|
สวัสดีค่ะ ^^ ต้องขออภัย ที่ห่างหายไปเสียหลายวัน ไม่ได้มาอัพบล๊อกหลวงพระบางที่ค้างคาให้จบลงไปสักทีค่ะ มาวันนี้เสนอตอนจบเลยนะคะ เชิญชมได้เลยค่า
ดวงตาเว็นลาลับบนพูสี มาถึงอีกไฮไลท์หนึ่งของหลวงพระบางแล้วนะคะ พระธาตุพูสี ไปหลวงพระบาง ถ้าบ่ได้ขึ้นพูสี ก็เท่ากับบ่ได้ไปหลวงพระบาง ชาวหลวงพระบางเขาว่างั๊น.....
บันได 328 ขั้นจากทางขึ้นด้านตรงข้ามพระราชวัง (พิพิธภัณฑ์) เล่นเอาหอบแฮ่กๆ เหมือนกันนะคะ อิอิ แต่ต้องขึ้นค่ะ พลาดได้ไง ตลอดทางขึ้น จะรายล้อมไปด้วยต้นจำปาลาว หรือลั่นทม แหม ถ้ามาในเดือนเมษายนที่ดอกลั่นทมบาน จะต้องสวยมากๆ แน่เลยค่ะ มาช่วงหน้าหนาวแบบนี้มีแต่กิ่งเปล่าๆ ค่ะ

ขึ้นมาถึงข้างบนแล้ว นักท่องเที่ยวจับจองที่นั่งเต็มไปหมดเลยค่ะ และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง คือช่วงดวงตาเว็นลาลับบนพูสี อลังการสมคำรอคอยเลยทีเดียวค่ะ(ดีนะฝรั่งไม่ตบมือให้พระอาทิตย์ อิอิ)

ขาลงตุ้ยเปาพาเราลงทางด้าน วัดสีพุดทะบาด และ วัดถ้ำพูสี ค่ะ เท่ากับวันนี้เที่ยวมา 12 ชั่วโมงเต็มๆ เลยให้ตุ้ยเปาไปส่งที่ร้านนวดเท้า พร้อมกับนัดไว้ว่าสัก 1 ทุ่มให้มารับเพื่อไปหาตาใหญ่สุดหล่อ ที่สัญญาไว้ว่าจะต้มไก่ให้กินกันที่เฮือน ฮู๊ส์ๆๆ ตื่นเต้ล !!!
1 ทุ่มกว่าๆ สองสาวพร้อมทั้งหนุ่มตุ้ย ก็มาปรากฏกายที่หน้าเฮือนของตาใหญ่ รอสักแปร๊บ ตาใหญ่ก็เดินงัวเงียเมาขี้ตาออกมา แล้วทำหน้าเหรอหราใส่พร้อมกับบอกว่า อั่นนน...บ่ได้เฮ็ดไก่ไว้... กรำ~
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด.....ถ่อมาถึงบ้าน แต่ไม่ได้ต้มไก่ไว้ !!! ลืมทุกสิ่งที่นัดไปหมดสิ้น
แล้วเรื่องทั้งหมดก็จบลงที่หน้าบ้านของตาใหญ่นั่นเอง ก็แยกย้ายสลายโต๋กันไป คิกๆๆๆ โธ๋ๆๆ หนูใหญ่เมามากก็ไม่บอกป้านี่นะ ปล่อยให้ป้าฝันลมๆ แล้งๆ คิกๆๆๆ ว่าแล้วก็กลับเมืองเข้าตลาดไปหาปิ้งไก่ ปิ้งปลาสู่กันกินเราสามคนเหมือนเดิมล่ะค่ะ กร๊ากๆๆๆ

ราตรีเมืองซัว
แต่คืนนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นค่ะ พลาดหวังจากกินต้มไก่ของฟรี พร้อมทั้งหนุ่มน้อยสุดหล่อแล้ว พออิ่มข้าวในตลาด ตาตุ้ยก็บอกว่าจะพาไปอีกที่หนึ่งคือ ราตรีเมืองซัว อ่ะไปก็ไป ราตรีเมืองซัว ต่างจาก ดาวฟ้าบันเทิง เท่าที่เห็นแว๊บๆ ก็น่าจะเป็นคนละประเภทกันนะคะ อันนี้จะผู้ใหญ่กว่า ดูคล้ายๆ เล้าจน์ในกรุงเทพฯ มากกว่าเธคฯ
มีสิ่งหนึ่งที่ต้องทำให้ทึ่งเมื่อเข้ามานั่งในราตรีเมืองซัวนี้ก็คือ ท่าเต้น น่ะค่ะ นักร้องจะร้องเพลงจังหวะอะไรก็แล้วแต่ เช่นดิสโก้ คนก็จะลุกออกไปเต้นดิสโก้กัน จบเพลงปุ๊บก็กลับไปนั่งโต๊ะทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ พอเพลงใหม่ขึ้น สมมุติเพลงสโลว์ ก็จะลุกออกมาเต้นสโลว์กันแบบลืมอารมณ์ดิสโก้มะกี้ไปจนหมดสิ้นจนจบเพลงก็กลับไปโต๊ะเหมือนเดิม ไม่มีการค้างคาอยู่บนฟลอร์ เดี๋ยวเพลงใหม่ขึ้นค่อยออกมาใหม่

จนมาถึงเพลงจังหวะหนึ่ง คล้ายๆ ชะชะช่า คนแทบจะทั้งห้องจะออกมาเต้นเป็นแถวเป็นแนว เหมือนทหารสักกองร้อยหนึ่งมาตั้งแถวตอนสัก 5-6 แถว โดยเต้นเป็นท่าเดียวกันทั้งหมด หันไปซ้าย ขวา แบบเดียวกันหมดเป็นแถวๆ เลย กิ๊บเก๋เป็นที่สุด คุณนายพจนีย์และตาตุ้ยเปา ควงแขนกันออกไปต่อแถวเต้นเสต็ปสามัคคีนี้กะเขาด้วย อิอิ
ถามตาตุ้ยบอกว่าท่านี้เรียก บัดสลบ (มาจาก บาสะโล้ป จังหวะเต้นรำหนึ่งของฝรั่งเศส)น่ารักจริงๆ
.............
นั่งดูเขาเต้นไป จิบเบียร์ลาวไป สลับกะตำจอกกะตุ้ยเปาไปก็มีความสุขดีค่ะ พอหมดภารกิจนางงามวันนี้แล้ว ก็แยกย้ายกันกลับเฮือนกันล่ะ~

ถ้ำติ่ง ตาดกวางซี
เช้าวันนี้เราจะไปเที่ยว ถ้ำติ่ง กับ น้ำตกกวางซี กันค่ะ ตาตุ้ยเปาเปลี่ยนรถจากสามล้อจัมโบ้ มาเป็นรถ 4 ล้อ ที่เรียกว่าตุ๊กตุ๊ก (แต่หน้าตาเหมือนรถกะป๊อบ้านเรา) เพราะว่าทางที่จะไปน่ะไกลค่ะ ก่อนถึงถ้ำติ่งตุ้ยถามว่าจะแวะ บ้านซ่างไห ที่ต้มเหล้าหรือเปล่า เราบอกไม่แวะค่ะ ไม่อยากแวะบ้านที่ทำเหล้า
เพราะทุกวันนี้ก็แทบจะเอาเหล้ากะเบียร์ฉีดเข้าเส้นอยู่แล้ว คิกๆๆ

ก่อนจะข้ามเรือไปถ้ำติ่ง ผ่านบ้านคนที่เค๊าตั้งโต๊ะขายของกระจุกกระจิก สายตาของคุณนายพจนีย์ไปสะดุดป๊ะกับหินก้อนหนึ่งซึ่งเป็นริ้วๆ คมๆ แปลกตาวางขายปนๆ กับของอื่นๆ ถามคนขายเขาก็บอกว่าเป็น ฟันพญานาค ตัวที่กินคนได้ คุณนายพจนีย์ร้องห๊า...แล้วย้ำว่าตัวอะไรนะ ?
คนขายก็ย้ำกลับมาค่ะว่า...ฟันของพญานาคที่กินคนได้ ของแท้นะเจ้า (ยิ้ม)
................
บนถ้ำติ่งมีถ้ำสองชั้น คือถ้ำเทิง กับถ้ำลุ่ม ถ้ำลุ่มคือถ้ำชั้นล่าง คือรูปนี้ ส่วนอีกชั้นหนึ่งต้องเดินขึ้นไปพอหอบค่ะ ต้องนั่งลิ้นห้อยสักแป๊บ อิอิ ถ้ำข้างบนพระพุทธรูปจะน้อยกว่าถ้ำล่างหน่อย มากน้อยห่างกันสักพันองค์เห็นจะได้ค่ะ

ระหว่างทาง มีชาวบ้านเอานกมาขายให้ปล่อยทำบุญ ลูกสาวของคนขายนกนี้น่ารักดี ชื่อน้องหนูแดง ค่ะ เหมือนตุ๊กตาเลย ต้องขอถ่ายรูปซะหน่อย
นอกจากนกที่เขาเอามาขายให้ปล่อยแล้ว ยังมีตัวอะไรก็ไม่รู้ น่าจะตัวตุ่นหรือเปล่า ที่เป็นขนๆ สีน้ำตาล น่ารักจริงๆ น่าเอามาเลี้ยงจังเลยอ่ะ

กลับมาจากถ้ำติ่ง ผ่านเข้าเมืองแล้วเลยออกไปอีกทาง ไปยัง น้ำตกกวางซี ค่ะ ทางไปน้ำตกนี่ไกลกว่าไปถ้ำติ่งสักหน่อย แต่เป็นทางที่ผ่านหมู่บ้านหลายๆ เผ่า แปลกดีค่ะ
น้ำตกที่นี่เป็นสีเขียวมรกตเลย เป็นเพราะหินปูนของภูเขานี่แหล่ะ สีสวยดีนะคะ เหมือนน้ำในสระว่ายน้ำเลย เห็นฝรั่งลงไปว่ายน้ำเล่นกันเต็ม ตุ้ยเปาของเราบ่นงึมงำๆๆ ว่า "สวยยยยย สวยยยยย" แล้วจู่ๆ ก็ถอดเสื้อถอดกางเกงต่อหน้าต่อตา ปีนขึ้นรากไม้ใหญ่ริมน้ำ แล้วทิ้งตัวตู๊มมม ลงไปในสระนี้ แหม๋ มีความสุขจริงจริ๊งพ่อคุณ อิอิ

น้ำตกกวางซี นี้ เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของหลวงพระบางนะคะ น้ำตกชั้นที่สุงสุด สูงกว่า 60 เมตรเลยทีเดียว แต่เดือนนี้ที่เราไปไม่ใช่หน้าน้ำค่ะ สายน้ำตกเลยเหลือสายผอมๆ เส้นนิดเดียว ไม่อลังการอย่างในรูปโปสการ์ดอ่ะ แต่สวยค่ะ ชอบสีของน้ำ สวยดี

เที่ยวจบก็เดินทางกลับกัน แยกย้ายกันไปอาบน้ำอาบท่า เพราะคืนนี้เราจะไปเริงราตรีทิ้งทวนก่อนกลับกรุงเทพฯ กันอีกครั้งที่ ดาวฟ้าบันเทิง ค่ะ
ดาวฟ้าบันเทิงคืนนี้ไม่เหมือนคืนแรกที่เรามา อาจเป็นเพราะวันนี้เป็นวันธรรมดา วัยรุ่นเลยน้อยไปสักนิดค่ะ เพราะคนน้อยไปนิดหรือเปล่า วันนี้เลยได้รู้จักคนมากขึ้นค่ะ ทั้งดีเจ.แมก ที่เข้ามานั่งคุยและตำจอกกันเป็นนานสองนาน พร้อมกับเวียนขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีด้วย แถมยังไปประกาศออกไมค์ที่บูธดีเจ.อีกว่าขอต้อนฮับเจ๊กำปง คิกๆๆๆๆ
และยังมีดีเจ.เติ่ง ที่หน้าตา-ทำผมหล่อแบบวัยรุ่นๆ แต่เสียงแหลมแง๊วๆๆๆ อิอิ ก็เวียนมาตำจอกกัน และใครต่อใครอีกสองสามคน รวมทั้งตัวแทนจำหน่ายเบียร์ลาวมาตำจอกกับเราด้วยล่ะ เห็นบอกว่ามาสำรวจตลาด เรายังแซวเลยว่าจะสำรวจไปทำไมค๊ะ ในเมื่อมีเบียร์ลาวอยู่เจ้าเดียวทั้งประเทศเนี่ยะ
ไร้คู่แข่งโดยสิ้นเชิง ฮ่าๆๆ
ขากลับ เรากับคุณนายพจนีย์ก็นั่งห่อตัวโต้ลมอยู่ด้านหลังรถจัมโบ้อีกตามเคย มีตาตุ้ยผิวปากไป ปากสั่นไปอย่างสบายอารมณ์ซะเหลือเกิน และไม่ทราบว่าครึ้มอะไรขึ้นมา หรือฤทธิ์เบียร์ลาวออกซะแล้วก็ไม่รู้ ก่อนลงรถตอนแนบแก้มราตรีสวัสดิ์ มีการกระซิบว่า ไปเที่ยวนอนเล่นบ้านผมไม๊ทั้งสองคน ผมนอนกลางก็ได้ ว๊ายยยยย คิกๆๆ เข้าตำราพระลอ และพระเพื่อนพระแพงเลยนะเนี่ยะ
พระลอนอนกลาง พระนางนอนริม อิกิอิกิ

วันสุดท้ายในหลวงพระบาง
เราต้องเช็คเอ้าท์ออกจากเฮือนพักก่อนเที่ยงค่ะ เพราะมีฝรั่งมานั่งรอห้องต่อจากเราแล้ว แต่เรากว่าจะไปขึ้นเครื่องที่สนามบินหลวงพระบางก็ 6 โมงแลง (เย็น)โน่น ตุ้ยเลยบอกให้เอากระเป๋าไปไว้ที่บ้านเค๊าก่อน แล้วไปหาอะไรกินกันด้วย
บ้านตาตุ้ยอยู่ใกล้กับตลาดใหญ่ชื่อ ตลาดโพสี เราไปหาซื้อปิ้งไก่ ปิ้งปลา แจ่ว ข้าวเหนียว และต้มไก่ (แหม นึกถึงใครคนหนึ่งเลย) เข้ามากินในบ้านตุ้ย ส่วนเบียร์ลาวไม่ต้องซื้อ บ้านตุ้ยแช่ไว้ในตู้เย็นจนจะล้นตู้อยู่แล้ว กินอิ่มแล้วเราแอบงีบบนโซฟาไปสักครึ่ง ชม. หลังจากนั้นก็ไปเที่ยวน้ำตกเล็กๆ ที่ชื่อ น้ำตกตาดทอง ที่อยู่ใกล้ๆ กัน แต่ไม่มีน้ำหรอกค่ะ ถือว่าไปนั่งรถเล่น
กลับจากน้ำตก ยังไม่ถึงเวลาไปขึ้นเครื่อง ตุ้ยบอกว่าจะพาไปดูที่ดินที่ซื้อไว้ ว่าจะปลูกเฮือนอยู่ (บ้านที่เราไปนั่งกินข้าวคือบ้านพ่อ-แม่) ที่ดินตุ้ยก็เล็กๆ นิดเดียวอยู่ที่ บ้านนาซาง ยังไม่มีอะไรเลย เป็นที่ดินเปล่าๆ เราเลยแซวตุ้ยว่าดีล่ะ รีบๆ ปลูกเฮือนเข้า ปีหน้ามาใหม่จะยอมมานอนขนาบข้างทั้งสองคน กร๊ากกกกก

ตุ้ยพูดว่าก่อนจากกัน ขออะไรอย่างหนึ่ง..... คุณพจนีย์ถามว่าขออะไร ? ตุ้ยบอกว่าขอ "สายรัดข้อมือเรารักในหลวง" ที่พจนีย์ใส่อยู่ได้ไหม
ตุ้ยอยากใส่ "เรารักในหลวง" คำนี้ตุ้ยพูดชัดถ้อยชัดคำค่ะ ประเทศลาวไม่มีแล้ว ในสิ่งที่เรายังมี
ก่อนขึ้นเครื่อง ก่อนลาจากกันที่ริมรั้วของสนามบินหลวงพระบาง ตุ้ยถามว่านั่งเครื่องบินน่ากลัวไหม ตุ้ยบอกว่าถ้าเขาทำงานจนถึงที่สุดแล้ว เขาจะนั่งเครื่องบินไปหาที่กรุงเทพฯ นะ.....
พูดจบตุ้ยก็ล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบพระโลหะองค์เล็กๆ (พระกริ่ง) ส่งมาให้เราสองคน แล้วบอกให้พกติดตัวไปจะได้เดินทางกลับบ้านโดยปลอดภัย
......................
ขอขอบใจคุณพจนีย์นะคะ ที่ไปเที่ยวด้วยกันแบบถึงไหนถึงกัน ไว้ไปเที่ยวกันอีกนะ
ขอขอบใจตาตุ้ยนะจ๊ะ ที่เป็นมิตรที่ดีตลอดเวลา 4 วันในหลวงพระบาง เราจะไม่มีวันลืมเธอจ๊ะ วันหลังชมเราบ้างนะคะว่า... "สวยยยยยยย" อิอิ
ขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกท่านที่ติดตามและเข้าชมกระทู้นี้ทั้งสามตอนจนจบค่ะ น่ารักที่สุด~

เรากลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ความรู้สึกของความสุขยังติดมาอยู่เลย ถัดมาอีกวันหนึ่งตอนบ่ายที่บ้านเรา มีสายเรียกเข้ามาที่มือถือแบบไม่โชว์เบอร์ พอกดรับสายก็เป็นเสียงตุ้ยโทรทางไกลข้ามประเทศมาจากหลวงพระบางล่ะค่ะ น้ำเสียงสดชื่น บอกว่าคิดถึง และถามว่าสบายดีหรือ ถึงบ้านหรือยัง ทั้งๆ ที่ผ่านมาตั้งเกือบ 24 ชั่วโมงแล้วนี่นะ

จริงๆ เรายังไม่ทันได้ตอบตุ้ยหรอก เพราะเสียงในโทรศัพท์เราได้ยินไปไกลกว่านั้น.....
เราได้ยินเสียงทักทาย "สะบายดี" ของแม่ค้าร้านกาแฟแว่วมาตามสาย เราได้ยินเสียงแม่ค้าขายข้าวเหนียวและขนมใส่บาตรตอนเช้าว่า ช่วยซื้อขนมใส่บาตรน้องหน่อยเจ้า... เราได้ยินเสียงแม่ค้าปิ้งปลา บอกราคาปลาปิ้งกับนักท่องเที่ยวฝรั่งแว่วๆ มาแต่ไกลๆ เราได้ยินเสียงดีเจ.แมก และ ดีเจ.เติ่ง กำลังแซวทักทายผ่านไมค์ในดาวฟ้าบันเทิง เราได้ยินเสียงเรียก ปี๊...ปี๊...อั่นนนนนน..... ดังแสบแก้วหูของตาใหญ่ผู้เบี้ยวนัดกินไก่ต้มกะเรา
และเหนือสิ่งอื่นใด เราได้ยินเสียงเรียกจากหัวใจเราเอง ที่ร่ำร้องถึงมนต์เสน่ห์แห่งผู้คน วิถีชีวิต วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม เหมือนวันที่เราประทับใจตั้งแต่วันแรกที่หลวงพระบางนั่น
เราอยากจะตอบตุ้ยจัง...ว่าเราจะต้องกลับไปเยือนอีกหลายๆ ครั้ง...แต่ตุ้ยวางสายไปก่อนแล้ว เพราะเห็นเราเงียบอึ้งนานเกินไป...
...................
ส ะ บ า ย ดี ห ล ว ง พ ร ะ บ า ง ~
เรื่องและภาพ : กำปงพิราเทวี กล้อง : Nikon D70s เลนส์ Sigma 10-20 mm.
|