|
สวัสดีค่ะ ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่โรงถ่าย พร้อมมิตร ฟิล์ม สตูดิโอ ในค่ายสุรสีห์ กาญจนบุรี เพื่อมาชมฉากที่ใช้ถ่ายทำ ภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ค่ะ วันนี้เลยนำภาพมาฝากเพื่อนๆ ที่ OKnation กัน
แดดร้อนได้ใจดีจริงๆ แต่ก็ดีกว่าฝนตกเนอะ เพราะครึ้มมาหลายวันแล้ว

มาเที่ยวชมที่นี่ เค๊าจะจัดจุดให้เราเที่ยวชม 11 จุดนะคะ เดินวนรอบเป็นวงกลมรอบพื้นที่ ก็ครบหมดสบายๆ (ถ้าแดดไม่ร้อนมากนะ อิอิ) ค่าเข้าชมท่านละ 100.- ค่ะ
▼ จุดแรกก็คือ วัดของมหาเถรคันฉ่อง ของบางอย่างที่ทำฉากยังแอบเห็นเป็นวัสดุดั้งเดิมเช่นโฟมอยู่ เช่นตรา ที่เสาประตูหมู่บ้านโยเดียเป็นรูปอ๊อกโตปุส หรือปลาหมึกยักษ์ คิกๆๆ (ล้อเล่นค่ะ อันที่จริงตรานี้ ไปเป็นตราประจำตัวของลักไวทำมูด้วย)
แต่หลายอย่างก็ทำซะเหมือนจนเผลอจะยกมือไหว้ไปด้วยเลยนะคะ

▼ ตรงนี้คือลานวัดที่องค์ดำตอนบวชเณรมากวาดลานค่ะ ทำเหมือนวัดดีเนอะ ไปยืนตรงฉากวัดนี่ ความรู้สึกเหมือนไปยืนอยู่ในวัดจริงๆ ที่สุดแล้วค่ะ
เห็นฉากนี้ในหนัง เขาเอาน้ำราดพื้นตอนถ่าย สงสัยนอกจากจะเพื่อความสวยและความเข้มข้นของสีพื้นหินแล้ว คงจะช่วยดับร้อนให้นักแสดงที่เดินเท้าเปล่าบนพื้นนี้ตอนถ่ายทำด้วยเนอะ เพราะร้อนเปรี้ยงจริงๆ ฮี่ฮี่

เห็นเจดีย์นี่ไกลๆ ตอนแรกนึกว่า พระธาตุมุเตา หรือ ชเวหม่อดอเจดีย์ ที่พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ในภาคสุริโยไทมาทำพิธีเจาะพระกรรณที่นี่ แต่เอาเข้าจริงอันนี้คงไม่ใช่ เพราะพระธาตุมุเตาที่เห็นในภาพยนตร์พระนเรศวร เป็นคอมฯ กราฟฟิก องค์สูงใหญ่บึ้ม และอยู่ฝั่งวังหลวง ใกล้ๆ กับตำหนักของพระเจ้าบาเยงนองอ่ะค่ะ
▼ แต่เจดีย์อันนี้ทำได้สวยดีนะคะ ง๊ามงาม ชอบ

▼ อีกฉากในวัดนี้ก็คือภายในโบสถ์ที่มีพระประธานแบบมอญสีขาวห่มทององค์นี้อยู่นะคะ ทำได้สวยและเหมือนดี ชอบจังค่ะ
..................
ขอบคุณ ต๋อ กนกกร นาครัตน์ หนึ่งในทีมเครื่องแต่งกายของภาพยนตร์เรื่องนี้ สำหรับข้อมูลและหนังสือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนะคะ (น้องสาวข้าพเจ้าเอง ฮี่ฮี่)

▼ เห็นฉากภายในกุฏิของพระมหาเถรคันฉ่องนี้แล้ว นึกถึงฉากที่ติดตามากที่สุดฉากหนึ่งของกุฏินี้ ก็คือฉากที่ พระนางจันทราเทวี น้องครีม เปรมสินี เอาลูกน้อยมณีจันทร์ที่เกิดจากพระเจ้าบาเยงนองมาวางทิ้งไว้
น้องครีมออกมาฉากเดียว ตอนจะกลับออกไป ฟ้าแล่บแปร๊บๆ แสงสาดเข้ามาที่หน้าน้องครีมด้านข้าง พลางยกเอาผ้าโพกขึ้นมาปิดหน้าไปครึ่งหนึ่ง โอ๊ย...งามตรึงใจเลยค่ะคุณน้องขา

▼ มาถึงห้องเล็กๆ ข้างๆ กุฏิมั่งค่ะ แต่ไม่ต้องแอบปีนเข้าทางหน้าต่างเหมือนเณรตองเจ กับเจ้าบุญทิ้งในหนังนะคะ เพื่อเข้ามาดู พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง พระแสงปืนนกสับมหัศจรรย์ยาว 9 คืบ หรือ 2 เมตร ที่อย่าว่าแต่ยิงเลยค่ะ เอามาถือเพื่อเล็งเฉยๆ ยังยกให้ตรงศูนย์แทบไม่ได้เลย
อันนี้ดูขลังดีนะคะ ทำรายละเอียดในลายปืนสวยจริงๆ

▼ อ้าว นี่มันถังใส่ดินปืนของนายยาโน่ คาสุกี้ ออกญาเสนาภิมุข ทหารชาวญี่ปุ่นที่จุดระเบิดสะพานไม้ข้ามแม่น้ำสะโตงนี่ กลายมาเป็นถังขยะซะแล่ว ฮ่าๆๆ

เสียดายที่ตรงฉากของหมู่บ้านโยเดีย เขาปิดซ่อมบำรุงน่ะค่ะ เลยไม่ได้ถ่ายรูปมา ถ้าซ่อมซะให้ดีก็จะเริ่ดนะคะ เพราะดูร่มรื่นดี งั๊นตอนนี้ก็ข้ามเข้ามาที่ในกำแพงเมืองหงสาเลยนะคะ
▼ ตอนมาหยุดพักที่หน้าห้องนิทรรศการภาพถ่าย ก็มีนักแสดงขี่ม้ามา 3 คน เป็นชาวอโยธยา 1 คน เป็นชาวหงสาอีก 2 คน ควบม้าปุเลงๆ มาแอ็กชั่นเท่ๆ ให้พวกเราถ่ายภาพกันค่ะ

คนที่เป็นทหารอโยธยานี่เท่สุด หล่อสุดเนอะ อิอิ มีคนคุมม้ากลุ่มนี้มาด้วย 1 คน ตอนไปยืนถ่ายม้าใกล้ๆ คนคุมนี้ก็บอกเราว่า
ระวังหน่อยนะครับพระนางมหาเทวี ไปยืนใกล้ๆ ม้าทางด้านหลังน่ะ...
เราก็ อุ้ย ตกใจ ! รีบก้มลงไปดูด้านหลังม้า ตรงหว่างขาหลัง นึกว่ามันจะมีอวัยวะอะไรพิเศษยื่นออกมาให้น่าดู เอ๊ย...น่ากลัวเล่น คิกๆๆ แต่คนคุมม้ามองตาเราก็เข้าใจ รีบบอกต่อว่า
ป่าวๆ ไม่ใช่ไอ้นั่นคร๊าฟ ไปยืนหลังม้า ม้ามันจะตกใจ แล้วจะ ถวายผาง ใส่พระนางน่ะ ที่ภาษาชาวบ้านเขาว่า ม้าถีบ ใส่ท่านน่ะคร๊าฟ
กร๊ากๆๆๆ

▼ ยืนเก๊กให้ถ่ายเฉยๆ มันไม่สะใจ เลยขอให้พี่เขาไปตั้งต้นวิ่งมาจากประตูเมืองหงสาโน่น แล้วค่อยมาหยุดตรงจุดที่กำหนด ช่างภาพจะได้เก็บมุมม้าวิ่งแบบฝุ่นตลบบ้าง
ปรากฏว่าพอม้าห้อมาถึงจุดที่กำหนด ม้าของคุณพี่สุดหล่อชาวอโยธยาซึ่งวิ่งนำม้าหงสาอีก 2 ตัวมาเข้าวินก่อน พร้อมๆ กับเบรกตูดโก่ง เหมือนรถปิ๊กอัพเบรกหัวทิ่มตอนรถสิบล้อยูเทิร์นผิด ควันกระจาย ฝุ่นตลบ เป็นการเบรกชนิดล้อตาย ที่ม้ายังไถลลื่นไปข้างหน้าอีกหน่อยนึง ช่างภาพแตกฮือกันไปคนละทิศละทางเลย ล่ะค่ะ ฮ่าๆๆ

▼ หมดภารกิจเรื่องม้าๆ เราก็เข้ามาที่สิ่งก่อสร้างที่นับว่าเด่นและอลังการมากๆ ของกองถ่ายแห่งนี้กันนะคะ นั่นก็คือ ท้องพระโรงที่ตั้งสีหาสนบัลลังก์ หรือ Lion Throne Hall แห่งอาณาจักรหงสาวดีกันค่ะ

▼ เคยเห็นรุปถ่ายเก่าๆ ของพม่า สมัย พระเจ้ามินดุง และ พระเจ้าสีป่อ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า นั่งถ่ายรูปกับฉากหลังคล้ายๆ แบบนี้ มาคราวนี้มาเห็นในฉากนี้กับตา มันเหมือนและอลังการสมความยิ่งใหญ่มากๆ ค่ะ
ในทุกๆ ห้อง ทุกๆ จุดที่สำคัญในโรงถ่ายนี้ เขาจะตั้งทีวีเครื่องใหญ่ไว้ทุกจุด แล้วเอาดาราที่เกี่ยวข้องกับฉากนั้นๆ มาบรรยายถึงสถานที่ ว่าเป็นอะไร เอาไว้ทำอะไร และสร้างอย่างไร มาอัดเทปไว้ แล้วเปิดวนในทีวีนั่นตลอดเวลา ก็เป็นการให้ข้อมูลที่ดีจังค่ะ
และส่วนใหญ่สต๊าฟทีมงานตัวเป็นๆ ที่ยืนๆ ตามจุดในนั้นก็ใจดีด้วย ให้ข้อมูลดี๊ดีค่ะ หลายคนแอบหล่ออีกต่างหาก

ตรงจุดนี้ จะมีให้บริการแต่งกายในชุดทหาร หรือเจ้านางต่างๆ เพื่อให้ถ่ายรูปนะคะ สนนราคาก็ท่านละ 150.- ได้เก็บรูปไว้เป็นที่ระลึก แต่แต่งออกมาจะหน้าเหมือนผู้กองเบิร์ด หรือหน้าเหมือนน้องแอฟ ทักษอร แม่หญิงมณีจันทร์หรือเปล่าเป็นอีกเรื่องนะคะ คิกๆๆ
และด้านหลังก็มีมุมของ คุกใต้ดินเมืองหงสา ด้วย เป็นการโชว์งานแกะโฟมและไม้ สร้างให้ดูเหมือนเป็นเหล็กกล้าขึ้นสนิม เริ่ดเชียว
มีคำแนะนำนิดหน่อยสำหรับท่านที่จะไปเที่ยว ท่านต้องทานอาหารเข้ามาก่อนนะคะ เพราะที่ในโรงถ่ายนี่ไม่มีอาหารขาย มีแต่เครื่องดื่มตามจุดต่างๆ และมีแต่อาหารช้างจำพวกกล้วยหรืออ้อยจำหน่าย ซึ่งก็ไม่ควรไปซื้อแล้วแย่งมันกินเด็ดขาด อาหารนี้ท่านจะพกมาเอง หรือจะทานให้เสร็จก่อนเข้ามาก็จะดีมากค่ะ

ออกจากท้องพระโรงมา คราวนี้เราก็จะเดินไปยังอาณาจักรอยุธยากันล่ะ จริงๆ ถ้าท่านไม่ต้องการเดิน เพราะเกรงจะเหนื่อยมากเกินไป ทางสถานที่เขามีรถกอล์ฟวิ่งวนรอบๆ ให้นะคะ อาจต้องรอนิดนึง แต่ก็สะดวกดีค่ะ
ทางผ่านไปอยุธยา ผ่านตำหนักของหงสาเล็กๆ ตำหนักหนึ่งสวยดี แต่พอดีตรงนี้ไม่ได้ใช้กล้องตัวใหญ่ถ่ายค่ะ เลยมีแต่ภาพจากโทรศัพท์มือถือ
▼ เฉพาะภาพนี้ ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ NOKIA N95 นะคะ

▼ พอเข้ามาเขตอาณาจักรอยุธยา ก็พบกับจุดนี้จุดแรกก่อนเลยนะคะ ก็คือ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท พระที่นั่งที่สำคัญมากๆ ของพระราชวังกรุงอยุธยา ในการสร้างฉากพระที่นั่งนี้ ไม่ได้สร้างเต็มทั้งองค์ค่ะ สร้างเท่าที่จะถ่าย หลังคายอดปราสาทและด้านข้างไม่ได้สร้าง เพราะถ่ายไม่ถึงข้างบนตรงนั้น

▼ ข้างในของ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท เขาทำไว้อย่างอลังการมาก ทั้งองค์พระที่นั่ง ผนังท้องพระโรง ลายบนดาวเพดาน สวยมากนะคะ ส่วนสีที่เป็นสีทองด้านๆ นั้น เขาเผื่อไว้สำหรับเวลาถ่ายทำจริง ต้องมีการเซ็ตแสงกัน แสงไฟที่เซ็ต จะทำให้สีทองออกมาแวววาวพอดีค่ะ

▼ ออกจากพระที่นั่งก็มาถึงโกดังที่เขาสร้างไว้สำหรับเก็บอุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆ ของเขาเรียงกันไว้แยกประเภทเป็นชั้นๆ ดีทีเดียว เขาว่าบางอย่างเขาก็สั่งทำของจริงๆ แต่ที่ผลิตเองทำเองขึ้นมาใหม่ในกองถ่ายก็มีจำนวนมากเลยล่ะ
แต่เห็นเขาเล่าว่า การถ่ายทำครั้งนี้ เป็นการเริ่มสิ่งใหม่ๆ ในวงการภาพยนตร์ไทย นั่นคือการนำเอาวัสดุที่เรียกว่า ยางอีร่า เอามาหล่อเป็นของต่างๆ ได้เหมือนดีและทนทาน จะหล่อออกมาให้แข็งหรือให้นิ่มก็ได้ เช่นเสื้อเกราะหรืออาวุธต่างๆ ข้อเสียก็คือต้นทุนมันแพงเหลือใจ แต่ทำแล้วคุ้ม ทำครั้งเดียวจบ ไม่แตกหักมาให้ซ่อมกันวุ่นวายใหม่เหมือนระบบหล่อเรซินแบบเดิมนะคะ

▼ มาถึงอีกฉากหนึ่งที่เซ็ตกันในโกดังใหญ่ ไม่ได้สร้างภายนอกสถานที่เหมือนอันอื่นๆ นั่นก็คือ ท้องพระโรงใน พระตำหนักของบาเยงนอง แหม๋ มีลายละเอียดไปทุกอนูนิ้วเลยทีเดียว แถมเพิ่มความงามและความอ่อนช้อยเข้าไปอีกด้วย ค้างคาว ระหว่างเสา อลังการจริงๆ ของในห้องนี้เขาว่ามีทั้งของจริงที่นำมาจากพม่ามาใช้ปนลงไปด้วย
เสียงใครแซวแว่วๆ มาข้างหลังว่า มันมีลายยุบยับไปหมด เหมือนรังเอเลี่ยน ว๊าย ไปว่าเขา คิกๆๆ
แต่นับถือเลยค่ะ ทีมงานตั้งใจทำงานกันจริงๆ บางสิ่งบางอย่างก็ใส่ใจในรายละเอียด แม้กระทั่งสิ่งนั้นอาจเห็นแค่แว๊บเดียว หรืออาจไม่ปรากฏเลยในภาพยนตร์ก็ได้

เสียดายว่าตรงส่วนหมู่บ้านอยุธยา เขาก็ปิดปรับปรุงเหมือนกัน ถ้าทำเสร็จก็น่าเดินถ่ายรูปเล่นนะคะ เพราะดูร่มรื่นดี
อันที่จริง มาถ่ายรูปฉากเหล่านี้เล่นก็เพลินดี ถ่ายไปก็ต้องนึกจินตนาการตามไป ว่าจริงๆ แล้วมันจะดูสมบูรณ์ที่สุดก็ด้วยสัญลักษณ์ของ การมีชีวิต ที่จะต้องเติมเข้าไปอีกในขณะถ่ายทำภาพยนตร์ เช่นควันไฟจากการหุงต้ม เสื้อผ้าที่แขวนตาก วัวควายหมูหมากาไก่
และที่สำคัญที่สุดก็น่าจะเป็นตัวละครทั้งสำคัญและไม่สำคัญ ที่จะออกมาโลดแล่นเติมให้เต็มบนแผ่นฟิล์ม ให้เรามาดูและอินไปตามเนื้อเรื่องในภาค องค์ประกันหงสา และร่วมลุ้นไปกับภาค ประกาศอิสรภาพ พร้อมๆ กับรอคอยภาคสุดท้ายในเอกราชของแผ่นดินสยาม ยากยิ่งกว่าจะรักษาไว้ ที่จะมาถึงอย่างใจจด ใจจ่อด้วยค่ะ

วันว่างๆ ของคุณ หากไม่มีโปรแกรมจะไปเที่ยวไหน ก็ลองมาเยือนที่กองถ่ายพร้อมมิตร ฟิล์ม สตูดิโอ ในกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี กับฉากสวยๆ ของภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นี่ดูนะคะ

ก่อนกลับเราแวะซื้อร่มลายโลโก้สมเด็จพระนเรศวรจากร้านซูวิเนียร์มาเป็นที่ระลึกคันหนึ่งสวยดี จะไปเดินกางทำโก้เล่นในซอยแถวบ้าน แต่ใจจริงอยากอุ้มช้างกลับบ้านด้วยสักตัว น่าร๊าก แต่ม้าไม่เอานะ กลัวมันถีบ คิกๆๆ
จับมือเช็คแฮนด์กับพี่ช้างแล้วก็ลากันไปก่อน แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้าค่ะ สวัสดีจ้า~
เรื่องและภาพ : กำปงพิราเทวี กล้อง : Nikon D200 เลนส์ Sigma 10-20 mm. ขอบคุณ : ทริปถ่ายภาพจาก www.taklong.com
|