พิมพ์หน้านี้
|
หลังใช้เวลากว่า 5 ปี ป.ป.ช.ก็มีมติลงดาบฟันปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตอธิบดีกรมป่าไม้กับพวกอีก 2 คน มีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และพ่วงความผิดทางอาญาด้วยอีกกระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงานทุจริตต่อหน้าที่จนทำให้ราชการได้รับความเสียหาย หลังจากอนุมัติให้บริษัทเอกชนส่งออกเสือโคร่ง 100 ตัว ไปยังสวนสัตว์ซอนย่า ประเทศจีน แรกเริ่มเดิมทีคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช.ได้มุ่งเป้าไปที่การไต่สวนว่าการส่งออกเสือครั้งนี้เป็นไปเพื่อการค้าหรือไม่ เพราะนายปลอดประสพยอมใช้อำนาจอธิบดีกรมป่าไม้ลงนามอนุมัติให้บริษัท ศรีราชา ไทเกอร์ซู จำกัด ส่งออกเสือโคร่ง 100 ตัวไปยังสวนสัตว์ซอนย่า ประเทศจีน ในนามของกรมป่าไม้ เพื่อให้เห็นว่า การส่งออกเสือดังกล่าวเป็นไปเพื่อกิจการสาธารณะ ทั้งที่ความจริงเป็นการส่งออกเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของบริษัทเอกชนต่อเอกชน ซึ่งเป็นการเลี่ยงกฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ที่ห้ามไม่ให้เอกชนส่งสัตว์สงวน เว้นแต่จะกระทำในนามของรัฐบาลต่อรัฐบาล เพื่อประโยชน์ในการศึกษา วิจัยทางวิชาการ แต่นายปลอดประสพกลับยอมให้เอกชนใช้กรมป่าไม้เป็นช่องทางในการส่งออกเสือ จนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย คณะอนุกรรมการฯจึงต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินของนายปลอดประสพ เพื่อหาหลักฐานว่าการยอมใช้อำนาจอธิบดีกรมป่าไม้ครั้งนี้ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นตัวเงินหรือไม่ แต่ก็ต้องเจอตอเข้าอย่างจัง เพราะเมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินไปได้ระดับหนึ่งก็พบว่าไม่สามารถสาวไปถึงตัวนายปลอดประสพได้ เพราะเงินค่าตอบแทนเหล่านั้นไปอยู่ในบัญชีของเหล่าบรรดากิ๊กๆทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานประกอบสำนวนในการกฎหมายได้ อีกทั้งระหว่างการไต่สวนคณะอนุกรรมการฯยังต้องประสบปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีก โดยนอกจากจะไม่ได้รับความร่วมมือในการส่งข้อมูลจากประเทศจีนแล้ว ยังได้รับคำขู่จากปากของเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ว่า ถ้าสรุปว่าปลอดประสพมีความผิดก็เท่ากับว่าประเทศจีนมีความผิดด้วย และเมื่อคณะอนุกรรมการฯประสานขอความร่วมมือไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทย คำตอบที่ได้คืออาการแหยเพราะจีนเป็นประเทศมหาอำนาจที่สำคัญ นั่นเกือบทำให้คณะอนุกรรมการฯต้องถอดใจ แต่ก็กลับมาพิจารณาเรื่องการใช้อำนาจของอธิบดีดังกล่าว ว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ แล้วก็พบหลักฐานว่าเป็นการใช้อำนาจที่ผิด คณะอนุกรรมการฯจึงรวบรวมเอกสารหลักฐาน สรุปสำนวนส่งให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาชี้มูลความผิด ซึ่งที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช.ใช้เวลาถกเถียงในเรื่องข้อกฎหมายนานกว่า 5 ชั่วโมง และต้องลงมติโหวตถึง 2 ครั้ง จึงได้เสียงเป็นเอกฉันท์ว่านายปลอดประสพกับพวกมีความผิดจริง นอกจากนี้ในที่ประชุมก็ยังได้พูดถึงปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลังจากที่เคยถูกขู่มาก่อนหน้านี้ แต่ทุกคนก็สรุปว่า "ไม่แคร์" เพราะเมื่อมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำความผิด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่สำคัญก่อนการลงมติ ป.ป.ช.ทุกคนรู้ดีว่าหลังชี้มูลอย่างนี้ออกมาแล้ว เรื่องคงไม่จบง่ายๆ เพราะเป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่านายปลอดประสพไม่ใช่แค่ข้าราชการธรรมดา ดังนั้น ป.ป.ช.ทุกคนรู้ชะตากรรมว่าจะต้องมีการดิ้นรนและฟ้องกลับแน่นอน แต่เมื่อมีหลักฐานชัดเจน ป.ป.ช.ก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย หากมัวแต่ห่วงตัวเอง กลัวผลที่จะตามมา จนปล่อยให้เรื่องเลยตามเลยไป ก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตในประเทศไทยได้ เพราะการเข้ามาทำหน้าที่นี้ก็เปรียบเสมือนการนั่งอยู่บนหลังเสือแล้วเหมือนกัน |
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |