พิมพ์หน้านี้
|
เตรียมตัวไว้ก่อนเป็นดี เพราะปี 2008 ถ้าจะนิยามว่าเป็น"ปีแห่งความแพง"ก็คงไม่เกินจริง
ไม่ว่าจะได้รัฐบาลหน้าตาแบบไหน นายกรัฐมนตรีเป็นใคร ดัชนีตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงไปแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย คือ ราคาน้ำมันที่จะควบขยับไปข้างหน้าท่าเดียว ทางที่ดีเราควรรื้อปรับขยับวิถีชีวิตเพื่อรับมือกับปีแห่งความแพงจะดีกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะราคาน้ำมัน ราคาก๊าซหุงต้ม และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จะเป็นชนวนเหตุสำคัญที่กดดันให้ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายคนเริ่มระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เนื่องจากไม่มั่นใจในสภาพเศรษฐกิจ ไม่มั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และอยู่ในภาวะเครียดกับหลากหลายปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าเข้ามา ตอนนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการจับจ่ายใช้สอย เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น
ถ้าลองสังเกตให้ดี จะเห็นว่าทุกวันนี้ผู้คนต่างก็เริ่มใส่ใจกับการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางกันมากขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ หันมาใช้บริการรถสาธารณะมากขึ้น หลายคนใช้วิธีชักชวนคนใกล้ตัวและคนในบ้านให้ใช้รถสาธารณะ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนที่ยังนิยมใช้รถส่วนตัว ก็มีการปรับพฤติกรรมกันค่อนข้างเยอะ เช่น ใช้รถยนต์ส่วนตัวเท่าที่จำเป็น และหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัวคันเดียวกัน ขณะที่อีกไม่น้อยใช้วิธีปรับเครื่องยนต์เพื่อใช้ก๊าซแทนน้ำมัน โดยรวมๆ แล้วแล้วสิ่งที่คุณควรจะรื้อปรับขยับใหม่คือ ละทิ้งความสะดวกสบายแบบเดิมๆ ลงซะบ้าง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลง
ค่าใช้จ่ายกิจกรรมสันทนาการถือว่าเป็นส่วนที่น่าจะหั่นง่ายเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายอันดับแรกที่ตัดออกหรือลดกิจกรรมส่วนนี้ลงได้ง่าย ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าตัวเลขหลายอย่าง ฟ้องว่าผู้คนเริ่มลดและงดการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ หันมาท่องเที่ยวในประเทศแทน โดยเน้นการเดินทางท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ และเน้นการขับรถยนต์ไปเอง หรือบางคนถึงขั้นงดการเดินทางท่องเที่ยวไปเลย นอกจากค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวที่หลายคนเริ่มควบคุมในจุดนี้แล้ว ยังมีกิจกรรมสันทนาการอีกหลายอย่างที่หลายคนเริ่มลดการใช้จ่ายลง เช่น การใช้บริการเสริมความงาม การสังสรรค์กับเพื่อนๆ การดูภาพยนตร์ บางคนถึงขั้นงดการออกไปชมคอนเสิร์ตและฟังเพลงนอกบ้าน และก็มีอีกไม่น้อยที่ลดการซื้อแมกกาซีนและหนังสือพิมพ์ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่า ภาวะข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ถ้าคุณลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ลงบ้าง ก็จะช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ได้
แต่ถ้าดูเหมือนใกล้ตัวที่สุด คงเป็นการปรับพฤติกรรมในเรื่องค่าใช้จ่ายในด้านอาหาร ทุกวันนี้หลายคนเริ่มลดและงดการรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือบางคนก็เลือกร้านที่ซื้ออาหารปรุงสำเร็จที่ราคาไม่แพง ขณะที่อีกหลายคนรัดเข็มขัดด้วยการหันมาทำอาหารกินเองกันมากขึ้น เรื่องใกล้ตัวที่คุณลดละได้อย่างไม่ยาก ยังได้แก่ การงดและลดการดื่มน้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลัง นอกจากนี้ก็มีบางคนหันมาซื้ออาหารสำเร็จรูปและพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากขึ้น และผลจากการที่ผู้คนมีพฤติกรรมหันมารับประทานอาหารสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูปกันมากขึ้น ทำให้ยอดจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง และอาหารกึ่งสำเร็จรูปมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ในปีที่ผ่านมา บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร จึงหันมาสนใจลงทุนในตลาดนี้เพิ่มขึ้น โดยการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นประหยัด แต่ยังคงใส่ใจในเรื่องความสะอาดและรสชาติของอาหาร สำหรับเคปูชิโนแล้ว ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ที่ตัดใจยากที่สุด เห็นจะเป็นค่ากาแฟ ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายหลักเลยก็ว่าได้ โอ้...ช่างตัดใจยากจริงหนอ
การประหยัดขั้นพื้นฐานที่สุด ที่แทบไม่กระทบกระเทือนชีวิตประจำวันในแบบเดิมๆ ของคุณเลยคือ การลดค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ และค่าโทรศัพท์ พูดง่ายๆ คือ ลดหรืองดการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นลงซะบ้าง หรือถ้าจะให้ดูจริงจังก็น่าจะลองหามาตรการในการประหยัดค่าไฟฟ้า ประปาและโทรศัพท์ง่ายๆ ภายในบ้าน เช่น ลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ลดการดูโทรทัศน์และลดการใช้โทรศัพท์มือถือลง ซึ่งผลจากการที่ในปัจจุบันผู้คนพยายามที่จะประหยัดค่าไฟฟ้า เลยทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ประหยัดไฟ เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น นอกจากค่าใช้จ่ายปลีกย่อยในด้านต่างๆ แล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายอย่างที่ถูกตัดออกหรือลดความถี่ลงได้ เช่น การไปใช้บริการสถานบริการเสริมความงาม การเข้าร้านทำผม เข้าสปา การซื้ออาหารเสริม และการใช้เครื่องสำอางราคาแพง เป็นต้น "อัจฉรา โยมสินธุ์"อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ ภาควิชาการเงิน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แนะว่า วิธีหนึ่งที่จะทำให้รู้ว่าเรายังมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินอะไรบ้าง ต้องลงมือทำ "ไดอารี่ทางการเงิน" เพราะเมื่อทำงบประมาณแล้ว คุณจะเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายตรงไหนเยอะมากเป็นพิเศษ หรือตรงไหนเยอะมากเกินความเหมาะสม "อยากจะขอท้าให้คนที่คิดว่าทุกวันนี้เราประหยัดสุดๆ แล้ว ลองทำงบประมาณหรือไดอารี่ทางการเงินดู แล้วคุณจะรู้ว่าตรงไหนที่เราพอจะตัดออกหรือลดลงได้บ้าง เช่น มีบางคนชอบกินขนมขบเคี้ยว ปรากฏว่า พอทำงบออกมาเขารู้เลยว่ากินขนมขบเคี้ยวแบบนี้เดือนละ 600 บาท ซึ่งถ้ากินไปทุกวันๆ โดยไม่บันทึกไว้ ก็จะไม่รู้เลยว่า เรากินขนมประเภทนี้เยอะไป หรือลูกศิษย์คนหนึ่ง เช่าอยู่หอใกล้จากมหาวิทยาลัย เพราะค่าเช่าราคาถูกกว่าหอใกล้ๆ แต่พอลองคำนวณดูแล้ว บวกกับค่าเดินทางเข้าไป ปรากฏว่าแพงกว่าราคาค่าหอพักที่อยู่ใกล้ แต่ราคาแพง เห็นมั้ยว่าพอลองทำแล้วจะเห็นทันที" เอาเข้าจริงๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องยากเลย ถ้าคุณจะลด ละ หรือเลิกค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นหลายอย่างออกจากชีวิตซะบ้าง ลองสำรวจชีวิตประจำวันของคุณดู เมื่อลิสต์ออกมาคุณก็จะรู้ว่า มีอีกหลายอย่างที่ช่วยคุณประหยัดได้ รับรองว่าปีแห่งความแพงทำอะไรคุณไม่ได้แน่ ........................... เคปูชิโน ขอประเดิมเอ็นทรี่แรกของปี 2008 ด้วยสาระดีๆ จาก FW Mail ที่อ่านแล้ว ก็ได้ทบทวนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเอง ว่ามีอะไรบ้างที่ต้องรื้อ ปรับ ขยับชีวิตให้ลงตัวในสภาวะที่เงินในกระเป๋าเท่าเดิม แต่ค่าครองชีพสูงขึ้น เป็นการเริ่มต้นปีด้วยแผนการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย อย่างพอเพียง เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต ด้วยเงื่อนไขในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป และหลายอย่างในชีวิตยังไม่ลงตัว จึงขอทิ้งเอ็นทรี่นี้ไว้แทนความคิดถึงนะคะ ขอบคุณที่รักกันค่ะ
|