พิมพ์หน้านี้
|
หากนับย้อนหลังคืนสู่อดีต การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2310 บ้านเมืองในขณะนั้นแตกกระสานซ่านเซ็น แบ่งกันเป็นกลุ่มก๊กตามหัวเมืองน้อยใหญ่ ขาดความสามัคคีปรองดองสมานฉันท์ จนในที่สุด เจ้าตากในภาษาที่ชาวบ้านเคารพรักเรียกขาน หรือพระยาวชิรปราการ หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงกอบกู้เอกราชได้ในปลายปีเดียวกันจนประสบความสำเร็จ หากเริ่มนับจากวันประกาศอิสรภาพและความเป็นเอกรัฐมาจนถึงวันนี้ก็ครบ 20 รอบนักษัตร หรือ 240 ปีเศษ อดีตจึงเป็นเสมือนกระจกเงาวิเศษเพื่อย้ำเตือนสำนึกปัจจุบันให้มองเห็นอนาคต เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาติบ้านเมือง จึงนำเสนอบทกวี แสงแห่งอยุธยา ของอชันตะ เพื่อฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ / เคี่ยว โคมคำ
แสงแห่งอยุธยา แสงฟ้าส่องฟากพื้น ธรณี อาบแผ่นดินศิลป์ศรี สง่าล้ำ วังวัดโบสถ์เจดีย์ เมืองเก่า ประวัติศาสตร์เล่าซ้ำ โศกซึ้งเมื่อสลาย เรืองรุ่งอำไพโพ้น พารา สั่งสมศาสตร์นานา เนื่องเน้น แวววามท่ามทองทา ทอทาบ บวงสรวงวิญญาณเซ่น สืบทอดความดี อิฐหักปูนเก่ากลิ้ง เกลื่อนกอง เงาอดีตทอดตกต้อง แต่งฝัน ฟูมฟายฟั่นฟูมฟอง ฟุ้งเฟื่อง สะเทือนสะท้านลั่น สั่นกลุ้มกรุงไกร โหยหาโหยหวนไห้ ห่มหน ซากเมืองรุ่งเรืองยล ยิ่งล้ำ เคืองขุ่นวุ่นวายปน ร้าวปวด เคราะห์ชัดวิบัติซ้ำ สาดซ้อนรอยซม พิสุทธิ์สมัยสร้าง สืบมา นามขานอยุธยา ชื่อชี้ วิวัฒน์ภูมิปัญญา เพาะบ่ม วิบากพรากป่นปี้ ดับสิ้นเสื่อมสูญ อยุธยายอดยิ่งแล้ว ร่วงโรย ลมโบกอดีตโบย ผ่านพ้น ช้าช้าเฉื่อยเฉื่อยโชย ช้ำฉุด ไทยพ่ายพม่าปล้น ปลิดเหย้าเผาเมือง ศรีเสื่อมทรามสุดสิ้น เสียศรี อยุธยาราชธานี ล่มล้าง ครองครอบแต่พงศ์ผี พันธุ์เผ่า ลอยล่องไร้เรือนร่าง เร่ร้างกลางกาล แสงส่องต้องตกหล้า โลมดิน ธรณีแม่ยลยิน ยากยั้ง รอยบาปเปื้อนธรณินทร์ ท่วมเปรอะ เกินยุดเกินฉุดรั้ง ไป่ฟื้นคืนเดิม ไสวสว่างเลือนร้างสิ้น แสงสูญ กรุงศรีจำรัสพู้น ภาคภพ เจิดจ้าแจ่มจำรูญ จำจาก ล้างล่มใช่เลือนลบ แสงแห่งอยุธยา
อชันตะ จากคอลัมน์กวีทรรศน์-เนชั่นสุดสัปดาห์
|
| Sunthon Poo | ||
Immortal poet of Ratanakosin |
||
|
View All |
||