วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม 2551
หากรักใคร..ก็จงบอกให้รู้..เมื่อยังอยู่ด้วยกัน
Posted by
มัชฌิมาปกร
,
ผู้อ่าน : 184
, 08:52:19 น.
พิมพ์หน้านี้
หากรักใคร ก็จงบอกให้รู้ เมื่อยังอยู่ด้วยกัน

คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ชีวิตก็เหมือนกับที่ “ปู่เย็น แก้วมณี” กล่าวเอาไว้ว่า เหมือนขึ้นสะพาน ขึ้นไปแล้วก็ค่อย ๆ ลง ปู่เย็นกล่าวด้วยว่า ชีวิตของแกเหมือนสะพานที่กำลังลาดต่ำดำดิ่งลง แกกล่าวในวันที่อายุของแกเกือบจะถึง ๑๐๐ ปี แต่คนเราจะมีสักกี่คนที่อายุยืนถึงเพียงนี้ และที่สำคัญยิ่งที่ “ปู่เย็น” มิได้กล่าวถึงแต่เป็น “ความจริง” ที่สุดก็คือ ไม่มีใครเลยรู้เลยว่า ชีวิตตนเองหรือคนรอบข้าง จะคืนลมหายใจให้ธรรมชาติเมื่อไร ชีวิตอาจไม่เหมือนสะพานที่ค่อย ๆ ลาดลง แต่มันอาจจะเหมือนสะพานหักอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้ เคยถามตัวเองกันบ้างไหมว่า “เรา” ล้มตัวลงนอนพักผ่อนคืนนี้ พรุ่งนี้ “เรา” จะตื่นขึ้นมาเหมือนทุก ๆ วันไหม เคยถามตัวเองกันบ้างไหมว่า ขับรถออกจากบ้านวันนี้ จะมีชีวิตรอดกลับมาหาครอบครัวหรือไม่ แน่นอน..ใจหนึ่งเราตอบว่า ต้องตื่นซิ ต้องกลับมาหาครอบครัวสิ ต้องปลอดภัยสิ ต้องยังมีชีวิตอยู่ต่อไปสิ แต่ใครจะเป็นคนรับรองว่า นั่นเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ยังมีชีวิตอยู่ ยังทำงานร่วมกัน เป็นเพื่อนกัน เป็นสามามีภรรยากัน เป็นพ่อลูกกัน นึกถึงวันที่คาดไม่ถึงไว้บ้างก็ดี แสดงความรักต่อกันไว้เถิด มีความเข้าใจ และให้อภัยกันไว้เถิด จะไปถึงวันที่อีกฝ่ายจากไป แล้วก็มาร่ำให้เสียดาย เสียใจ คงไม่เกิดประโยชน์ ระหว่างที่ยังมีชีวิต เห็น ๆ กันอยู่ มองกันใน “ด้านดี” มองซิว่า คนที่เราคบกัน รักกัน หรือคนในครอบครัวของเรา มีอะไรดี ๆ จงชื่นชมซึ่งกันและกัน พูดกันดี ๆ ถนอมความรู้สึกซึ่งกันและกันไว้ ถ้ารักและหวังดีต่อกันก็ทำให้เขารู้ ให้มีความสุขต่อกัน ดีกว่าเก็บเอาไว้ ดีกว่าบาดหมางใจกัน เพราะชีวิตของเราไม่แน่นอน เมื่อไม่มีเขา แล้ว “เรา” จะยิ้มให้ใคร จะหัวเราะกับใคร จะเห็นรอยยิ้มกันได้อย่างไร ไม่มีใครจะดีพร้อมสมบูรณ์ไปทุกสิ่งหรอก แม้กระทั่งตัวเราเองก็อาจมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่เราไม่รู้ อย่าเข้าข้างตนเอง อย่าหยิบเอาแต่สิ่งที่เราไม่ถูกใจมาเป็นเรื่องสำคัญ มองกันหลาย ๆ มุมดีกว่าจะมุ่งมองอยู่มุมเดียว เจอมุมไม่ถูกใจก็บ่นด่าว่าเสีย ๆ หาย พูดให้เจ็บใจ พูดให้หมดกำลังใจกันทำไม ลองคิดถึงวันหนึ่ง..... วันที่จู่ ๆ เขาก็จากไป จากไปโดยที่คาดไม่ถึง เราก็จะอึ้งเพราะระหว่างที่มีชีวิตอยู่ “เรา” ไม่ได้แสดง “ความรัก” ต่อกันเลย ไม่มีประโยชน์นักหรอก กับการที่จะฟูมฟายเสียใจ พร่ำชื่นชมถึงคุณงามความดีใส่ลงในหนังสืองานศพ จงมองคนในมุมดี ๆ จงเผื่อแผ่ความรักให้กัน ด้วยการแสดงต่อกันดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าที ไม่ว่าจะเป็นวาจา ยังเห็นหน้ากันอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ด้วยกัน รักใครก็แสดงออกให้เขาชื่นใจ ประทับใจได้เลย รีบ ๆ ทำ ทำมาก ๆ ทำเสมอ ๆ ทำให้เขารู้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ดีกว่าไปบอกว่ารักเขาหนักหนาให้คนอื่นรู้ แต่เจ้าตัวไม่อยู่เสียแล้ว หรือไปเคาะฝาโลงเท่าไหร่ เขาก็ไม่รู้สึกได้หรอก ปีเก่ากำลังจะผ่านไป ลองทบทวนตนเอง ยังเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ เริ่มต้นมองคนในแง่ดี ชื่นชมคน แสดงความรักแก่คนที่เราใกล้ชิด คนที่คบหาและจงคบหาคนให้มากขึ้น รักคนอื่นให้มากขึ้น เรียกร้องให้น้อยลง แต่เป็นผู้ให้คนอื่นให้มากขึ้น อย่างน้อย ๆ ก็ให้ความรัก ความเข้าใจ ในฐานะพี่ น้อง พ่อ แม่ เพื่อนร่วมงาน หรือฐานะใด ๆ ก็ตามความรักย่อมเป็นสิ่งดี หากตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมจรรยาอันดี และความบริสุทธิ์ใจ ใจเป็น “นาย” ส่วน “กาย” เป็นบ่าว ถ้ามีสติ คิดได้ ใจก็เป็นนายที่แสนดี คราวนี้แหละพฤติกรรมของเราจะเป็นเสน่ห์อยู่ในหัวใจคน เพราะเราเปิดใจของเราให้คนอื่นมาอยู่ในหัวใจของเราก่อน
|