พิมพ์หน้านี้
|
ห้า หกร้อยปีก่อนชาวล้านนาอ่านอะไร ? ทำไมต้องอ่าน ? ในปีการศึกษา 2546-2547 ชาวศึกษาธิการ กำลังรณรงค์การอ่านอย่างขะมักเขม้นแต่ จากหลักฐานที่มี ๕๐๐ - ๖๐๐ ปี ก่อนอ่านวรรณคดีมรดกเรื่องสำคัญของประเทศไทย วรรณคดีมรดกของไทยที่คนไทยทุกคนรู้จักเพราะถูกกำหนดให้เรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษานั้นมีหลายเรื่อง แต่มีเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นวรรณคดีที่นิยมใช้เล่นโขนเพียงเรื่องเดียว คือเรื่อง รามเกียรติ์ และชาวล้านนาได้อ่านวรรณคดีเรื่องนี้มานาน นานกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเลยทีเดียว ก่อนที่จะกล่าวถึงวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ที่ชาวล้านนาอ่านเมื่อ ๕๐๐ ปีก่อน มีลักษณะเป็นอย่างไร ขอเกริ่นถึงภาษาและความเป็นมาของโคลงล้านนาก่อนพอสังเขป ภาษาและตัวอักษรล้านนาภาษาล้านนาหรือคำเมืองจะเริ่มใช้สื่อสารมาตั้งแต่ พ.ศ.ไหน ไม่มีใครรู้ เพราะยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าภาษาล้านนาเริ่มใช้สื่อสารเมื่อไหร่ แต่ตัวอักษรล้านนา หรือ ตัวเมือง ปรากฏครั้งแรกในปี พ.ศ.๑๙๑๙ ที่เมืองสุโขทัย ในจารึกลานทอง ใช้เขียนในส่วนที่เป็นภาษาบาลีแต่ปะปนอยู่กับอักษรสุโขทัยซึ่งใช้เขียนในส่วนที่เป็นภาษาสุโขทัย จารึกลานทองนี้เองที่เป็นต้นเค้าเงาเงื่อนของตัวอักษรล้านนาซึ่งใช้สืบสายกันมาจนปัจจุบันนี้ เมื่อปรากฏหลักฐานว่าเริ่มมีการใช้ตัวเมืองครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๑๙๑๙ แล้ว แต่ยุคนั้น สมัยนั้นชาวล้านนาอ่านอะไร จากหลักฐานที่ปรากฏวรรณกรรมที่ชาวล้านนานิยมอ่านกันแพร่หลาย คือ วรรณกรรมประเภทโคลงซึ่งโคลงนี้ชาวล้านนาเรียก ครรโลง / คะโลง /กะโลง ซึ่งในปัจจุบันนักวิชาการทางภาษาและวรรณกรรมล้วนแต่ให้ความเห็นตรงกันว่า วรรณกรรมประเภทโคลงนี้เกิดขึ้นในล้านนาก่อน ล้านนาเป็นต้นตระกูลโคลง แล้วจึงแพร่ขยายไปสู่อยุธยา ล้านช้าง และที่อื่น ๆ ในเวลาต่อมา โคลงล้านนาวรรณกรรมประเภทโคลงล้านนาเท่าที่พบและหลงเหลือต้นฉบับอยู่ในปัจจุบันนี้ ( พ.ศ.2547 ) มีประมาณ ๒๓ เรื่อง มีโคลงอยู่ ๓ ประเภท คือ โคลงสุภาพ โคลงดั้น และโคลงกลบท โคลงสุภาพ พบทั้งหมด ๑๒ เรื่อง คือ โคลงอุสสาบารส , โคลงนิราศหริภุญชัย , โคลงมังทรารบเชียงใหม่ , โคลงพรหมทัต , โคลงปทุมสังกา , โครงอมรา , โคลงนิราศดอยเกิ้ง , โครงสุรวงศ์ , โคลงพระลอสอนโลก , โคลงวิทูรสอนหลาน , โคลงหงส์หิน ,โคลงค่าวริร่ำถ้อยเมืองพิงค์ นอกจากนี้ยังมีโคลงคำสอน อีก ๕ ฉบับและโคลงศาสนา ,โคลงวันตัดเล็บ อีกอย่างละ ๑ ฉบับ โคลงเหล่านี้ส่วนใหญ่มีผู้ปริวรรตและจัดพิมพ์เผยแพร่บ้างแล้ว แต่ยังมีโคลงเบ็ดเตล็ดที่ถ่ายไมโครฟิล์มไว้ที่สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีกจำนวนหนึ่งที่ยังรอผู้ศึกษาและปริวรรต โคลงดั้น โคลงดั้นพบเพียง ๒ เรื่อง คือ โคลงดั้นอุสสาบารส ฉบับวัดป่าฮิ้น จังหวัดเชียงใหม่ และโคลงดั้นอุสสาบารส ฉบับหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งไพฑูรย์ พรหมวิจิตร กวีนักวิชาการแห่งสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าเป็นสำนวนของกวีผู้แต่งคนละคนกัน เพราะในฉบับวัดป่าฮิ้นมีการแต่งโคลงสี่สุภาพคู่กับโคลงดั้นด้วย โคลงกลบท กลบทในล้านนาที่พบไม่พบว่าใช้แต่งเรื่องหนึ่งเรื่องใดโดยเฉพาะเช่นกลบทสิริวิบูลกิติ ของภาคกลาง แต่ใช้แต่งปะปนกับโคลงสี่สุภาพในวรรณกรรมโคลงเรื่องต่าง ๆ และส่วนหนึ่งปรากฏในหนังสือจินดามณี ระบุว่าเป็นโคลงลาว ซึ่งลาวในจินดามณีก็คือ ล้านนาในปัจจุบัน กลบททที่พบมีทั้งหมด ๒๗ ชนิด คือ บาทกุญชร , กรนารายณ์ , หมายกงรถ , บทสังขยา , สราสังวาลย์ , ชนาญเกลากลอน , อักขรบังไทย , วิไสยลมพอ , กล่าวหย้อคบท่าน , ผสานสมเลิศล้ำ , ด้นหน , ด้นชื่อ , ยนต์ทิพย์ , ม้าคล้องเชือก , ม้ากั้งล้อม , กระตุกสายไหม , อินทร์ลงเหลา , อินทร์ลงเหล้น , นางล้วงฝ้าย , พระยาลืมงาย , ฟองสมุทธ , หมายกงรถสามชั้น , พวนสามชั้น , ไหมยุ่งพันน้ำ , พวนสามชั้น , ไหมยุ่งพันน้ำ ,พลูสามค้าง และกลบทเก็บบาท ซึ่งกลบทเหล่านี้บางชนิดเหมือนกันกับกลบทของภาคกลาง บางชนิดแตกต่างกัน วรรณกรรมเรื่องอุสสาบารส : รามเกียรติ์ฉบับล้านนา วรรณกรรมเรื่องอุสสาบารส เท่ามีพบต้นฉบับมีผู้แต่งเป็นวรรณกรรมไว้ ๔ ประเภท คือ นิทาน , ชาดก , โคลงสี่สุภาพ และโคลงดั้น ในรูปชาดก อาจารย์สิงฆะ วรรณสัย ปราชญ์ล้านนาชาวลำพูน ได้ปริวรรตไว้แล้วโดยใช้ต้นฉบับของครูบาศรีวิชัย วัดบ้านปาง ตำบลแม่ตื่น อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือ ชื่อ อุสสาบารส วรรณกรรมล้านนาไทยในสมัยพระเจ้ากือนา ว่าวรรณกรรมเรื่องนี้ เป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลวรรรณคดีสันสกฤตที่แพร่เข้ามาสู่ลานนาไทยในสมัยโบราณ เป็นเหตุให้นักปราชญ์ทางศาสนาในเวลานั้น จับแนวเรื่องของวรรณคดีสันสฤตแต่งเป็นเรื่องอุสสาบารสขึ้นในรูปของชาดก และเป็นชาดกที่แปลกกว่าชาดกทั้งหลายในประเภทปัญญาสชาดกที่เราเคยเห็น เพราะพระพรหมชั้นสุทัสสีลงมายุ่งกับเรื่องของชาวโลก แม้จะมี หนุมานเหมือนเรื่องรามเกียรติ์ แต่หนุมานในเรื่องก็มีบทบาทน้อยมาก ตัวพระบารสซึ่งเป็นชื่อของเรื่องและเป็นโพธิสัตว์ ก็มีบทบาทไม่เด่นเท่าพระขิตราชตนเป็นพระเจ้าปู่และพระเจ้ากรุงพานก็ดีไม่ได้เป็นยักษ์ พระเจ้ากรุงลังกาก็ไม่เป็นยักษ์แต่เป็นวิชาธร เป็นเรื่องแปลกที่น่าศึกษา เพราะแฝงจารีต ประเพณีหลายอย่างไว้ ที่สิงฆะ วรรณสัย ระบุว่าเป็นวรรณคดีที่นิยมกันมาตั้งแต่ ในสมัยพระเจ้ากือนา แห่งราชวงศ์มังราย ประมาณ พ.ศ.๑๙๐๐ เพราะมีหลักฐานกล่าวถึงลักษณะการตัดสินคดีความในกฏหมายล้านนาโบราณว่ามี ลักษณะการตัดถ้อยต่อคำ อันมีเนื้อความกล่าวในชาดกอุสสาบารส ซึ่งหากเป็นจริงชาดกนอกนิบาตเรื่องนี้ก็มีอายุประมาณ ๖๐๐ กว่าปีมาแล้ว แล้วจึงมีผู้นำชาดกมาแต่งเป็นโคลงสี่สุภาพภายหลัง นอกจากนี้ยังมีหลักฐานอีกว่าโคลงอุสสาบารสมีกล่าวถึงในโคลงนิราศหริภุญชัย ซึ่งนิราศหริภุญชัย นี้แต่งในปี พ.ศ.๒๐๒๐ ในบทที่ ๘๕ และ ๑๑๙ ว่า ๘๕. ราตรีเทียนทีปแจ้ง เจาะงาม มัวม่วนนนตรีตาม ติ่งธร้อ อุสสากั่นโลงยาม ชักชอบ ชื่นเอย บุญพี่บ่เปลืองป้อ เปล่าซ้ำเซาทรวง ๑๑๙ อุสสาเสียงสร่างสร้อย รัชนี กลอนกั่นโลงทันที อ่านถ้อย บารสเรียกมาลี เบงบาท ทุมเอย ตรีโจททูทุกถ้อย เถี่ยงถ้องถามชัย ซึ่งในเนื้อความบทแรกแปลได้ว่า กลางคืนก็จุดประทีปและเทียนงดงามสว่างไสวต่างคนก็สนุกสนานไปตามเสียงดนตรีมีติ่งและสะล้อเป็นต้น บางคนก็โคลงอุสสาตอนที่ชอบมากล่าวถึง แต่พี่เองยังไม่หายเศร้าใจที่คิดถึงนาง บทต่อมากล่าวว่า พอค่ำลงก็ได้ยินเสียงอ่านโคลงอุสสาอย่างไพเราะโดยแข่งขันกันยกโคลงห้าไว้แล้วแข่งขันแต่งเป็นโคลงสอง โคลงสามและโคลงสี่แล้วถามว่าใครชนะ โคลงนิราศหริภุญชัยนั้นนักวิชาการทางภาษาและวรรณคดีเชื่อว่าเป็นนิราศที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยเท่าที่พบในปัจจุบัน แต่ยังมีเนื้อหากล่าวถึงการอ่านและการนำโคลงอุสสาบารสมาแข่งขันประชันฝีปากกันแสดงว่าก่อน พ.ศ.๒๐๒๐ นั้น โคลงเรื่องอุสสาบารสคงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และโคลงอุสสาบารสต้องแต่งก่อนโคลงนิราศหริภุญชัยเพียงแต่ยังไม่พบต้นฉบับที่เก่ากว่าโคลงนิราศหริภุญชัยเท่านั้น เพราะในสมัยก่อนโคลงนิยมจารลงในใบลานซึ่งใบลานมีอายุการใช้งานไม่นานนักย่อมจะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา แต่ถึงแม้ไม่พบต้นฉบับโคลงอุสสาบารส แต่เราก็พบหลักฐานจากโคลงนิราศหริภุญชัย ซึ่งแต่งในสมัยต่อมาได้กล่าวถึง เป็นหลักฐานที่กล่าวอย่างแจ้งชัดว่า ชาวล้านนานิยมอ่านหนังสือมานานแล้ว และอ่านเป็นทำนองเสนาะแบบล้านนาซึ่งเรียกกันปัจจุบันว่า การขับโคลงด้วย โคลงล้านนาในอดีตมิได้เขียนหรือแต่งขึ้นเพียงเพื่อการอ่านอย่างปัจเจกชนแต่เป็นการเขียนเพื่อการสื่อสารในวงกว้าง สังเกตจากการมีคำสร้อยในโคลงซึ่งแตกต่างจากคำสร้อยในโคลงสมัยอยุธยา ที่เป็นคำสร้อยเพื่อย้ำความหมายเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคำสร้อยในโคลงล้านนามักไม่ได้เสริมความหมายเท่าใดนัก คำสร้อยเช่นคำว่า แฮ เอย่ เยอ เอย เฮย ฯ น่าจะเป็นคำกำหนดท่วงทำนองการขับโคลงเพื่อเสพย์สุนทรียรสแห่งเสียงมากกว่าเพื่อขยายขอบข่ายความหมายให้ชัดแจ้งขึ้น จากหลักฐานที่กล่าวมาทั้งหมดคงจะพอตอบคำถามว่า ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาชาวล้านนาอ่านอะไร และทำไมต้องอ่าน เป็นที่น่าชื่นชมที่ชนชาวล้านนาในอดีตได้อ่านวรรณคดีมรดกฉบับล้านนา เพื่อสืบสายสุนทรียรสของบทกวีมาเนิ่นนานกว่าครึ่งศตวรรษ หวังว่าชนล้านนาและชาวไทยรุ่นหลังคงสืบทอดสายสุนทรียรสนี้ต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด .. อ้างอิงไพฑูรย์ พรหมวิจิตร .อุสสาบารส โคลงดั้นล้านนา .เชียงใหม่ : สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,2543. มณี พยอมยงค์ .ประวัติและวรรณคดีลานนาไทย.กรุงเทพฯ : มิตรนราการพิมพ์ , 2516 .
|
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |