|
สวัสดีค่ะ ได้ไปเที่ยวมา แต่ครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ไกลเป็นพิเศษหน่อยนะคะ ก็คือไปถึง นครพนม และได้ข้ามไปเที่ยวที่ฝั่งลาวด้วยล่ะค่ะ เลยนำภาพและเรื่องมาฝากสมาชิก OKnation กัน
แปลกใจจัง ใครๆ ก็ถามว่าไปทำไมนครพนม ไกลก็ไกล แถมไม่มีอะไรอีกต่างหาก ซึ่งถ้าจะให้ตอบตรงๆ นะคะ ก็คือช่วงนี้พอจะมีเวลาว่างหยุดหลายวันได้หน่อย และเพื่อนที่ไปด้วยกันอีก 2 คนก็ว่าง เลยอยากจะลองไปเที่ยวทางแถบอีสานบ้าง เพราะไปแถบภาคอื่นกันหลายครั้งแล้ว
และวัตถุประสงค์ลึกๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ อยากไปเหยียบในพื้นดินสุดท้ายของ ใครคนหนึ่ง ที่เคยเป็นคนพิเศษสุดของชีวิตซึ่งจากเราไปไกลแสนไกล..... โดยที่เราก็ไม่ได้มีโอกาสไปร่วมงานสุดท้ายของชีวิตเขาด้วยค่ะ

เราเดินทางกันครั้งนี้ 3 คนค่ะซึ่งก็ล้วนอยู่ในวัยที่จะเดินเข้าเดินออกในวัดได้อย่างไม่กระดาก คิกคิก เมื่อไปถึงเช้าตรู่ ก็ตรงติ้วเข้าเก็บของในโรงแรมกันก่อน แล้วก็พร้อมที่จะออกเที่ยวได้เลย ไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปเปล่าๆ ปลี้ๆ นะคะ หลังจากดื่ม เวลคัมดริ้งค์ กันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ตกลงกันว่าวันแรกนี้ น่าจะ ซิติ้ทัวร์ กันให้ทั่วก่อนดีกว่า แล้ววันพรุ่งนี้ค่อยข้ามไปเที่ยวฝั่งลาวกัน
เราเลยตกลงกันว่า ถ้าจะนั่งรถประจำทางจากตัวเมืองนครพนมที่เราพักนี้ไปถึงพระธาตุพนม ซึ่งห่างออกไปประมาณ 52 กิโลฯ นั้นท่าทางจะไม่สนุก น่าจะเหมารถไปเองดีกว่า จะได้แวะวัดนู้นวัดนี้ไปเรื่อยๆ น่ะค่ะ รวมทั้งจะกิ๊วก๊าวกันบนรถเราเองน่าจะสนุกกว่า อิอิ

พอตกลงกันเสร็จสรรพ ก็เดินออกมาหน้าโรงแรมค่ะ ทันทีที่พวกเราปรากฏโฉมด้านหน้าโรงแรม ก็ปรากฏรถสกายแลปซิ่งๆ เฟี๊ยวๆ ปุเลงๆ ขึ้นมาเกยหน้าเราคันหนึ่ง โอววว...ฟ้าส่งให้กำปงพิราเทวีละเพื่อนๆ มาเยือนถึงนครพนมแล้ว ยังส่ง ลุงสมพงษ์ และ สกายแลป คู่ใจ มาให้คู่กะเราด้วยอีกนะ คิกคิก เราเลยเล่าให้ลุงฟังค่ะ ถึงวัตถุประสงค์ของการมาและการไปของเรา อิอิ ว่าตกลงเราจะเหมาลุงทั้งวันเลยนะคะ จาก 7 โมงเช้านี่จน 6 โมงเย็น จะขึ้นเขาลงห้วยลุงก็ต้องไป ลุงตกลงค่ะ
แถมระหว่างเดินทาง ลุงยังบอกอีกนะว่าลุงมีร้านอาหารเล็กๆ หน้าโรงแรม แถมจะหาหนุ่มๆ มาให้นั่งเล่นเป็นเพื่อนด้วยหากจะแวะมาทานข้าวตอนเย็นๆ เป็นหลานสุดหล่อของลุงเอง รู้ใจจริงจริ๊งงง ลุงนี่
ภาพนี้ ถ่ายหน้าโบสถ์คริสต์ วัดนักบุญอันนา นะคะ โบสถ์สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส ที่สร้างในปี ค.ศ.1926 กิ๊ปเก๋เท่ซะไม่มีอ่ะค่ะ

หลังจากนั้น เรามาวัดสำคัญของตัวเมืองนครพนมกันค่ะ (ที่อำเภอเมืองนะคะ ไม่ใช่อำเภอธาตุพนม พระธาตุพนมอยู่ที่อำเภอธาตุพนม ไกลออกไปจากอำเภอเมืองนี่ 52 กิโลฯ ค่ะ) วัดนี้คือ วัดมหาธาตุ ค่ะ และพระธาตุในภาพนี้คือ พระธาตุนคร นะคะ สร้างตามรูปแบบของพระธาตุพนมองค์เดิม (ก่อนที่จะล้ม)ค่ะ
ว่ากันว่า พระธาตุนคร นี้ เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันเสาร์ ค่ะ ทั้งจังหวัดนครพนมนี่ มีพระธาตุอื่นๆ อีก 6 พระธาตุ ซึ่งจะครบ 7 วันเลยนะคะ แต่เราไม่ได้ไปหมดหรอก เพราะบางพระธาตุก็ไกลกันมากค่ะ

ออกมาจากวัดนั้นแล้ว ลุงสมพงษ์พาแวะ เรือนจำเก่า ค่ะ อิอิ ปัจจุบันได้ปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะในชื่อ สวนชมโขง นะคะ เค๊ามีแสดงหุ่นถึงสภาพความเป็นอยู่ต่างๆ ในคุก และวิธีการทรมานต่างๆ ตอนเราไปถ่ายไม่มีคนที่นี่เลยค่ะ แต่มีหุ่นนักโทษนี่ตามห้องขังต่างๆ เป็นร้อยเลยค่ะ ถ่ายไปขนลุกไปค่ะ กลัวหุ่นหันมามองกล้องทำ อายคอนแท็ก กะคนถ่าย กรี๊ดดดดด

เรามาแวะไหว้ศาลหลักเมืองของนครพนมด้วยค่ะ และอาคารข้างๆ สีเหลืองสวยทรงเก๋นี้ก็คือ อาคารหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ นะคะ เป็นสถาปัตยกรรมทรงฝรั่งเศสน่ะค่ะ เห็นว่ามีอาคารทรงนี้เพียง 2 หลังในไทยเท่านั้น ดูสวยเป็นตึกเมืองนอกจัง ว่ากันว่าเมืองนครพนมนี้ เป็นเมืองนานาชาติที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมารวมกันที่นี่นะคะ เป็นเพราะวัฒนธรรมฝรั่งเศสได้ถูกโปรยทิ้งไว้ในเวียดนามสมัยเป็นเมืองขึ้น และพวกเค๊าก็นำข้ามมายังนครพนมนี้ด้วยเมื่ออพยพมาคราวสงครามอินโดจีนน่ะค่ะ
ตึกสวยๆ คลาสสิกทำนองนี้ ยังมีอีกตรึมเลยนะคะในตัวเมืองอ่ะ

และนี่คือ หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ นะคะ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเลย เป็นเหมือนสิ่งแทนความขอบคุณของชาวเวียดนามที่มีต่อแผ่นดินไทย เมือคราวที่อพยพกลับประเทศในปี พ.ศ.2503 นะคะ สิ่งที่เหลืออยู่จนทุกวันนี้ หลังจากคนเวียดนามนั้นอพยพกลับบ้านไปนานแสนนานแล้ว นั่นก็คือกลิ่นอายของความเป็นเวียดนามในรูปของเครื่องใช้ เช่นชาวนครพนมนั้นไม่ได้สวมงอบนะคะ แต่สวม กุบ แทน หรืออาหารการกินต่างๆ เช่นไข่กระทะกับขนมปังฝรั่งเศส และสถาปัตยกรรมสวยๆ ต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วค่ะ

เรามายังสถานที่สำคัญมากๆ อีกที่หนึ่งค่ะ นั่นคือ บ้านลุงโฮ หรือบ้าน โฮจิมินห์ อดีตประธานาธิบดีของเวียดนาม ได้เคยอพยพลี้ภัยทางการเมืองมาอยู่ที่บ้านหลังนี้เป็นเวลาหลายปีนะคะ ในสภาพชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ทำนาและทำสวนผักในบ้านชั้นเดียวนี้ ก่อนจะเดินทางกลับไปกอบกู้เอกราชที่ประเทศตนเองจนได้รับชัยชนะ บ้านลุงโฮตรงนี้คือบ้านนาจอก ตำบลหนองญาติ ในอำเภอเมืองนครพนมค่ะ

นี่เป็นสภาพภายในบ้านค่ะ เรียบง่ายมากๆ เราไปดูภาพต่างๆ ที่คนที่นี่ถ่ายไว้ มีคนสำคัญของบ้านเราทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ และคนในวงการต่างๆ มาเยี่ยมชมบ้านหลังนี้มากมายเลยนะคะ นับว่าเป็นบ้านที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากทีเดียวค่ะ

อันที่จริง เราแวะอีกหลายวัดเชียวค่ะ เพราะนครพนมมีวัดสำคัญในอำเภอเมืองเยอะเหมือนกัน แต่ไม่ได้เอารูปมาลงหรือเล่า เพราะเดี๋ยวจะเป็นทางธรรมไปซะหมด คิกคิก เพราะเจ้าของกระทู้ยังอยู่ในวังวนของทางโลกอยู่นะคะ เหอเหอ หลังจากนี้ เราก็เดินทางไกลกัน 52 กิโลฯ กันค่ะ ฟังดูก็ว่าเอ๊ะ ตกใจทำไมแค่ห้าสิบกว่าโลฯ เหอเหอ เป็นห้าสิบกว่าโลฯ กับรถสกายแล็ปชนิดเอามอไซด์ดัดแปลงมาใส่ท้าย แล้วแล่นแพร่ดๆๆๆ โต้แดดโต้ลมไป 52 กิโลฯ ไป-กลับ 104 กิโลฯ น่ะค่ะ โฮ๊ะๆๆๆๆๆ
ตอนถึงจุดหมาย ทรงผมก็กลายเป็นทรงเด็กแนวเลยล่ะค่ะ คือแนวยุ่งเหยิงน่ะค่ะ แถมมีสีแดงอีกต่างหาก กร๊ากกก

แล้วเราก็มาแวะที่นี่กันก่อนค่ะเพราะถึงก่อน คือ อำเภอเรณูนคร น่ะค่ะ ว่ากันว่าผู้สาวเมืองนี้งามเกินหน้าเกินตาคนอำเภออื่นน่ะค่ะ จริงเท็จยังไงลองไปชมกันเองนะคะ เพราะข้าพเจ้ามองเหล่แต่หนุ่มง่ะ คิกคิก พระธาตุเรณู เป็น พระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันจันทร์ ค่ะ ไหว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราแวะซื้อของฝากกันเล็กน้อย คุณพจน์เพื่อนเราซื้อผ้าขะม้าไหมมาสองผืนค่ะ เห็นว่าจะเอาไปตัดเป็นกางเกงเลใส่เล่น อิอิ

จริงๆ หลังจากอำเภอเรณูนครนี่แล้ว เรามีแอบไปตามหาหัวใจดวงเก่าที่แถวๆ นี้แหล่ะค่ะ ใช้เวลาตามหาประมาณ 1 ชั่วโมงด้วยการที่ลุงสมพงษ์ต้องถามทางชาวบ้านไปตลอดทาง ก็แหม 8 ปีแล้วนี่คะ ใครจะไปจำทางได้ขนาดนั้น เราก็ได้แต่นึก นึก นึก ว่าไปทางไหน แต่ท้ายที่สุดก็ไปเจอล่ะค่ะ บ้าน วัด - โกศ อัฐิ และญาติพี่น้องของเขา แน่นอนค่ะพวกเขายังจำเราได้ และแทบไม่เชื่อว่าจะได้เจอกับเราอีก เขานึกว่าจะไม่ได้พบพานกับเราอีกแล้วในชาตินี้ เพราะไม่คิดว่าเราจะมาที่นี่.....
หาก เธอ มีญาณใดๆ ที่จะหยั่งรู้ หรืออาจจะไม่ได้รับรู้อีกแล้วก็ตาม เราได้ไปหาถึงที่แล้วนะคะ เธอมีความสุขไปแล้วชั่วนิจนิรันดร์ แต่เราสิ ยังต้องต่อสู้กับชีวิตต่อไปอีก เราจะระลึกถึงเธอเสมอตลอดชีวิตของเรานะ
.....................
ไม่ได้มีภาพช่วงนี้มาฝากกันค่ะ มันเป็นความทรงจำของเราคนเดียวเท่านั้น

และแล้วเราก็เดินทางมาถึงค่ะ ไฮไลท์สุดท้ายที่สำคัญยิ่ง พระธาตุพนม สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของทั้งชาวไทยและชาวลาวสองฟากฝั่งโขงค่ะ พระธาตุพนม เป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนอก)ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค่ะ และยังมีแก้วแหวนเงินทองของมีค่าอีกนับหมื่นชิ้นในนั้น รวมทั้งฉัตรทองคำหนัก 110กิโลกรัมบนยอดพระธาตุด้วยนะคะ พระธาตุพนมเป็นพระธาตุที่งดงามมากๆ
พระธาตุพนม เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของคนที่เกิดวันอาทิตย์ และที่สำคัญ เป็นพระธาตุองค์เดียวในอีสาน ที่ชาวล้านนาถือว่า พระธาตุพนมเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ของคนที่เกิดปีวอก ค่ะ
เราและเพื่อนๆ ก็เกิดปีนี้ เราไหว้กันอย่างเคารพและตั้งใจมากๆ ค่ะ
เรามา ถึง นครพนมจริงๆ แล้วนะคะทีนี้

ไผว่าเมืองอีสานฮ้าง สิจูงแขนมันไปเบิ่ง ศิลปะวัฒนธรรมยังโจ้โก้ มันสิฮ้างบ่อนจังได๋

เราลากันกับวันแรกของทริปนี้ที่องค์พระธาตุพนมก่อนนะคะ อีกนานเท่าไรก็ไม่รู้ที่จะได้มากราบพระธาตุพนมอีก หรืออาจจะไม่ได้มาอีกตลอดชีวิตของเราเลยก็ได้ เราว่าขากลับมายังที่พักเรามีความรู้สึกหลายๆ อย่างที่ไม่เหมือนเมื่อขาไป เราว่าบางทีคนเราไปดิ้นรนขวนขวายอะไรต่างๆ นาๆ ลาภยศสรรเสริญไม่ใช่เป็นทั้งหมดของชีวิต แต่เป็นเพราะ โอกาสของชีวิต ต่างหากที่จะทำให้เราได้ไปพบกับ ใคร หรือ อะไร ในซอกมุมหนึ่งของโลกอันกว้างใหญ่นี้ แล้วกลายเป็นเรื่องหนึ่งที่ตราตรึงในความทรงจำของเราไปจนวันตายค่ะ

มาเศร้าผิดสูตรของกำปงพิราเทวีไปหน่อย อิอิ มีตอนต่อไปในกระทู้ครั้งหน้านะคะ การเดินทางยังไม่จบสิ้นเท่านี้ กระทู้หน้าจะข้ามไปเที่ยวลาวกันค่ะ โปรดติดตามตอนต่อไปที่นี่ค่ะ
http://www.oknation.net/blog/kampong/2007/05/10/entry-1
|