| จิตวิญญาณของการต่อสู้ | ||
จิตวิญญาณของคนระยองที่ต่อสู้เพื่อระยอง |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
วันที่ 3 เมษายน 2551 เวลา 9.00 น. ที่โรงแรมโกล์ดเดนท์ซิตี้ระยอง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง จังหวัดระยองร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งร่วมกันเป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหามลพิษมาบตาพุดระยอง และภาคประชาชน ผู้ประกอบการในพื้นที่ระยอง ได้จัดเวที 1 ปี แผนการลดมลพิษ " รวมพลังทั่วทิศ ลดมลพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตชาวระยอง" มีผู้เข้าร่วมเวทีจำนวนทั้งสิ้น 600 คน โดยในช่วงเช้าเป็นการรายงานผลการทำงานตามแผนลดและขจัดมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด ของทางอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายสุพัฒน์ โดยมีสไลด์ตัวเลขที่แสดงถึงการลดค่าของสารอันตราย สารก่อมะเร็ง VOCs การกำจัดกากของเสียอันตราย และคุณภาพน้ำทะเล น้ำตามแหล่งน้ำ และน้ำบ่อตื้นชาวบ้านในชุมชนต่างๆรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งจากรายงานของกรมควบคุมมลพิษที่ทำงานไปในราว 6 เดือน สรุปได้ว่าสามารถลดสารที่ก่อมลพิษได้จนอยู่ในระดับมาตราฐาน จะมีเกินอยู่ก็สารปรอทที่พบว่ามีการสะสมอยู่เกินค่ามาตราฐาน ที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่ามาจากแหล่งใด
สไลด์ของทางกรมควบคุมมลพิษที่พบการกระทำผิดกฎหมายของผู้ประกอบการเกี่ยวกับการกำจัดกากของเสีย
จากนั้นก็เป็นการรายงานของฝ่ายที่ดูแลด้านสุขอนามัยประชาชน คือผลกระทบสุขภาพโดยสาธารณสุขจังหวัด มีการฉายสไลด์ตัวเลขของการเก็บตัวอย่างเลือด ตัวอย่างปัสสาวะประชาชนเพื่อหาความผิดปกติ
พบความผิดปกติในการเก็บตัวอย่างเลือดและปัสสาวะ แต่พอสรุปสุดท้ายกลายเป็นว่าไม่พบการเจ็บป่วยที่อาจเกิดจากมลภาวะสิ่งแวดล้อม ยกเว้นการเจ็บป่วยที่เกิดจากกากสารเคมีในพื้นที่ชุมชน...ประชาชนบอกว่า..งง..ครับท่าน
เสร็จจากช่วงเช้าที่ฟังฝ่ายทำงาน รายงายผลไปแล้ว ก็ถึงช่วงบ่าย ที่เปิดเวทีให้ภาคประชาชนได้ซักถามข้อข้องใจในการทำงาน ซึ่งในภาคของประชาชนที่เป็นตัวแทนขึ้นบนเวที ก็มีผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก นายสุทธิ อัชฌาศัย อาจารย์เรณู เวชรัตน์พิมล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นายอิทธิพล แจ่มแจ้ง ประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนามาบตาพุด นายสุธา ตัวแทนหอการค้าบ้านฉาง
นายสุทธิ อัชฌาศัย กล่าวว่า จากที่นั่งฟังทางราชการรายงานผลการดำเนินการตามแผนลดมลพิษมาตลอดทั้งเช้า รู้สึกว่าเห็นแต่ตัวเลขที่นำมาโชว์ว่าลดค่าลงได้เท่านั้นเท่านี้เปอร์เซนต์ แต่ตนในฐานะภาคประชาชนที่นี่ รู้สึกว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมของภาคประชาชนต่อการเข้าไปรับรู้รับทราบและเห็นการทำงานมีน้อยมาก ฉะนั้นตนจึงอยากจะเห็นกระบวนการทำงานแต่ละขั้นตอนมากกว่า ควรนำเอากระบวนการมาโชว์ให้เห็นว่าทำอะไร ทำอย่างไร แล้วผลที่ได้เป็นอย่างไร เมื่อทางฝ่ายกำกับดูแลยอมรับแล้วว่าพื้นที่มาบตาพุดมีปัญหาเรื่องมลพิษเกินจริง พื้นที่นี้เต็มศักยภาพการรองรับมลพิษแล้ว ก็ต้องเสนอไปยังส่วนนโยบายให้ระงับการขยายอุตสาหกรรมในพื้นที่ระยองไว้ก่อน แล้วจัดการปัญหาให้เสร็จสิ้นไป แล้วจึงค่อยมาดูกันว่า จะพัฒนาอะไรเพิ่มเติมได้อีกบ้าง ในส่วนการดูแลฟื้นฟูทั้งสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่ต้องทำก่อน คนระยองเสียสละมามากแล้วให้กับความร่ำรวยของประเทศ จึงควรดูแลคนที่นี่เป็นพิเศษ ตนเห็นว่าการป้องกันปัญหา ดีกว่าการแก้ไขปัญหา นายสุธาและนายอิทธิพล มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า เงินกองทุนที่ให้มานั้น 30 ล้านไม่พอยาไส้...แค่การจ่ายรายหัวให้คนในมาบตาพุดไปไว้ใช้ตรวจโรค คนละพันบาท ก็ตกเข้าไป 80 ล้านบาทแล้ว นายอิทธิพลกล่าว.. อาจารย์เรณู เวชรัตน์พิมล เห็นว่าการทำ CSR หรือความรับผิดชอบต่อสังคม ของผู้ประกอบการ กลายเป็นความชอบธรรมไป ซึ่งดูจะไม่เป็นธรรมกับคนในพื้นที่ระยอง ขนาดเห็นกันอยู่ชัดๆว่า มีโรงงาน โรงงานหนึ่งทำกิจการที่ก่อผลต่อสิ่งแวดล้อมมหาศาล แต่ก็ยังทำโฆษณาออกมาว่า "เรารักระยองเหลือเกิน" ตนเห็นว่าต้องหยุดขยายอุตสาหกรรม แล้วหันมาสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนที่จะดูแลตนเองในภาวะที่ต้องอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษแบบนี้ เพราะจากการทำวิจัยของตนพบว่า ดีเอนเอของประชาชน และสิ่งมีชีวิตที่นี่ มีความผิดปกติของโครโมโซม จึงเห็นได้ว่าคนในระยองอยู่ในภาวะเสี่ยงภัยต่อโรคภัยไข้เจ็บมาก รัฐต้องให้การดูแลคนในพื้นที่พิเศษนี้ให้มากและต้องดูแลอย่างจริงจัง จริงใจด้วย หากแก้อะไรไม่ได้ ถึงที่สุดก็ต้องหาที่ดินที่ใหม่ไว้ให้ประชาชนอพยพด้วย
เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ต่อการรายงานผลลดและขจัดมลพิษมาบตาพุดระยอง
งานนี้ท่านพี่บล็อกเกอร์ธนธัช ไปร่วมงานและช่วยงานในฐานะภาคประชาชน ช่วยเก็บภาพในงานให้เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก และเสนอแนวคิดฝากไว้ให้กับคณะทำงานว่า.. การแก้ปัญหาที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ทำไมเราต้องมาคอยตรวจดูว่าในแม่น้ำมันมีสารปนเปื้อนอะไรบ้าง...ถ้าหากว่าเราไม่ถ่ายอุจจาระ หรือทิ้งสิ่งปฎิกูลลงไปในแม่น้ำ ปัญหามันก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้น มันง่ายมาก แค่.. 1. ไม่ถ่ายอุจจาระลงน้ำ ไม่ถ่ายเรี่ยราดตามที่สาธารณะ มันก็จะไม่ก่อปัญหาสุขอนามัย ไม่ก่อให้เกิดกลิ่น ไม่ก่อให้เกิดโรค บ้านใครบ้านมัน โรงงานใครโรงงานมัน ดูแลตัวเองให้ดี 2. หากว่ายังคงฝ่าฝืนไม่ทำตามกฎเกณฑ์ ไม่ทำตามตัวบทกฎหมาย ก็ต้องจัดการกันให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไป มาตรการต้องเข้มกว่านี้ เอาให้จริงจังกว่านี้ ไม่เช่นนั้น การแก้ปัญหามันก็จะเป็นการแก้เฉพาะกิจ เช่นคณะทำงานแก้ปัญหาเฉพาะกิจคณะนี้ เป็นเช่นนี้ตลอดไป งานนี้ปิดประชุมสัมมนาการรายงานผลความคืบหน้าแผนลดและขจัดมลพิษเอาเวลา 17.00 น.
ทางเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ได้นำเอานิทรรศการไปจัดแสดงด้วย ได้รับความสนใจพอสมควรทีเดียว
|