พิมพ์หน้านี้
|
เทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี จัดเป็นเทศกาลแห่งการหวนคิดถึงคนข้างหลัง คนที่ฟูมฟักเลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่ เป็นคนดีคนหนึ่งในสังคม เทศกาลแห่งความสุขเมื่อได้พบปะเจอะเจอพี่น้อง ญาติมิตรที่อยู่ห่างไกลกัน เทศกาลแห่งความปลื้มปีติเมื่อลูกหลานเดินทางกลับมาเยี่ยม เทศกาลแห่งความสนุกสนานกับการเล่นสาดน้ำตามท้องถนน และเทศกาล การสูญเสียคนที่รัก เพราะอุบัติภัยทางถนน จากหลายๆสาเหตุ หลายๆปี มานี้ ที่บ้านไม่มีการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์เหมือนบ้านอื่นเขา หลังจากป๊าและมามี๊หันมายึดอาชีพขายน้ำแข็งเป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงดูครอบครัว ถามว่าน้อยใจไหมที่ไม่มีโอกาสได้เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงเทศกาล ขอบอกได้เลยว่ารู้สึกเฉยๆ เพราะเป็นอย่างนี้มา 10 กว่าปีแล้ว หากจะไปเที่ยวกับเพื่อนก็สามารถไปได้ แต่งานขายของหน้าร้านก็ทิ้งไม่ลง เพราะเป็นช่วงที่ขายดีมาก แม้จะไม่ได้ช่วยอะไรมาก แค่รับเงิน ทอนเงินก็ถือว่าช่วยได้มากแล้ว ปีนี้ก็เหมือนเช่นเคย แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่น้ำมันราคาเกือบจะ 40 บาทต่อลิตร ข้าวสารราคาสูงลิบแตะถังหนึ่งเกือบ 500 บาท ทำให้น้ำแข็งขายยากไปด้วย หลายๆครอบครัวที่เคยบรรทุกถัง โอ่ง ลังใส่น้ำ เพื่อตระเวนสาดน้ำ กลับเปลี่ยนมาเป็นตั้งวงเฮฮากันหน้าบ้าน ถัง โอ่ง ลัง บรรจุน้ำตั้งไว้หน้าบ้านให้เด็กๆ ได้เล่นสาดน้ำกัน เพื่อประหยัดค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และรายจ่ายของครอบครัว และปีนี้ก็เหมือนหลายๆ ปีที่ผ่านมา คือ หลังวันสงกรานต์ของทุกๆ ปี ลุง ป้า น้า และญาติฝั่งมามี๊จะจัดพิธีทำบุญกระดูกของบรรพบุรุษ และญาติ ที่ล่วงลับไปแล้ว ฤกษ์ดีของทุกปีคือวันที่ 15-17 เมษายน สำหรับปีนี้ทำบุญวันที่ 17 เมษายน แต่ค่อนข้างเงียบเหงากว่าปีที่ผ่านมา เพราะลุง และน้า รวมทั้งครอบครัวของพี่สาวไม่สามารถมาร่วมงานได้ ทำให้คนบางตาพอสมควร แต่มีญาติห่างๆ ฝั่งคุณตามาร่วมอีก 2 ครอบครัว ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีของการรวมญาติจากหลายๆฝ่าย
พิธีทำบุญกระดูกผ่านไป มีการเลี้ยงอาหารแก่ญาติมิตร และเมนูที่พลาดไม่ได้สำหรับทุกปี คือ ขนมจีน อาหารที่ทำง่ายที่สุด ลงทุนน้อยที่สุด และเหลือทิ้งทุกครั้ง ไม่ใช่เพราะไม่ถูกปาก หรือไม่อร่อย แต่เพราะอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ มากมายจนทานกันไม่หวาดไม่ไหวต่างหาก ที่ทำให้ขนมจีนเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทุกคนจะเลือกทาน เพราะไม่อยู่ท้อง
พิธีการเรียบร้อย ท้องอิ่มเรียบร้อย เด็กๆ และแอบเด็กทั้งหลายรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า รอเวลาไปเล่นน้ำทะเล ซึ่งเด็กๆ ที่ชุมพรจะมีโอกาสไปเล่นแค่ปีละครั้งเท่านั้น หากเป็นเวลาปกติ น้อยนักที่ผู้ใหญ่จะพาไปเที่ยวไกลๆแบบนี้ เพราะพวกเด็กๆ ซนมาก เหมือนจับปูใส่กระด้งทีเดียว
การเดินทางจากบ้านคุณยาย ซึ่งอยู่ซอยเขาการ้อง ตรงข้ามค่ายทหารเขตอุดมศักดิ์ อ.เมือง ชุมพร ระยะทางห่างจากหาดทรายรีประมาณ 25 กม. อากาศร้อนระอุ และแค็พหลังรถกระบะไทรทันตอนครึ่งที่ค่อนข้างเบียดเสียด ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป หัวใจดวงน้อยๆ หลายดวงกำลังพองโตกับสิ่งที่รอคอยอยู่ข้างหน้า ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวสดใสตลอดเส้นทาง เมื่อเดินทางมาใกล้บริเวณชายหาดทรายรี สามารถมองเห็นทะเลได้จากระยะไกล เพราะถนนลดเลี้ยวขึ้นไปบนเนินเขา เด็กๆทั้งหลายส่งเสียงโห่ร้อง ทำเอาแอบเด็ก 3 คนพลอยส่งเสียงไชโยตามไปด้วย
สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อไปถึงคือการเดินขึ้นไปยังสถานที่บูชากรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวชุมพรและทหารทั้งหลาย หลังจากที่ไม่ได้ขึ้นมากราบไหว้หลายปี มีการบูรณะสถานที่สวยงามมาก วันนี้แม้จะเป็นวันที่ 17 แล้ว แต่ประชาชน นักท่องเที่ยวยังหนาตา เพลิดเพลินจนลืมถ่ายรูปรอบๆ บริเวณมาเลยทีเดียว
แล้วก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย น้ำทะเลใสแจ๋วตรงหน้า ทำให้แต่ละคนกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที ข้าวปลาอาหารเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ขอกระโจนลงทะเลก่อน ทั้งตัวเล็กตัวน้อยตัวใหญ่ ต่างมุ่งหน้าไปยังทะเลกันอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่จะสภาพย่ำแย่ไปกว่านี้ ต้องขอแอ็คท่าถ่ายรูปไว้ก่อน และคนที่ได้รับรางวัลขวัญใจช่างภาพจะเป็นใครเสียมิได้ ถ้าไม่ใช่หนุ่มน้อยกางเกงลิงแดงประจำครอบครัว
หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเล่นน้ำทะเล 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงเวลากลับบ้าน เพราะจะต้องรีบทำเวลาเดินทางกลับไปให้ถึงสุราษฎร์ธานีไม่ให้ค่ำมากนัก เกรงเพราะจะมีเวลาพักผ่อนน้อย และคนขับคือป๊าจะหมดแรงหลับในระหว่างทาง ก่อนจะจากกันสิ่งที่พลาดไม่ได้คือการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เพื่อจะกลับมาเจอกันอีกครั้งในปีหน้า โดยปีนี้มีการสัญญากับญาติที่มาจากกัมพูชาว่า ปีหน้าจะเดินทางไปเยี่ยมถึงถิ่น หลังจากที่น้าเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยถึง 2 ครั้งแล้ว จากภาพนี้คงไม่สามารถแยกแยะได้ว่า คนไหนคนไทย คนไหนลูกครึ่งไทยกัมพูชา คนไหนครึ่งใต้ครึ่งอีสาน แต่ไม่ว่าจะมาจากเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ไหนสิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเราทุกคนมีสายเลือดเดียวกัน แม้จะเจือจางไปบ้าง แต่สายเลือด ย่อมข้นกว่าน้ำเสมอ
|