พิมพ์หน้านี้
|
ผมเกิดและโตที่จังหวัดนราธิวาสครับ แต่ระยะ 4-5 ปีมานี้ ผมไม่มีโอกาส ได้กลับไปเหยียบแผ่นดินอันเป็นมาตุภูมิ ส่วนหนึ่งมาจากภาระหน้าที่การงานที่หนักหนาสาหัส แต่ผมและคนไทยทุกคนตระหนักดีว่า ตั้งแต่ต้นปี 2547 จนถึงปัจจุบัน พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลายเป็นสมรภูมิรบของสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือเจ้าหน้าที่รัฐ อีกฝ่ายหนึ่งคือโจรใต้ แน่นอนว่าเมื่อเกิดสงคราม ความสูญเสียก็เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน หรือแม้กระทั่งชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งมีการรวบรวมยอดผู้เสียชีวิต ตั้งแต่ 4 มกราคม 2547 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2550 มีจำนวน 2056 ราย ไม่น่าเชื่อ เพียง 3 ปีเท่านั้น กว่า 2 พันชีวิตที่ต้องสังเวยความขัดแย้ง ทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกัน !!!
ต้นปี 2550 ผมและทีมงานได้รับมอบหมาย ให้ไปทำข่าวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หลังได้รับคำสั่งจากบรรณาธิการ ผมรู้สึกทั้งดีใจและหวาดหวั่น เพราะในขณะนั้นสถานการณ์ ไฟใต้คุโชน ทั้งการลอบวางระเบิด ลอบยิงเจ้าหน้าที่รัฐและชาวบ้าน แต่ในฐานะคนคุ้ยเคยกับพื้นที่ ผมจึงยิ้มรับกับงานที่ถูกมอบหมาย ปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่น เราก็ได้เรียนรู้และสัมผัสมาแล้ว ที่สำคัญ โดยเนื้อแท้ของชาวบ้าน ผมกล้ารับประกันว่า พวกเขามีจิตใจที่ดี มีมิตรไมตรี และรักความสงบ
ค่ำของวันที่ 6 มกราคม รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ นำพาผมและทีมงาน จากกรุงเทพมหานคร ผ่านระยะทางเกือบ 1 พันกิโลเมตรไปถึงอำเภอหาดใหญ่ ประตูสู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตอนเช้ามืดของวันที่ 7 ผมหารือกับทีมงาน ตกลงกันว่าเราจะพักรถ รอเวลาให้พระอาทิตย์ขึ้น เพื่อความปลอดภัย จึงเดินทางสู่จังหวัดยะลาเป้าหมายแรก ทันทีที่เราขับรถเข้าสู่เขตจังหวัดยะลา ท้องฟ้าที่สว่างสดใสกลับกลายเป็นสีหม่นปนเทาและมีเค้าว่าฝนจะตก แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่คิดอีกแง่หนึ่ง นี่อาจเป็นลางบอกเราว่าผืนแผ่นดินนี้กำลังถูกปกคลุมด้วยหมอกสีหม่นแห่ง เปลวไฟและความขัดแย้ง ผมเริ่มงานด้วยการประสานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา ขออนุญาตไปถ่ายทำวิถีชีวิตของคุณครู เพื่อสะท้อนชีวิตของ เรือจ้างกลางสมรภูมิ ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี ระหว่างที่รอ ข้อมูล ผมในฐานะคุ้ยเคยพื้นที่ได้นำทีมงานเที่ยวชมรอบเมืองยะลา ซึ่งเคยได้รับรางวัลผังเมืองดีเด่นและเป็นเมืองสะอาด3 ปีซ้อน แต่วันนี้เมืองทั้งเมืองดูเงียบสงบ ผู้คนต่างเก็บตัวแต่ในบ้าน แทบไม่เห็นรอยยิ้มหรือได้ยินเสียงหัวเราะ ผิดกับในอดีต ทำให้ทีมงานที่มาด้วยถึงกับเอ่ยปากว่า เราหลงเข้ามาเมืองร้าง !!! วันรุ่งขึ้น ผมกับทีมงานต้องรีบตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไปดักถ่ายภาพการเดินทางไปสอนหนังสือของคุณครู ที่ส่วนใหญ่พักอาศัยในเมือง สิ่งยึดเหนี่ยวยามนี้ จึงหนีไม่พ้นเครื่องรางของขลัง สำหรับครูที่นับถือศาสนาพุทธ ส่วนครูที่นับถือศาสนาอิสลาม ก็ยึดหลักคำสอนของพระเจ้า แต่คุณครูทั้งหมดมีจิตใจเดียวกันนั่นคือจิตใจที่เสียสละ มุ่งมั่นเพื่อให้อนาคตของเด็ก ๆ และเยาวชนไทยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ
เป็นแม่พิมพ์ เป็นเรือจ้าง กลางไฟใต้ ถูกทำร้าย กลายเป็นเป้า น่าเศร้าหมอง ขอสละ ชีพพลี เพื่อขวานทอง อยากกู่ร้อง ให้โลกรู้ คือครูไทย คุณครูวิโรจน์ สุวารักษ์ ครูอาวุโสที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้ เล่าว่า ครูเป็นกลไกของรัฐที่ง่ายต่อการถูกทำร้ายและไม่มีทางสู้ สิ่งที่เป็นเกราะกำบังหรือเครื่องเตือนภัยให้กับครู คือเด็กๆ และชาวบ้านในชุมชน ซึ่งในทรรศนะของครูวิโรจน์ ความเป็นครูไม่ได้จบลงแค่ที่โรงเรียน แต่ครอบคลุมถึงการปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน ความห่วงใยระหว่างกันไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม เพราะนั่นคือวิถีชีวิตของคนพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตลอด ด้วยความเป็นครูในพื้นที่นี้มายาวนาน ทำให้ครูวิโรจน์มีลูกศิษย์มากมาย การเอาใจใส่ดูแล ระหว่างครูกับลูกศิษย์ไม่เคยห่างหาย แม้เวลาจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะวัยรุ่นในพื้นที่ ครูวิโรจน์ได้แนะนำให้รวมกลุ่มตั้งเป็นกลุ่มเยาวชนช่างไม้ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ โดยที่พวกเขาไม่ต้องจากบ้านไปทำงานต่างถิ่น
พวกเขามีท่าทีตื่นเต้นและเขินอายกล้องโทรทัศน์ ตามแบบฉบับของคนที่นี่ จึงขอเล่านอกรอบ ว่า ชาวบ้านเองก็หวาดกลัวกับเหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้น โดยไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนห่วงใย คือการทำร้ายครู ซึ่งเป็นผู้ให้การศึกษากับเด็ก หากเด็กๆ เหล่านั้นไม่มีความรู้ก็ไม่มีอาชีพ เมื่อไม่มีอาชีพก็ถูกชักจูงให้หลงผิดคิดร้ายกับชาติได้ง่าย
การสะท้อนปัญหาแบบตรง ๆของคนพื้นที่ ทำให้พอมองเห็นต้นเหตุแห่งปัญหา ที่ถูกปล่อยปละละเลยมานาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน แนวทางการแก้ปัญหาที่สวยหรู เป็นแค่นามธรรมที่จับต้องไม่ได้ นานจนผมรู้สึกว่า หลาย ๆ อย่างได้เปลี่ยนไปจากสมัยผมเป็นเด็ก แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือรอยยิ้มของคนที่นี่ ซึ่งรู้สึกได้ถึงความจริงใจ โดยเฉพาะรอยยิ้มของเด็กๆไร้เดียงสา แต่ใครจะมั่นใจได้ว่ารอยยิ้ม ในวันนั้น จะไม่กลายเป็นเสียงร้องไห้ในวันต่อมา.
อีกกี่ปี กี่ศพ จึงพบสุข พ้นจากทุกข์ เปลวไฟ -ใต้เผาผลาญ บ้างสูญเสีย ทิ้งถิ่น ทนทรมาน ถูกรุกราน บนแผ่นดิน ถิ่นเกิดกาย
อีกกี่วัน กี่เดือน ได้เปื้อนยิ้ม ใจเอิบอิ่ม พร้อมหน้า ไม่ห่างหาย ใครจะดับ เปลวไฟ ให้มลาย สมรภูมิ กลับกลาย เป็นสายลม
|
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||