเกอร์ที่เป็นตัวแทนของโอเค ทุ่มเท เหน็ดเหนื่อย เพื่อให้มีการประกวดนี้เกิดขึ้น ผมไม่ได้ติดใจ สงสัยอะไรในพวกท่านเลย แต่ประเด็นที่ผมพูด คือ "กติกา" ที่ผมว่ามัน แปลก และไม่เป็นประชาธิปไตยพอ และที่น่าท้อใจคือ เมื่อมีสมาชิกโอเคฯ ท้วงติงขึ้นมา ผมไม่เห็นบรรยากาศแห่งการรับฟังเลย แม้แต่น้อย ทำไมล่ะครับ? เราต่างอยากให้ โอเคเนชั่น เป็นสังคมที่ดี ไม่ใช่หรือ ผมคิดว่า เรื่องที่ให้คณะกรรมการพิจารณา ควรนำมาจากเรื่องที่บล็อกเกอร์ที่โหวตให้สูงที่สุด 4 ท่านแรก เพื่อ -งานของคณะกรรมการ น้อยลงเยอะ ได้มีเวลาทบทวน หาข้อดีข้อด้อยได้ละเอียดขึ้น เพราะพิจารณาแค่ 4 คน เนื้อๆ ท่านกรรมการเอง ก็จะรู้สึกได้ ว่ามันผ่านขั้นตอน ที่กลั่นกรองมาแล้ว จากชุมชนของบล็อก -เป็นการให้บล็อกเกอร์ที่โหวตกันมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ เพราะทุกโหวตที่ให้ มันส่งผลให้ได้คัดเลือกคน ที่จะให้คณะกรรมการตัดสินในรอบต่อไป ไม่ใช่ว่า คนได้คะแนนโหวต=0 มาได้รับรางวัลได้ยังไง (ตรงนี้ ด้วยความเคารพ ผมไม่ได้บอกว่า งานของท่าน ที่มีโหวต=0 เป็นงานที่ไม่มีคุณค่า เป็นงานที่ไม่ดีนะครับ ผมยก มา เพียงเพื่อสนับสนุนเหตุผลเรื่องกติกาที่ไม่เป็นธรรม เท่านั้น) การมีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็น เป็นสิ่งที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย และยิ่งสำคัญที่สุด ในชุมชนที่ได้ชื่อว่า เป็นชุมชนสื่ออันดับหนึ่งของประเทศ ที่ประกาศตนอย่างทรนงองอาจว่าเป็นสื่อเสรี มีความโปร่งใส และพร้อมที่จะตรวจสอบ และถูกตรวจสอบ ผมได้ตำแหน่งชนะเลิศ Content of the year ในหัวข้อ "นักข่าวอาสา" ผมคิดว่า ด้วยตำแหน่ง คงจะได้แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อครหาว่า "ขี้แพ้ชวนตี" ผมอยากให้ แต่ละครั้งที่โหวต จากคนในชุมชน มันจะเป็นคะแนนที่มีคุณค่าจริงๆ ผมคิดอย่างนั้น ผมอยากให้โอเคเนชั่น มีความโปร่งใส มีการรับฟังความเห็นกัน ผมเลยเขียนเอนทรี่นี้ และ ผมขอเดินตามหลังหัวเรือใหญ่ของชุมชนนี้ ดังที่เอ่ยนามท่านไป ถ้าเจออะไรที่คลางแคลงใจ ก็ต้องถามให้กระจ่าง ผมขอเป็นนักข่าวอาสาอีกครั้ง ผมขอตรวจสอบโอเคเนชั่นสักหน่อยครับ ผมเปิดความคิดเห็นกันได้อย่างเสรี คอมเมนท์กันได้ตามสะดวก ขอเพียง อย่าพาดพิงเรื่องส่วนตัว เรื่องเก่าก่อน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็น ในเอนทรี่นี้ ไม่ว่าด้วยคำพูดตรงๆ หรือเสียดสีก็ตาม ผมขอสักวันนะครับ |