พิมพ์หน้านี้
|
วันที่ 20 สิงหาคม 2550 เวลา 17.00 น.ออกเดินทางสู่สถานที่ประชุม ณ โรงแรมไทยโฮเต็ล จ.กระบี่ นับเป็นการเดินทางออกสู่ต่างจังหวัด เพื่อพบปะกับคณะทำงานระดับภาคใต้เป็นครั้งแรก การเดินทางค่อนข้างล่าช้าเพราะฝนตกหนักตลอดทาง ด้วยความชะล่าใจว่ากระบี่กับสุราษฎร์ใกล้กันนิดเดียว แต่ห่าฝนที่เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำเอาลุงที่อายุวัยเกษียนถึงกับต้องขับรถช้าๆ เพื่อคลานไปให้ถึงกระบี่ การประชุมแบบชาวบ้าน หรือผู้ขับเคลื่อนงานภาคประชาชนชนิดเต็มรูปแบบเริ่มขึ้นใกล้จะ 4 ทุ่มแล้ว จะมีงานไหนทรหดเท่านี้อีกไหม ผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละท่านล้วนเป็นผู้อาวุโส ส่วนใหญ่อายุมากกว่า 40 ปี อายุน้อยที่สุดคือ 25-26 ปี มีเพียง 2 คนเท่านั้น นับถือในความอดทนของแต่ละท่าน ในใจก็ได้แต่คิดว่า อายุปูนนี้กันแล้ว หากต้องร่วมประชุมค่ำมืดดึกดื่นแบบนี้บ่อยๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพไหม เพราะการนอนดึกเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง มะเร็ง และทำให้แก่ก่อนวัย (อันหลังนี่ห่วงตัวเองมากกว่า) คืนนั้นพยายามแสดงความสามารถในการบันทึกการประชุมลงในแผ่นฟลิปชาร์ต แต่ฝีมือไม่ได้เรื่องเลยสักนิด ด้วยเพราะการประชุมในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่าในระดับจังหวัด แต่ละท่านล้วนร่วมกันถก และแสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ ตั้งใจจะเขียน My Map ให้ออกมาสวย เข้าใจง่าย ดูแล้วเหมือนนักประชุมมืออาชีพ แต่สุดท้ายก็ออกมาได้ยุ่งเหยิงดีแท้ ขาดหายไปหลายประเด็น จากการบันทึก และฟังไม่ทัน เหตุเพราะการสนทนาเป็นภาษาถิ่น แต่ละจังหวัดแต่ละพื้นที่ของด้ามขวานทอง ล้วนแล้วมีสำเนียง และถ้อยคำภาษาที่แตกต่างกัน นับว่าเป็นจุดด้อยอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทางบ้านไม่ใช้คำท้องถิ่นในชีวิตประจำวัน ทำให้ไม่รู้จักคำท้องถิ่นหลายๆ คำ ฟังไม่ออก แปลไม่ได้ ไม่เข้าใจความหมาย ทั้งๆที่เป็นคนใต้คนหนึ่ง การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมเตรียมแกนนำหลักในการกำหนด Motto ของงานสมัชชาคุณธรรมระดับภาค และกำหนดชื่อในการเสวนา และรูปแบบงานคร่าวๆ เพราะวันรุ่งขึ้นจะมีการประชุมคณะทำงานระดับภาคทั้งหมด ซึ่งมีคณะมาเพิ่มอีกหลายคน จากหลายจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงกับกระบี่ ไม่ต้องเดินทางมาค้างคืนที่โรงแรมแห่งนี้ รุ่งขึ้นรีบตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า หลังจากได้นอนแค่ 5 ชั่วโมง เพราะการประชุมยืดเยื้อพอสมควร มื้อเช้านัดคณะทำงานทั้งหมดทานอาหารเช้าของทางโรงแรม ก่อนจะเดินทางไปพร้อมกันที่อาคารองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่หลังเก่า เพื่อประชุมจริงกับคณะทำงานทั้งหมด วันนี้เปลี่ยนบทบาทจากผู้บันทึกการประชุมมาเป็นเจ้าหน้าที่การเงิน ใจหนึ่งก็โล่งอกเพราะรู้สึกแย่กับการบันทึกของตนเองพอสมควร และสถานที่ไม่เอื้ออำนวยต่อผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่จะเก้ๆ กัง ๆ เขย่งก้าวกระโดดเพื่อเขียนชาร์ตที่สูงกว่าตัวเองมาก แต่หารู้ไม่ว่างานการเงินก็ไม่หมูนักหรอก เพราะมีการส่งมอบงานจากรุ่นพี่ที่อาสาทำการเงินมาให้ก่อนหน้านี้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องจะได้แก้ไขได้ทันท่วงทีหากมีความผิดพลาด เนื่องจากแต่ละคนแต่ละท่านอยู่กันคนละจังหวัด หากปล่อยให้ผ่านพ้นจากวันนี้แล้ว โอกาสเจอกันจะเว้นช่วงห่างไปมาก
แล้วก็เจอกับปัญหา ทั้งเตรียมเงินสดมาไม่พอต้องสำรองจ่ายเงินส่วนตัวไปหลายพัน แบงค์ย่อยที่แลกมาไม่เพียงพอสำหรับจ่ายค่าเดินทางให้คณะประชุม และราคาค่าอาหารมื้อเที่ยงที่แพงมาก จนทีมงานหลายคนโวยว่า ทำไปได้ ข้าวสวยธัญญาหาร 1 กระติก บวกแกง 1 หม้อ และ ผัดผักอีก1 ถาด แต่ราคาสูงกว่าห้าพัน แม้จะขอลดราคาแล้วเหลือห้าพันถ้วน แต่ก็นับว่าเป็นมื้ออาหารในการประชุมที่แสนหฤโหด การประชุมครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงความยากลำบากของพี่น้องภาคประชาชนหลายท่าน ที่เดินทางไกลมาทำงานนี้ด้วยใจ ไม่มีรถราส่วนตัว ต้องนั่งรถประจำทางหลายๆชั่วโมง เช่น ทีมสงขลา ทีมนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะทีมชุมพรที่เดินทางกลับไม่ทันรถเมล์เที่ยวสุดท้าย ต้องพักอาศัยบ้านญาติ หรือเพื่อนฝูงในตัวเมืองสุราษฎร์ ก่อนจะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น อยากรู้ว่าข้าราชการไทยเคยทำงานแบบนี้ไหม? ประชุมกันมืดค่ำดึกดื่น ข้ามวันข้ามคืน ไม่จบไม่เลิก ได้รับค่าเดินทางตามจริงเท่านั้น ไม่มีเบี้ยประชุม เป็นพ็อกเก็ต มันนี่กลับบ้าน ไม่มีคำสั่งแต่งตั้งจากนายแต่มาด้วยใจที่อยากพัฒนาชุมชนแม้จะเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ วิ่งขอใช้ห้องประชุมจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ใช่เหมาโรงแรมหรูหรา อย่างที่ผลาญงบฯกันเมื่อใกล้สิ้นปีงบประมาณ หากข้าราชการไทยเป็นแบบนี้บ้างก็คงดี ประเทศชาติคงพัฒนาไปถึงไหนต่อไหน ข้าของแผ่นดินแต่ใช้เงินแผ่นดิน เงินภาษีราษฎรสิ้นเปลืองไปกับความสะดวกสบาย ไม่คุ้มกับผลงานที่ประชาชนได้รับ ดีแต่ปั้นแต่งเอกสารหรูๆ ดูดีครบถ้วนตามหลักงานวิชาการ เพื่อรอขึ้นเงินเดือน รอขั้นเมื่อเริ่มปีงบประมาณใหม่ แต่เมื่อหันมาดูผู้ขับเคลื่อนงานภาคประชาชน ที่ใช้เงินงบประมาณโครงการอย่างตระหนี่ และประหยัดเท่าที่จะทำได้ ช่างต่างกันจริงๆ ทั้งๆ ที่เราทำงานเพื่อแผ่นดินเดียวกัน แผ่นดินสยาม |