|
สวัสดีค่ะ มาต่อกันที่ภาค 2 ของหลวงพระบางเลยนะคะ สำหรับภาคที่แล้ว (ภาค 1)ถ้าจะย้อนกลับไปอ่าน ก็อยู่ที่ entry นี้ค่ะ http://www.oknation.net/blog/kampong/2007/08/06/entry-1
พระบางพุทธลาวรรณ พระราชวังหลวงพระบาง จากลาความประทับใจในร้านกาแฟมาแล้ว ตุ้ยก็พาเราเดินย้อนกลับผ่านตลาดเช้าไปทางถนนสะหว่างวงอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะเข้าไปเที่ยว พระราชวังหลวงพระบาง ที่ปัจจุบันกลายมาเป็น พิพิธภัณฑ์ ไปแล้ว ค่าเข้าชมคนละ 2 หมื่นกีบ หรือ 80.- บาทค่ะ
จุดเด่นมากๆ ของพระราชวังนี้ก็คือแถวของต้นตาลที่นำสายตาเข้าไปที่พระราชวังนี้นะคะ และในทางกลับกัน เมื่อเราไปยืนหน้าพระราชวังและมองกลับมา แถวของต้นตาลนี้จะนำสายตาไปยัง พระธาตุพูสี พระธาตุที่สำคัญที่สุดของเมืองหลวงพระบางค่ะ
เราชอบพระราชวังนี้จริงๆ เลยค่ะ อาคารเป็นแบบตะวันตก แต่ยอดหลังคากลางเป็นมณฑป มองผาดๆ แบบหรี่ๆ ตา คล้ายๆ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทของเราเหมือนกันเนอะ เราชอบเพราะมีความรู้สึกว่าวังนี้เรียบง่ายดีจริงๆ มีความรู้สึกว่าเจ้ามหาชีวิตนั้นทรงใช้สอยที่นี่ได้จริงๆ อาคารไม่ได้ข่มผู้มาเยือนให้ตัวเล็กกลายเป็นมดเป็นปลวก แต่ในขณะเดียวกันความเรียบง่ายนี้ก็แฝงไว้ด้วยงานฝีมือหลายอย่าง เพื่อบ่งบอกว่าสถานที่นี้ไม่ใช่ของคนธรรมดาสามัญ

ทางปีกขวาของตัวอาคารวัง เป็นที่เก็บรักษา พระบางพุทธลาวรรณ พระพุทธรูปสำคัญที่สุดในประเทศลาว และเป็นที่มาของชื่อเมืองหลวงพระบางนี้ด้วยค่ะ เป็นห้องล้อมลูกกรงไว้คนเข้าไปไม่ได้ ต้องยืนดูและกราบข้างนอก พระบางเป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร เป็นทองคำ 90% หนัก 45 กิโลกรัมค่ะ เราไปกราบพระบาง และมองอยู่นาน นึกในใจว่าเรามีความสุขจริงๆ ที่ได้มาหลวงพระบางนี้ค่ะ

ส่วนอาคารในภาพนี้ คือ หอพระบาง ตั้งใจสร้างเพื่อให้เป็นที่ประดิษฐานพระบาง แต่ทุกวันนี้ก็ยังสร้างไม่เสร็จเลยล่ะ
...........................
ข้อมูลต่างๆ ในกระทู้ มีทั้งการสังเกต เรียนรู้ และจดจำเอง และมาจากหนังสือสองเล่มคือ คู่มือนำเที่ยวหลวงพระบาง โดย ศรัณย์ บุญประเสริฐ และหนังสือ ความรื่นรมย์ของชีวิต โดยศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี ค่ะ

ออกจากพระราชวัง ตาตุ้ยก็พาไปเที่ยวอีกหลายๆ วัด ทั้งวัดที่เราหาข้อมูลเตรียมมาก่อน และวัดที่ไม่ได้เตรียมมาแต่ตุ้ยเปาก็พาไป เราคงเอาภาพมาลงไม่ครบนะคะ เพราะมากเหลือเกิน เรากับคุณพจนีย์ชอบแนววัดๆ พระๆ แบบนี้แหล่ะค่ะ (แต่ไปนั่งแอ็กอาร์ตตามเธคฯ ตามผับก็โปรดนะเจ้าคะ บุญ-บาปคนละกองกัน คิกๆๆ) ภาพข้างบนนี้คือ พระธาตุหมากโม ค่ะ ตั้งอยู่ใน วัดวิชุนราช เป็นพระธาตุที่มีการขุดกรุได้สมบัติมีค่ามากมาย และตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่เราไปมาสักครู่แล้วค่ะ

อีกที่หนึ่งที่ตาตุ้ยเปาพาเราไปเที่ยวก็คือ ขัวเหล็กสีสะหว่างวง (สะพานเหล็ก)ที่ใช้ข้ามแม่น้ำคาน (ภาพราวสะพาน อยู่ในภาพแรกในภาค 1 ที่มีรูปเณร)เราเดินเล่นไป-กลับบนสะพานค่ะ สะพานนี้ห้ามรถใหญ่ผ่าน ไปได้แต่จักรยานและมอเตอร์ไซด์ และมีช่องทางเดินต่างหากที่ริมสุดทั้งสองปีกสะพานค่ะ
ตอนเดินผ่านก้มลงไปดูในแม่น้ำ เห็นคนลงเก็บสาหร่ายน้ำจืด ที่เรียกว่า ไค ที่เขาเอามาทำสาหร่ายแผ่น ไคแผ่น ของกินเล่นที่ขึ้นชื่อของชาวหลวงพระบางค่ะ กินแกล้มกับแจ่วบอง กับเบียร์ลาวเย็นๆ เขาว่าเริ่ดสุดๆ อิอิ
ในภาพข้างบนที่มองเห็นไปไกลๆ นั่นคือ สันติเจดีย์ที่วัดป่าโพนเพา ที่อยู่นอกเมืองออกไปค่ะ

ขำตาตุ้ย เวลาขับรถผ่านวัดสวยๆ หรือตึกโบราณงามๆ ก็จะหันมาแอ๊บแบ๊วทำตาใสซื่อใส่เราสองคน พร้อมกับพูดว่า สวยยยยย สวยยยยย... สำเนียงหลวงพระบาง ลากหางเสียงยาวๆ ตาเยิ้มๆ คิกๆๆๆ การกระทำข้อนี้ไม่ได้ยกเว้นแม้กับผู้สาวเมืองหลวงพระบางด้วย ผ่านไปตรงไหน เห็นผู้สาวสวยๆ ชาวหลวงพระบาง ตาตุ้ยต้องหันมา สวยสวย ตลอด (ทำไมไม่ชมตรูบ้างฟร่ะ)
จะว่าไปผู้สาวเมืองหลวงพระบางก็สวยจริงๆ แหล่ะค่ะ อ้อ ผู้บ่าวหนุ่มๆ ด้วย น่ารักและเป็นธรรมชาติมากถึงมากที่สุดในโลก ฮ่าๆๆๆ เรารักผู้บ่าวคนหลวงพระบาง

และที่นี่คือ สันติเจดีย์ ที่เห็นไกลๆ เมื่อกี้ล่ะค่ะ ขึ้นมาถึงนี่แต่เจดีย์ปิดพักเที่ยง จะเปิดอีกทีก็บ่ายสองโน่น เพราะชาวหลวงพระบางต้อง เซี๊ยสต้า - งีบหลังอาหาร ตามธรรมเนียมฝรั่งเศสกันก่อน ตื่นมาค่อยว่ากันใหม่ค่ะ
หลังจากเดินเล่นนั่งเล่นอยู่บนสันติเจดีย์ ในวัดป่าโพนเพาจนพอใจแล้ว ตุ้ยเปาสุดหล่อก็พาออกเดินทางต่อค่ะ เราไปกินเฝอกัน จำไม่ได้แล้วว่าที่ไหน รู้แต่ว่าในร้านเลี้ยงกระต่ายไว้กรงใหญ่เชียวค่ะ เสร็จแล้วก็ไปต่อกันที่วัดโน้นวัดนี้อีกสองสามวัด ซึ่งขอละไว้ไม่ได้นำมากล่าวถึง จนมาถึงวัดสำคัญที่สุดของหลวงพระบาง และถือเป็นศิลปะล้านช้างอันงดงามและสมบูรณ์ที่สุดในประเทศลาวค่ะ
วัดนี้คือ วัดเชียงทอง .....

วัดเชียงทอง สุดยอดสถาปัตยกรรมล้านช้างที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะพลาดไม่ได้เลยนะคะ ตั้งอยู่ปลายถนนสีสะหว่างวงริมแม่น้ำโขงเลยค่ะ เรากับคุณพจนีย์พอถึงก็ถลาไปข้างหลังสิม (โบสถ์)กันก่อนเลย ไปดูลาย ต้นทอง หรือภาษาไทยก็คือ ต้นงิ้ว ไงคะ เคยเห็นแต่รูปในหนังสือโปรโมทที่ดังไปทั่วโลกวันนี้มาเห็นของจริงแล้ว ปลื้มมากค่ะ ^^

ภาพนี้ เป็นภาพพระพุทธรูปองค์หนึ่งในสิมแห่งวัดเชียงทองนี้ แต่ที่เอามาลงให้ดูก็เพราะจะบอกว่า พระบาง ก็จะมีพุทธลักษณะคล้ายๆ กับพระองค์นี้นะคะ เพราะพระบาง องค์จริงถ่ายรูปไม่ได้ค่ะ
ว่ากันว่าสมัยก่อน บริเวณวัดนี้เคยเป็นดงของต้นงิ้ว และในวัดเองเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วก็มีต้นงิ้วยักษ์ขึ้นอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อมีการบูรณะสิมแห่งนี้ เลยประดับกระจกสีที่ผนังด้านหลังสิมเป็นรูปต้นทอง(งิ้ว)เพื่อเป็นการบอกเล่าถึงที่มาแห่งพื้นที่นี้ค่ะ

ส่วนหอสีออกชมพูๆ ในภาพ คือ หอพระม่าน ประดับกระจกสีเป็นชิ้นเล็กๆ สวยน่ารักมากค่ะ เขาว่าเป็นศิลปะแบบไร้มายา ตรงไปตรงมา คิดอย่างไร ก็ทำออกมาอย่างนั้นน่ะ พระม่านที่อยู่ในนี้ เป็นพระที่สำคัญหนึ่งในสามของหลวงพระบางด้วยนะคะ รองลงมาจากพระบาง แต่เราเข้าไปชมไม่ได้ค่ะ เขาปิดกุญแจไว้ตลอด ต้องมองลอดรูเล็กๆ ที่ประตูเข้าไป
ส่วนนี่ค่ะ พระองค์นี้ภูมิใจเสนอจริงๆ พระนอน หรือพระพุทธไสยาสน์ศิลปะสกุลช่างหลวงพระบาง อายุประมาณ 400 ปี ประดิษฐานอยู่ข้างในลึกสุดของหอพระพุทธไสยาสน์ (ข้างๆ กันกับหอพระม่าน) แถมมีพระยืนอีกองค์หนึ่งตั้งบังไว้ด้วย เราต้องยื่นกล้องลึกเข้าไปสุดแขนแล้วถ่ายมาค่ะ

เราเป็นคนเกิดวันอังคาร มีพระนอนเป็นพระประจำวันเกิด ก็ชอบดูพระนอนด้วย องค์ไหนสวยๆ ในเมืองไทยก็ไปกราบมาหมด แต่พระนอนที่หลวงพระบางองค์นี้สวยมากๆ จริงๆ ค่ะ ดูความอ่อนช้อยของมือท่านซิคะ
ความงามของพระนอนองค์นี้ ทำให้ครั้งหนึ่งท่านโดนฝรั่งเศสนำไปตั้งแสดงโชว์ที่กรุงปารีสอยู่เกือบ 30 ปีเลยนะคะ
นอกจากสิ่งสำคัญภายในวัดที่กล่าวมาข้างบนแล้วนะคะ ยังมีสถาปัตยกรรมอีกสิ่งหนึ่งที่อลังการไม่แพ้กัน นั่นคือ โรงเมี้ยนโกศ หรือโรงเก็บราชรถที่ใช้ในพิธีศพ และเก็บพระพุทธรูปไม้โบราณอีกจำนวนหนึ่งค่ะ

อาคารที่ต้องแสงอาทิตย์ยามบ่ายเป็นสีทองต้องบอกว่าอลังการสุดๆ ค่ะ ลายทองที่แกะเป็นเรื่องรามเกียรติ์ วิลิศมาหรามาก โดยเฉพาะริมประตูข้างขวารูป สีดาลุยไฟ เปลวไฟเด่นมั่กมาก
ลืมเล่าไปว่าในหอพระพุทธไสยาสน์ มีพระศิลาองค์หนึ่งตั้งอยู่บนพื้น ให้เราอธิฐานขอแล้วเสี่ยงทายยกท่านขึ้นให้สูงเลยหัว คุณนายพจนีย์ก็ลงไปนั่งคุกเข่าอย่างดี พออธิฐานจบก็ยกพระปั๊บ ! ปรากฏว่าไม่ขึ้นเลยค่ะ แทบไม่ขยับด้วยซ้ำ คุณนายทำหน้าเจื่อนๆ คิกๆๆ สงสัยจะอธิฐานขอแฟน ซึ่งนับว่าเป็นการขอที่มากไปสักหน่อย กร๊ากๆๆๆ

สักพักหนึ่งตุ้ยเปาก็เดินดุ่ยๆ เข้ามาในหอพระนี้ แล้วบอกว่ามาๆๆ จะยกให้ดู ตุ้ยกราบพระเสร็จก็นั่งพับเพียบราบลงไปกับพื้นแล้วยกพระแบบง่ายๆ พ้นเลยหัวขึ้นไปสุดแขนเลย คุณพจนีย์ร้องว๊ายยย ทำได้ไงเนี่ยะ ตาตุ้ยบอกว่าอย่าไปบอกใครนะ อิอิ เวลายกต้องนั่งพับเพียบราบไปกับพื้น ห้ามคุกเข่าค่ะ มันมีผลกับกระดูกสันหลังและแรงยก ฮ่าๆๆๆ รู้แล้วเยียบไว้นะ จุ๊ๆๆ
(เป็นเรื่องของกายวิภาคนะคะ แต่สิ่งดีงาม ความศักดิ์สิทธิ์ และความศรัทธามีอยู่จริง)
มาหลวงพระบางนี่ สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นมากๆ ก็คือบ้านและตึกเก่าๆ แบบเก๋ๆ ที่เรียกสถาปัตยกรรมแบบ เฟรนซ์โคโลเนียล บางบ้าน บางเฮือนสวยปานจะขาดใจ และก็เพราะอาคารเหล่านี้แหล่ะค่ะ ที่ทำให้หลวงพระบางกลายเป็น มรดกโลก ไปในที่สุด

ยิ่งอาคารสวยๆ นี้มาประกอบกับรอยยิ้มและคำทักทายของผู้คนชาวหลวงพระบาง ที่ว่ากันว่าเวลาของหลวงพระบางหยุดอยู่นิ่งๆ ไม่มีใครเร่งรีบ ทุกคนเป็นนายของเวลา ไม่มีอะไรหวือหวา ทุกอย่างสงบเหมือนเมืองสวรรค์ ก็ต้องพูดอีกครั้งว่าประทับใจจริงๆ ค่ะหลวงพระบาง
........................
ว้า เนื้อที่หมดซะแล้วค่ะ ยังไม่ถึงตอนไปกินไก่ที่เฮือนหนุ่มๆ เลย ขอยกยอดไปครั้งหน้าในภาค 3 ภาคจบของทริปหลวงพระบางแล้วกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ สะบายดีเจ้า~
เรื่องและภาพ : กำปงพิราเทวี กล้อง : Nikon D70s เลนส์ Sigma 10-20 mm.
|