| Ami Tokito | ||
สาวแว่นสุดร้อนแรง |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
เคยรู้สึกไหมเวลาที่เราเริ่มอ่านหนังสือเล่มใหม่โดยที่ไม่ทิ้งช่วงให้เรื่องราวของหนังสือเล่มเก่าที่เพิ่งอ่านจบเลือนหายไปเสียก่อน แต่ปล่อยให้หนังสือเล่มก่อนหน้านี้ ทั้งแนวคิดและเค้าโครงเรื่อง รวมทั้งตัวละครด้วยซ้ำ เกาะอยู่ตามเส้นใยเสื้อผ้า และเมื่อเปิดหนังสือเล่มใหม่ สิ่งนั้นยังอยู่กับเรา ข้อความข้างบน เอามาจากหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมเพิ่งอ่านจบไปเมื่อเช้านี้ครับ มันเป็นเหมือนความรู้สึกของผมในตอนนี้จริงๆ จิตใจที่อิ่มเอิบยังคิดถึงตัวละคร ถึงกับจำชื่อตัวละครได้ทุกตัว คิดถึงโครงเรื่องอันสนุกสนานหักมุมซะปรับตัวเกือบไม่ทัน คิดถึงพลังแห่งตัวหนังสือที่มีเสน่ห์และละเมียดละไม เป็นหนังสือที่ผมอ่านช้ามากๆ เก็บทุกตัวอักษร ซึ่งปกติวิสัยของผมแล้ว จะอ่านลวกๆเร็วๆให้พอรู้เรื่อง แต่เล่มนี้ไม่ครับ แรกเริ่ม คิดว่าอ่านจบแล้ว ก็ชื่นชมอยู่คนเดียว ไม่คิดจะเขียนให้ใครรู้ ก็เป็นเพราะความชอบในการอ่านของแต่ละคนนั้น ไม่เหมือนกัน มันเป็นรสนิยมเฉพาะตนโดยแท้ ตัวอย่างเช่น เพื่อนผมชื่นชม "ลอร์ดออฟเดอะริงส์"เอามากๆ ถึงขั้นสาวก แต่สำหรับผม อ่านไปสองร้อยหน้า แล้วก็บอกตัวเองว่า "ไม่ไหวแล้วว่ะ" เพื่อนผมรู้ มันก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็รู้ๆกันว่า แล้วแต่คนจริงๆ แต่ที่ผมมาเขียนเอนทรี่นี้ เป็นเพราะไปท่องบล็อกของคุณ GPEN ตามปกติ แต่สะดุดกับข้อความที่GPEN เขียนว่า "ต่อไปนี้ เวลาดูหนังหรืออ่านหนังสือที่ชอบ จะพยายามมาเขียน และสเก็ตภาพเก็บไว้" เออนะ จริงสิ ถ้าชอบก็เขียนออกมา ดีซะอีก ถ้ามีคนเขียนเรื่องแบบนี้เยอะๆ เวลาไปร้านหนังสือหรือร้านดีวีดี จะได้มีเป้าหมาย ว่าจะซื้ออะไร คิดเหมือนผมไม๊ครับ ถ้าเราเดินออกจากร้านหนังสือด้วยมือเปล่า โดยไม่มีหนังสืออะไรที่อยากอ่านเลย มันทำให้เกิดความเซ็งน่าดู หนังสือที่อ่านจบไป และอยากจะบอกต่อ ชื่อ นิยายที่หายไป หรือ The Thirteenth Tale ครับ ![]() ผมเห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่บนชั้นของร้านหนังสือแห่งหนึ่ง หน้าท้อปซุปเปอร์มาร์เก็ต แถวสรงประภา ที่หยิบขึ้นมาเปิดๆดู เพราะคำที่อยู่บรรทัดล่างสุด ครับ International Bestseller ก็เป็นเพราะไม่ได้ติดตามข่าวเรื่องหนังสือใหม่ๆเลย เวลาจะซื้อ ก็ต้องอาศัยโฆษณาชวนเชื่อ ที่โปรยอยู่บนปกนั่นเอง เปิดออกอ่าน ก็สะดุดกับประโยคที่บรรยายได้แบบนึกภาพได้เลย และภาษาที่ละเมียดละไม เวลาอ่านต้นฉบับที่เสียหายเนื่องจากน้ำ ไฟ แสง หรือแค่เก่าเก็บจากกาลเวลา สายตาของเราไม่อาจดูเฉพาะรูปร่างของตัวหนังสือได้ แต่ต้องพิจารณาส่วนอื่นๆที่ประกอบขึ้นเป็นต้นฉบับด้วย ความเร็วในการลากปากกา น้ำหนักมือที่กดลงบนกระดาษ จังหวะการวรรคและความต่อเนี่องของเส้น เราต้องทำใจสบายๆ ไม่คิดอะไรทั้งสิ้น ปล่อยตัวจนกระทั่งหลุดเข้าไปในความฝัน ซึ่งจู่ๆ เราก็กลายเป็นปากกา ลากปราดๆไปบนแผ่นกระดาษ และตัวแผ่นกระดาษเองเมื่อถูกหมึกลากสัมผัสบนผิว ก็ปรากฎข้อความขึ้นมา จากนั้นเราจึงอ่านได้ ความตั้งใจของผู้เขียน ความคิดของเขา ความลังเลของเขา ความปรารถนาของเขา และความหมายของเขา ปรากฎให้เราอ่านอย่างชัดเจน ราวกับตัวเราคือแสงเทียนที่ส่องไปยังหน้ากระดาษขณะที่ปากกาลากผ่านไป อืมม์ ซื้อเลยครับ ไม่ลังเล แล้วก็เก็บใส่กระเป๋า อดใจเอาไว้มาอ่านที่เสียมเรียบ พร้อมหนังสืออีกสามสี่เล่ม ก็อย่างที่บอกล่ะครับ อ่านจบไปเมื่อเช้านี้ ด้วยความสุข เพราะอ่านสนุกทั้งเล่ม จบได้ดีหมดจด ไม่มีอะไรค้างคาให้หงุดหงิดใจ ผมคงไม่เขียนเรื่องย่อให้อ่านนะครับ (ทำเป็นสวรรค์เบี่ยงไปได้) แต่ขอยกมาอีกย่อหน้า คนเราหายไปเมื่อสิ้นชีวิต เสียงของเขา เสียงหัวเราะของเขา ลมหายใจอบอุ่นของเขา เนื้อหนังมังสาของเขา และในที่สุดกระดูกของเขา ความทรงจำที่มีชีวิตทั้งหมดหยุดทำงาน สิ่งนี้น่ากลัวทั้งที่เป็นธรรมชาติ ถึงกระนั้น สำหรับบางคนแล้ว ความดับสูญนี้กลับมีข้อยกเว้น เพราะชีวิตของเขายังดำเนินต่อไปในหนังสือที่เขาเขียน เรายังค้นพบความเป็นตัวเขาได้อีก ทั้งอารมณ์ขันของเขา สำเนียงของเขา อารมณ์ของเขา คำพูดที่เขาเขียน อาจทำให้เราโกรธหรือมีความสุข ปลอบประโลม ทำให้งุนงงสงสัย หรือเปลี่ยนแปลงเรา ทำทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ได้ แม้ตัวจะตายไปแล้ว ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ควรจะสิ้นสลายไปตามกฎธรรมชาติ แต่กลับดำรงอยู่ได้เพราะความน่าอัศจรรย์ของหมึกและกระดาษ ไม่ต่างจากแมลงที่อยู่ในอำพันหรือศพที่แช่แข็ง นี่คือสิ่งมหัศจรรย์โดยแท้ อ่านย่อหน้านี้จบ ผมก็อุทาน "เออว่ะ" อยู่ในใจ เพราะผมยังกลับไปอ่านหนังสือเก่าๆ และยังนึกถึงคนเขียนได้อยู่เสมอ ตัวอย่างง่ายๆคือหนังสือของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แม้จะสิ้นไปแล้ว เมื่อไรที่อ่านหนังสือของท่าน ก็ยังนึกถึงอารมณ์ขัน หรือความรู้ที่มีอยู่อย่างครอบจักรวาลได้อย่างไม่รู้ลืมทีเดียว เขียนเรื่องหนังสือเล่มนี้ไปพอสมควรแล้ว อยากรู้จักคนเขียนหรือยังครับ ![]() เธอชื่อ Diane Setterfield เป็นนักเขียนชาวอังกฤษ ไม่น่าเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้เป็นนิยายเล่มแรกที่เธอเขียน และตีพิมพ์ ปกติเธอเป็นนักวิชาการ และผลงานก่อนหน้าก็ล้วนเป็นหนังสือวิชาการทั้งสิ้น ประวัติ์และคำสัมภาษณ์ของเธอ ดูได้โดยละเอียดที่ http://www.thethirteenthtale.com/ นะครับ เป็นเว็บไซท์ที่สวยมากๆเลยทีเดียว เพลงประกอบเพราะจริงๆ ![]() เอารูปของคุณ Diane มาฝากอีกรูป น่าจะเป็นตอนที่โปรโมทหนังสือ เล่นนั่งอ่านให้เห็นๆใน window ร้านหนังสือเลยทีเดียว อันนี้รวมปกหนังสือในรูปแบบ และภาษาต่างๆกันมาให้ดูครับ ![]() ![]() ![]() ขอบคุณรูปจากอินเตอร์เนตครับ แนะนำตัวคนเขียนไปแล้ว ก็คงต้องเขียนถึงคนแปลดูบ้าง ชื่อ ศศมาภา ครับ สารภาพว่า ไม่รู้จักเธอ(หรือเขา)เลย แต่ก็ฟลุคนิดหน่อย ตอนค้นในอินเตอร์เนต ได้เจอบล็อกของเธอพอดี http://lunaloca.multiply.com/journal/item/27 ก็ต้องยอมรับว่าเธอแปลได้ดีมากๆเลยทีเดียว จากภาษาอังกฤษเป็นไทยได้อย่างสละสลวยดี ลงข้อมูลหนังสือหน่อยดีกว่า ชื่อเรื่อง: นิยายที่หายไป / The Thirteenth Tale ผู้แต่ง: ไดแอน เซตเตอร์ฟีลด์/ศศมาภา สำนักพิมพ์: แพรวสำนักพิมพ์ ราคา: 325 บาท ประเภท: วรรณกรรมอังกฤษ/suspense แนะนำกันมาพอหอมปากหอมคอ ใครเคยอ่านแล้ว เล่าความประทับใจให้ฟังหน่อยนะครับ และใครที่ยังไม่เคยอ่าน และชอบหนังสือแนวๆนี้ เข้าร้านหนังสือคราวหน้า ลองหามาอ่านดูนะครับ คุณอาจจะคลั่งใคล้เหมือนผม |